Thailandia

บ้านซูซูกิผงาดคุมขายทั่ว ปท. ไทยซูซูกิปรับใหญ่ลดบทบาทโฟกัสงานผลิต

ประชาชาติ - 2 ore 53 min fa

มอเตอร์ไซค์ ซูซูกิ ปรับใหญ่ แยกบทบาทชัดเจนตั้ง “บ้านซูซูกิ” เป็นดิสทริบิวเตอร์คุมตลาด-ขายทั่วประเทศโยก “ไทยซูซูกิ” ดูแลผลิตเพียงอย่างเดียว หวังขยายส่วนแบ่งตลาดและพื้นที่ขาย

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์เรือซูซูกิในประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคในโลกปัจจุบัน โดยปรับโครงสร้างเพื่อให้แข่งขันในตลาดได้มากขึ้น

ด้วยการแต่งตั้ง บริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ที่ได้รับสิทธิในการดูแลตลาด 14 จังหวัดภาคใต้ และเป็นหุ้นส่วนสำคัญของไทยซูซูกิ จากตัวแทนจำหน่ายมาทำหน้าที่เป็น distributorship agreement ดูแลรับผิดชอบการทำตลาดและการขายทั้งหมด

ส่วนบริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด จะเปลี่ยนบทบาทดูแลด้านการผลิตรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์เรือซูซูกิ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและส่งออกเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 25 พ.ย. 2563 นี้

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังมีผลต่อสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัดโดยคาดว่า สัดส่วนการถือหุ้นจะเปลี่ยนเป็น บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น 70% และบริษัท บ้านซูซูกิจำกัด 30% ซึ่งอย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ ซูซูกิได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งกลุ่มพรประภาตัดสินใจเลิกขายมอเตอร์ไซค์ซูซูกิ โดยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯขอเพิกถอนหุ้น เอส.พี.ซูซูกิ เนื่องจากบริษัท ซูซูกิมอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ของญี่ปุ่น มีนโยบายจะทำธุรกิจจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิในประเทศไทยด้วยตัวเอง และได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นบริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ที่บริษัทถืออยู่ทั้งหมด พร้อมยกเลิกสัญญา distributorship agreement หรือการเป็นตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด

ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้น จากเดิม บริษัท เอส.พี.ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ที่ 42.38% แต่หลังจาก เอส.พี.ฯ ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดคืนกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เป็น 97.52% และบริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด 2.48%

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้โดยเฉพาะเรื่องจำนวนสัดส่วนของการถือหุ้นนั้น คงต้องรอให้ทางซูซูกิออกมาประกาศความชัดเจนอีกที แต่ที่แน่ ๆ คือการที่ บ้านซูซูกิ มีบทบาทในการทำตลาดมากขึ้น นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากคนไทยจะมีความเข้าใจการทำตลาดมากกว่าญี่ปุ่น น่าจะส่งผลให้รถมอเตอร์ไซค์ซูซูกิเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่ยังต้องจับตาดูเรื่องความถนัดในการทำตลาดของบ้านซูซูกิ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญตลาดภาคใต้เป็นหลัก การเข้ามาดูตลาดทั้งประเทศจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง” แหล่งข่าวกล่าว

ปัจจุบันบริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายในเขต 14 จังหวัดภาคใต้ มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 100 สาขา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ซูซูกิถือเป็นค่ายรถจักรยานยนต์ที่เคยมียอดการจำหน่ายสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย มีตัวเลขขายทะลุ 100,000 คันต่อปี และเป็นผู้นำในการสร้างสีสัน และกิจกรรมการตลาดมากมายให้กับวงการอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้น่าจะทำให้การแข่งขันในตลาดสนุกขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์ และอาจจะส่งผลต่ออันดับการทำตลาดในอนาคตด้วย

สำหรับบริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจกับซูซูกิมาเป็นระยะเวลากว่า 34 ปี โดยกลุ่ม “ลาภาโรจน์กิจ” เริ่มต้นจากธุรกิจค้าอะไหล่ที่ จ.นราธิวาส จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2510 ได้รับการทาบทามจากบริษัท ซูซูกิมอเตอร์ จำกัด แห่งประเทศญี่ปุ่น ให้เข้าร่วมลงทุน โดยมีสำนักงานอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ส่วนไทยซูซูกิ มอเตอร์ ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 30,000 คันต่อเดือน หรือราว ๆ 360,000 คันต่อปี

อ่านข่าวต้นฉบับ: บ้านซูซูกิผงาดคุมขายทั่ว ปท. ไทยซูซูกิปรับใหญ่ลดบทบาทโฟกัสงานผลิต

Categorie: Thailandia

“7-11” ลุย O2O รับเทรนด์ช็อปออนไลน์แรง

ประชาชาติ - 2 ore 55 min fa

เซเว่นอีเลฟเว่นเปิดเกมรุกรอบใหม่ เพิ่มน้ำหนัก O2O ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมอำนวยความสะดวกเก็บเงินปลายทาง-เลือกรับสินค้าได้ที่สาขาหลังโควิด-19 กระทบยอดขาย-กำไรไตรมาส 3 ร่วง เดินหน้าปูพรมสาขาตั้งเป้าครบ 13,000 แห่งภายในปี 2564

นางสาวจิราพรรณ ทองตัน ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สำนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานจากนี้ไป บริษัทจะยังคงเดินหน้าขยายสาขาร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมงบฯลงทุนประมาณ 11,500-12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดสาขาใหม่ โดยมีเป้าหมายขยายให้ครบ 13,000 สาขาภายในปี 2564 จากปัจจุบันมีสาขารวม 12,225 แห่ง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ควบคู่กับการเตรียมรีโนเวตสาขาเดิมให้ทันสมัยขึ้น ตลอดจนการมองหาโครงการใหม่ ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมุ่งปรับกลยุทธ์เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เริ่มจากการหันมาเน้นขายสินค้าแบบออนไลน์ผสมผสานกับออฟไลน์ (online to offline) โดยช่องทางนี้ยังเป็นสัดส่วนที่ยังน้อย หรือมีสัดส่วนประมาณ 5% เท่านั้น ในส่วนของกลุยทธ์ O2O นั้นได้นำมาใช้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยการนำเสนอสินค้าในหลากหลายช่องทาง อาทิ เซเว่นอีเลฟเว่น ดีลิเวอรี่, ALL ONLINE และ 24 Shopping เป็นต้น

รวมถึงการเพิ่มความสะดวกในการสั่งผ่านบริการเก็บเงินปลายทาง หรือรับสินค้าที่ร้านได้ และสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง คือ ต้องวางแผนคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการการตลาด และการคัดเลือกสินค้าให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ในแต่ละพื้นที่ ให้แตกต่างกันและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภาพรวมตลาด

“ธุรกิจค้าปลีกยังมีความท้าทายอยู่มาก เนื่องจากผู้บริโภคมีทางเลือกในการจับจ่ายมากขึ้น จากเดิมเจ้าของแบรนด์ขายตรงไปยังผู้บริโภค (D2C : direct to consumer) การค้าออนไลน์ข้ามประเทศ รวมไปถึง ขายโดยตรงระหว่าง ผู้บริโภค (C2C : consumer to consumer) ผู้ค้าปลีกจึงต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์เพื่อแย่งชิง share of wallet

ตลอดจนการหันมาเพิ่มน้ำหนักด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาใช้ในการดําเนินธุรกิจ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค และช่วยลดความซับซ้อน ช่วยบริหารจัดการต้นทุน เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทํางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

นางสาวจิราพรรณกล่าวว่า สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 3/2563 บริษัทมีรายได้รวม 135,500 ล้านบาท ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ต้องยอมรับว่าบริษัทยังได้รับผลกระทบจากทางเศรษฐกิจและอัตราการบริโภคที่ยังหดตัว ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หรือใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น

ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป ยังบินกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไม่ได้ แต่ถือว่ายังปรับตัวได้ดีขึ้นหากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการยกเลิกมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มกลับมาใช้ชีวิตในรูปแบบปกติ

ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นมียอดขายเฉลี่ยต่อวัน 69,000 บาท และมีอัตราการเติบโตของร้านสาขาเดิมลดลงประมาณ 14% สาเหตุหลักมาจากจำนวนลูกค้าเข้าร้านลดลง หรือมีจำนวนลูกค้าเข้าร้านประมาณ 917 รายต่อวัน แต่ยังมียอดซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 75 บาท

และในส่วนของโปรดักต์ในร้านแบ่งออกเป็นกลุ่มอาหาร อาทิ เครื่องดื่ม อาหาร และผักผลไม้พร้อมทาน ขนมปัง ขนมหวานกว่า 71.5% และสินค้าอุปโภค 28.5% ทุกกลุ่มสินค้ามีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทก็ได้ชะลอการใช้จ่ายในส่วนที่ยังไม่เร่งด่วน รวมถึงมีการปรับลดค่าใช้จ่ายของส่วนกลางและสำนักงานลง แต่ในทางกลับกันงบฯค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นยอดขายยังคงใช้ตามความเหมาะสมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริการลูกค้าได้ในระดับที่น่าพอใจ

“ส่งผลให้ภาพรวมของการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม-กันยายน) บริษัทมีกำไรสุทธิ 12,530 ล้านบาท ลดลง 22.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

นางสาวจิราพรรณให้ข้อมูลด้วยว่า ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจแบ่งออก 2 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบชำระเงินสดและบริการตนเอง (cash & carry) ระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมามีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น โดยหลัก ๆ มาจากผลประกอบการสยามแม็คโครที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง และในส่วนของร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นในไตรมาส 3 ได้มีการขยายสาขาใหม่ประมาณ 136 ร้าน

โดยการเปิดร้านใหม่ในไตรมาสที่ผ่านมายังกระจายอยู่ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทั้งในรูปแบบของการบริหารเอง บริหารร่วม หากดูในส่วนของร้านที่เปิดตามปั๊มน้ำมัน ร้านสแตนด์อะโลนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ปีนี้เปิดร้านไปแล้ว 513 สาขา และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 65 สาขา

อ่านข่าวต้นฉบับ: “7-11” ลุย O2O รับเทรนด์ช็อปออนไลน์แรง

Categorie: Thailandia

ปิยบุตร ขับเคลื่อน 2 ขา ก้าวหน้าชนะเลือกตั้งท้องถิ่น ก้าวไกลปักธงรัฐบาลพรรคเดียว

ประชาชาติ - 6 ore 37 min fa

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวถึงปัญหาการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)  ตอนเราตั้งพรรคอนาคตใหม่ นโยบายที่ชูธง คือ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น เพราะเรามองว่าการเอาอำนาจที่กระจุกส่วนกลาง คืนให้กับท้องถิ่นนั้น ต้องอาศัยทั้งการเมืองระดับชาติและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งการเมืองระดับชาติจะต้องเข้าไปเป็นรัฐบาลให้ได้ เพื่อเอาอำนาจที่กระจุกอยู่ส่วนกลางไปให้ท้องถิ่น เพราะเราพูดถึงเรื่องกระจายอำนาจกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 จนถึงปัจจุบัน 20 กว่าปี ก็ไปไม่ถึงไหน ดังนั้น จึงต้องมีรัฐบาลที่จริงจังเรื่องดังกล่าว และเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำก็ยังไม่พอ ต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียว เพื่อผ่องเอาอำนาจมาอยู่ท้องถิ่น

นายปิยบุตร กล่าวว่า  ส่วนการเมืองท้องถิ่นนั้น ที่สร้างสรรค์และต่างไปจากเดิม แม้คนจะบอกว่าการกระจายอำนาจก็คือการกระจายคอรัปชั่น เพิ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ คนจึงไม่สนับสนุน จึงต้องทำสองส่วนประกอบกัน แต่เมื่อถูกยุบพรรคไป เพื่อนที่ย้ายไปอยู่พรรคก้าวไกลก็ยืนยันว่าจะเดินตามแนวของพรรคอนาคตใหม่ ดังนั้น เพื่อนเหล่านั้นต้องไปสู้ในสนามระดับชาติเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้เพื่อจัดการเรื่องนี้ ส่วนคณะก้าวหน้าตั้งใจว่าจะส่งเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับ ตั้งแต่ อบจ.เทศบาล อบต.7 พันกว่าแห่งทั่วประเทศ จะมีผู้สมัครจากคณะก้าวหน้าลงทั้งหมด

“ตอนที่เริ่มคิดเรื่องนี้มีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ นักการเมืองอาวุโส สื่อมวลชน ให้คำแนะนำมาว่าจะเอาอย่างนี้จริงๆ หรือ มันอันตรายมาก เพราะที่ผ่านมาไม่มีพรรค ไม่มีกลุ่มการเมืองระดับชาติที่ลงท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน เพราะหากการเมืองระดับชาติมาเล่นท้องถิ่นด้วย ผลที่ตามมาคือทะเลาะกันจนพรรคแตก เพราะ ส.ส.ที่อยู่จังหวัดเดียวกันสนับสนุนผู้สมัครท้องถิ่นคนละกลุ่มกัน และหากชนะเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่หากเลือกตั้งระดับชาติกลับเป็นฝ่ายค้านจะไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลนั้นๆ เลย แต่เรามาทบทวนและคิดว่าต้องลองทำ ถ้าไม่เริ่มทำการเมืองระดับชาติและการเมืองท้องถิ่นทั้งสองขา การเมืองจะไม่เปลี่ยน” นายปิยบุตร กล่าว

เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ คนธรรมดา ไม่อิงบ้านใหญ่

นายปิยบุตร กล่าวว่า หากเกิดความแตกแยกขึ้น ก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นการเมืองระดับชาติกับท้องถิ่นจะแยกขาดกัน ทั้งที่ควรสอดประสานกัน ในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้ว่าจะเกิดความขัดแย้ง แต่ถ้าหากจะเกิดต้องประคับประคองแก้ไขกันไป และหากวันหนึ่งผู้สมัครท้องถิ่นชนะเลือกตั้ง แต่ในภาพใหญ่กลับเป็นฝ่ายค้าน ก็จะพบอุปสรรคแน่นอนในการเจอกระทรวงที่เป็นของอีกพรรคหนึ่ง เป็นเรื่องต้องสู้กันอย่างเปิดเผย และหากประชาชนสนับสนุน รัฐบาลก็ขวางไม่ได้

“ดังนั้น การเมืองท้องถิ่นแบบใหม่จะต้องสร้างสรรค์ สู้กันด้วยนโยบาย ซึ่งเป็นจุดเด่นของเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เพราะในอดีตไม่มีนโยบายที่แข่งกันเลย มีแต่สานงานเก่า ก่องานใหม่ แข่งกันที่นามสกุล อิทธิพล การหาเสียงแทบไม่ปรากฏ ดังนั้น นายธนาธรจึงให้การบ้านไป อบจ.แต่ละที่มีงบประมาณเท่าไหร่ 4 ปีถ้าได้เป็นนายกฯ จะทำอะไร อย่างน้อยๆ ต้องมีคนละ 4-5 นโยบาย นอกจากนี้ ยังเปิดให้คนรุ่นใหม่ คนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ได้มีโอกาสทำงานการเมืองท้องถิ่น” นายปิยบุตร กล่าว

เปิดโอกาสให้คนร่วมจัดงบประมาณ

เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเมืองท้องถิ่นแบบเดิมแบ่งเค้กกันทั้งในท้องถิ่นและระดับชาติ แต่คณะก้าวหน้าจะเปลี่ยนใหม่ เน้นที่ประชาชนเป็นหลัก นายใหญ่ บ้านใหญ่ของเราคือประชาชนในจังหวัดนั้น ส่วนปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ที่ผ่านมาเวลาท้องถิ่นจะโหวตหรือตัดสินใจทำโครงการอะไร เชื่อว่าคนในจังหวัดไม่เคยรู้เรื่องว่าเอางบประมาณไปทำอะไรบ้าง จึงเน้นการมีส่วนร่วมตั้งแต่คิดนโยบาย หลายทีมที่เราส่งเลือกตั้งต้องไปทำประชุมในจังหวัดแล้วสังเคราะห์นโยบายขึ้นมา นอกจากนี้ ยังเสนอให้การประชุมสภาท้องถิ่นต้องมีการถ่ายทอดสด การทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนในพื้นที่สามารถกำหนดว่าเอางบประมาณไปทำอะไรในพื้นที่

“จากการลงพื้นที่มีปัญหาตรงที่ประชาชนยังไม่ทราบว่าจะมีการเลือกนายก อบจ. และสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ในวันที่ 20 ธันวาคม ประชาสัมพันธ์น้อยมาก และวันเลือกตั้งแทนที่จะกำหนดวันหยุดยาวติดๆ กัน ไปให้เลือกวันที่ 20 ธันวาคม เพิ่มภาระในการกลับบ้านไปใช้สิทธิ์ นอกจากนี้ กติกาเลือกตั้งหยุมหยิมมาก ต้องมีขนาดป้าย ผู้ผลิตป้าย ถ้าพลาดเรื่องเล็กๆ จะนำไปสู่การร้องเรียน แทนที่แข่งกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการออกนโยบาย แต่กลับแข่งกันจับผิด หรือแม้กระทั่งการกำหนดอายุผู้สมัคร ไว้ที่ 35 ปี ทำให้หลายคนพลาดโอกาสสมัครผู้บริหารท้องถิ่น นอกจากนี้ ผู้หญิงส่วนใหญ่เวลาพูดคุยในครอบครัว จะตัดสินใจว่าโหดเกินไปจึงมีผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงน้อย” นายปิยบุตร กล่าว

แฉถูกขอซื้อตัวผู้สมัคร – ฝากเลี้ยง

นายปิยบุตร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องอิทธิพลการข่มขู่คุกคาม ขอซื้อตัวผู้สมัคร ให้ผู้สมัครเกียร์ว่างหรือแอบฝากเลี้ยง พยายามป้องกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ยอมรับตรงไปตรงมาว่าขนาดเป็นพรรคเมื่อถูกยุบยังมีคนย้ายพรรค เรื่องท้องถิ่นยิ่งคุมยากเพราะไม่มีกฎหมายบังคับ แต่จะพยายามคัดกรองให้ดีที่สุด ยังเชื่อมั่นว่าทุกคนเดินหน้าต่อไปด้วยกัน   

“สภาพปัญหาล่าสุดในการหาเสียง คือเจอคนเห็นต่างมาแสดงออก ขัดขวางการณรงค์หาเสียง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เป็นไปไม่ได้ที่ทำให้คนคิดเหมือนกัน แต่มีการเจาะจงว่า ถ้า ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ วานิช ไปที่ไหนจะตามไป หมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไมได้คิดเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ต้องการโจมตีธนาธร ผมและพรรณิการ์ สิ่งที่กังวลใจคือ ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราคิดว่าจะลดการเมืองเชิงแบ่งขั้วเหลืองแดงในอดีต แต่ตอนนี้มีการขีดเส้นแบ่งใหม่โดยฝ่ายรัฐ ทำให้เห็นว่าเวลาเดินไปที่ไหนจะมีคนต่อต้านทุกที่ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการตอบรับดีมาก แต่มีคน 2-3 คนถือป้าย แล้วมาถ่ายไลฟ์แล้วมาปล่อยในโซเชียล ที่เจอเยอะที่สุดมีแค่ นครศรีธรรมราช เท่านั้นมีขบวนการที่ชวนกันมา” นายปิยบุตร กล่าว

ย้ำ ไม่ได้อยู่เบื้องหลังราษฎร

สาเหตุส่วนหนึ่งคือสัมพันธ์กับการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและเยาวชน ประชาน พวกเขาเหล่านั้นมีความคิดฝังหัวอยู่เสมอว่านายธนาธร ตน อยู่เบื้องหลังการชุมนุม เรายืนยันทุกครั้งว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการชุมนุม แต่เราก็ไม่ปฏิเสธว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่เป็นหนึ่งในหลายชนวนเหตุที่ทำให้คนออกมาชุมนุม แต่วันนี้ไปไกลกว่าเรื่องของตน นายธนาธร และการยุบพรรคแล้ว มีหลายประเด็นเข้ามาปนแล้ว และเขาคิดเขาเชื่อแบบนี้ถ้าใช้วิธีคิดแบบการชุมนุม นปช. กปปส. หรือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งผิดทั้งหมด การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีแกนนำ ผู้จัดชุมนุม พอเขาคิดแบบเก่าจึงคิดว่าพวกตนเป็นคนจัดชุมนุม ดังนั้น ถ้าอยู่เบื้องหลังจัดการชุมนุมจริงๆ ไม่มีเวลาหาเสียงแน่ๆ

ธนาธร คือเหยื่อระบายอารมณ์

เขาอาจไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของขบวนการนักศึกษา แต่ไม่รู้ว่าจะแสดงออกอย่างไร ครั้นจะเข้ามาอยู่ในม็อบชนม็อบก็ไม่ถูกต้อง แต่ไม่รู้จะแสดงออกกับใคร บังเอิญเจอนายธนาธร ตน เขาอยากแสดงออก สุดท้ายนายธนาธรจึงกลายเป็นเหยื่อของการระบายออก พยายามหาทางสื่อสารออกมา เราพยายามเข้าใจ ดังนั้น จึงเหลือเวลา 2-3 สัปดาห์เป็นโจทย์ที่ต้องตีให้แตก เพราะกังวลว่าอาจทำให้บรรยากาศทางการเมืองทั้งหมดจะย้อนไปเหมือนสิบกว่าปีที่แล้ว จะประคับประคองไม่ให้เปิดทางให้อำนาจนอกระบบกลับเข้ามาอีกครั้ง และจะทำใมห้บรรยากาศการเมืองท้องถิ่นถูกบิดผันไป กลายเป็นการแบ่งขั้วพุ่งเป้ามาที่ตนและนายธนาธร ซึ่งไม่เกี่ยวเลย

หวังเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่น

นายปิยบุตร กล่าวว่า คณะก้าวหน้าหวังไว้ 2 อย่าง 1.หวังว่าจะได้รับความไว้วางใจ ได้คะแนนเสียงมากอย่างมีนัยสำคัญ สามารถชนะในจังหวัดที่มีการผูกขาดต่อเนื่องหลายสิบปี จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่นไทยอีกรอบหนึ่ง กลุ่มผูกขาด อิทธิพลแบบเดิมไม่สามารถทำงานได้แล้วในระดับท้องถิ่น หวังที่ 2. เราจะได้มีโอกาสบริหารระดับท้องถิ่น หากมีบางจังหวัดที่ชนะจะได้นำนโยบายที่คิดไปผลักดันทำได้ อาจส่งผลถึงการเมืองระดับชาติ

อ่านข่าวต้นฉบับ: ปิยบุตร ขับเคลื่อน 2 ขา ก้าวหน้าชนะเลือกตั้งท้องถิ่น ก้าวไกลปักธงรัฐบาลพรรคเดียว

Categorie: Thailandia

“ธนาธร” ข้ามช็อต อบจ. เก็งเลือกผู้ว่า กทม. กลางปี64 สถานีต่อใป เลือกใหญ่ ส.ส.

ประชาชาติ - 6 ore 46 min fa

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า กล่าวถึงความพร้อมการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่า คณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครนายก อบจ. 42 จังหวัดไม่เคยมีมาก่อน ภายใต้ชื่อเดียวกัน ภายใต้แนวการณรงค์หาเสียงอย่างเดียวกัน ภายใต้แบนเนอร์แบบเดียวกัน แนวนโยบายแบบเดียวกันไม่เคยมีมาก่อน สำหรับพวกเราเป็นอะไรที่ทะเยอทะยานมาก ถ้าให้เวลาเราอีก 3 เดือน จะส่งได้ 76 จังหวัด เพียงแต่เวลาที่ให้กระชั้นชิดเกินไป หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบก็เจอการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ทำให้พวกเราทำงานไม่ได้ไป 2-3 เดือน กว่าจะเริ่มทำงานอีกครั้งก็ มิถุนายน – กรกฎาคม

ส่งผู้สมัครนายก อบจ.ครบ 4 ภาค

นายธนาธร กล่าวว่า ที่สำคัญที่สุดไม่มีความแน่นอนในเรื่องปฏิทินการเลือกตั้งท้องถิ่น ถูกประกาศออกมาอย่างกระชั้นชิดมาก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีใครมั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งระดับไหนก่อน ทำให้เรากะเกณฑ์ยาก เมื่อเราเริ่มรู้ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม คณะก้าวหน้าจึงได้ติดต่อขอคำยืนยันกับจังหวัดที่พวกเราส่ง ภาคเหนือ ประกอบด้วย 1.พะเยา 2.แพร่ 3.อุตรดิตถ์ 4.พิษณุโลก 5.ตาก 6.กำแพง 7.พิจิตร 8.เพชรบูรณ์ ภาคกลาง 1.นครสวรรค์ 2.ลพบุรี 3.สระบุรี 4.สิงห์บุรี 5.อ่างทอง 6.อยุธยา ปริมณฑล 1.นนทบุรี 2.นครปฐม 3.สมุทรสงคราม 4.สมุทรสาคร 5.สมุทรปราการ ภาคตะวันตก ราชบุรี ภาคตะวันออก 1.ปราจีนบุรี 2.ฉะเชิงเทรา 3.ระยอง อีสาน 1.หนองบัว 2.หนองคาย 3.อุดรธานี 4.บึงกาฬ 5.สกลนคร 6.นครพนม 7.มุกดาหาร 8.ร้อยเอ็ด 9.ยโสธร 10.อำนาจเจริญ 11.อุบลราชธานี 12.สุรินทร์ และ 14.นครราชสีมา ภาคใต้ 1.สุราษฎร์ธานี 2.นครศรีธรรมราช 3.พงังา 4.ภูเก็ต 5.นราธิวาส 

“เราตั้งใจส่งไม่ให้กระจุกภาคใดภาคหนึ่ง แต่ส่งให้ครบทุกภูมิภาค เราเชื่อว่าคุณภาพชีวิต สวัสดิการของประชาชนส่วนใหญ่ประเทศต้องถูกดูแลการเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติดูเรื่องใหญ่ๆ ข้ามจังหวัด เช่น การขนส่งสาธารณะระหว่างจังหวัด ภูมิภาค ความมั่นคงในประเทศ กองทัพ นโยบายการค้าต่างประเทศ แต่ในส่วนท้องถิ่นควรเป็นเรื่องสวัสดิการพื้นฐาน การดูแลสวัสดิการสาธารณะ ถนนที่ไม่ข้ามจังหวัดควรอยู่ท้องถิ่น ดูแลแหล่งน้ำ ห้วย หนอง ลำธาร การบริการสาธารณสุข การบริการสวนสาธารณะ เราเชื่อว่าการเมืองท้องถิ่นที่ผ่านมาไม่มีใครให้ความสนใจจริงจัง เห็นจากอัตราผู้มาใช้สิทธเลือกตั้งในระดับ อบจ.52 เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยทั่วประเทศ จากระดับชาติ 70 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นคนไม่ให้ความสนใจ เพราะถูกผูกขาดมานาน ไม่มีการแข่งขัน เมื่อไม่มีการแข่งขันจึงไม่มีแรงผลักดันให้นักการเมืองท้องถิ่นแสดงผลงาน” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวว่า เมื่อไม่มีการแข่งขัน แสดงถึงอิทธิพลความกลัวในท้องถิ่น ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ไม่กล้าเข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่นเพราะกลัวอิทธิพลของบ้านใหญ่ เมื่อไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจของบ้านใหญ่จึงไม่มีการแข่งขัน จึงไม่มีผลงาน ทั้งที่งบประมาณท้องถิ่น 2564 มี 8 แสนล้านบาท เฉพาะ อบจ.76 จังหวัดมีงบ 8 หมื่นล้านบาท แต่ประชาชนจับต้องไม่ได้ งบลงทุนส่วนใหญ่ถูกนำไปซ่อมสร้างถนน เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุดเอาโครงการก่อสร้างให้ผู้รับเหมาในเครือข่ายตัวเอง

ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย – นโยบาย 3 จริง 

คณะก้าวหน้าจึงให้ความสำคัญการเมืองท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญ 3 เรื่อง 1. ยืนยันเรื่องประชาธิปไตย ผลักดันให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ต่อต้านอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทุกรูปแบบ 2.ไม่มีการซื้อสิทธิซื้อเสียง เพราะการทำแบบนี้เป็นก้าวแรกของการเมืองแบบเก่า 3.เมื่อไม่มีการซื้อสิทธิซื้อเสียง จึงไม่จำเป็นต้องทุจริต เป็นสิ่งที่เรายืนยันมาตลอด เราเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้แล้ว งบประมาณไม่ถูกนำไปตอบแทนบุญคุณใครจะสร้างการเมืองแบบใหม่ที่ดี เป็นการมองที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ทำให้ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น เมื่อไม่ต่อสู้ด้วยเงิน อิทธิพล แต่เราต่อสู้ด้วยนโยบายที่เหมาะสมสำหรับท้องถิ่นนั้นๆ 

นายธนาธร กล่าวว่า นโยบายการผลิตของเรามาจากแนวคิดเดิน 3 จริง 1.ต้องดูพื้นที่จริง 2.ต้องคุยกับประชาชนที่อยู่หน้างาน ได้รับผลกระทบจริง 3.ดูสถานการณ์ที่เกิดปัญหาจริง ไม่มีการปูพรหมแดง จัดฉาก ดูหน้างานจริง ที่จะทำให้เราผลิตนโยบายที่ดีได้ ทำให้เราได้นโยบายที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละจังหวัด แต่อยู่ภายใต้กรอบการสร้างบริการพื้นฐานสาธารณะ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น 

เผยไทม์ไลน์เลือกตั้งผู้ว่า กทม – ส.ส.

นายธนาธร ยังบอกอีกว่า หลังจากเลือกตั้งนายก อบจ.ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้แล้ว หลังจากนั้น ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 มีแนวโน้มจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากนั้นอีก 18 เดือน จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป

อ่านข่าวต้นฉบับ: “ธนาธร” ข้ามช็อต อบจ. เก็งเลือกผู้ว่า กทม. กลางปี64 สถานีต่อใป เลือกใหญ่ ส.ส.

Categorie: Thailandia

น่าทึ่ง นักสะสมซื้อสแตมป์จากอีเบย์เจอซองจดหมายคนดังชาวไทยเมื่อ 68 ปีก่อน จึงส่งให้ทายาทดู

ประชาชาติ - 7 ore 1 min fa

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 กมล สุโกศล แคลปป์ หรือ สุกี้ ได้โพสต์รูปภาพซองจดหมายพร้อมข้อความภาษาอังกฤษผ่านเฟซบุ๊ก Kamol Clapp เล่าเรื่องราวน่าทึ่งว่าเขาได้รับการติดต่อจากนักสะสมแสตมป์ที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษว่าเจอจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงคุณแม่ของเขา ประทับตราปี ค.ศ.1952

“นี่เป็นสิ่งที่บ้าที่สุดที่ผมเคยเจอ เมื่อนักสะสมแสตมป์ไทยในอังกฤษติดต่อผมมา เขาบอกว่าเขาซื้อแสตมป์ไทยเก่า ๆ จาก Ebay เมื่อเขาดูชื่อบนซองจดหมาย เขาพบว่ามันคือชื่อแม่ของผม ซึ่งเป็นจดหมายที่คุณตาเขียนถึงคุณแม่เมื่อปี 1952 หรือ 68 ปีที่แล้ว – เหลือเชื่อ”

ในโพสต์ดังกล่าวนี้ สุกี้ไม่ได้บอกรายละเอียดว่า นักสะสมแสตมป์คนนั้นขายซองจดหมายให้เขาด้วย หรือเพียงส่งรูปภาพมาให้เท่านั้น

ทั้งนี้ คุณแม่ของกมล สุโกศล แคลปป์ คือ กมลา สุโกศล ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุโกศล ซึ่งอีกบทบาทหนึ่งที่เป็นที่รู้จักคือ บทบาทนักร้อง เจ้าของเพลงดัง Live and Learn

กมลาเป็นลูกสาวของนายกมล สุโกศล หรือ “นายห้างกมล” ผู้ก่อตั้งบริษัท กมลสุโกศล จำกัด

ปัจจุบันกมลา อายุ 84 ปี หากนับย้อนตามเวลาที่ประทับตราบนจดหมายคือปี 1952 หรือ พ.ศ.2495 ขณะนั้นกมลาอายุเพียง 16 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอเรียนชั้นมัธยมที่ Farrington’s School ในมณฑลเคนต์ ประเทศอังกฤษ

 

อ่านบทสัมภาษณ์กมลา สุโกศล เมื่อ 4 ปีก่อน 

อ่านข่าวต้นฉบับ: น่าทึ่ง นักสะสมซื้อสแตมป์จากอีเบย์เจอซองจดหมายคนดังชาวไทยเมื่อ 68 ปีก่อน จึงส่งให้ทายาทดู

Categorie: Thailandia

เงินบาททรงตัว หลัง ธปท.ออกมาตรการดูแลค่าเงิน

ประชาชาติ - 7 ore 6 min fa

ค่าเงินบาททรงตัว หลัง ธปท.ออกมาตรการดูแลค่าเงิน เผยช่วง 1-19 พ.ย. มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นและพันธบัตรรวมกันเกือบ 7 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 17 เดือน ส่งผลเงินบาทแข็งโป๊กสุดในรอบ 10 เดือน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/11) ที่ระดับ 30.29/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (20/11) ที่ระดับ  30.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการดูแลค่าเงิน

โดยเน้นเป้าหมายในการสร้างสมดุลให้กับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายขาเข้า-ขาออก เพื่อเตรียมรับมือกับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่อาจจะมีโอกาสไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินไทยมากขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะที่ในฝั่งของเงินดอลลาร์เองยังมีแนวโน้มอ่อนค่า ตามสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ

ทั้งนี้ในช่วงระหว่างวันที่ 1-19 พฤศจิกายน 2563 เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นและพันธบัตรรวมกันเป็นจำนวน 6.97 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 10 เดือน ที่ระดับ 30.14 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 30.30 บาท/ดอลลาร์

โดยในปัจจุบันสถานการณ์ค่าเงินบาทเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวล เพราะการแข็งค่าของเงินบาทในเวลานี้อาจกระทบต่อเส้นทางการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ดังนั้น ธปท.จึงออกมาตรการดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท โดยมุ่งเน้นที่การเสริมสร้างกลไกในระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งแบ่งมาตรการออกเป็น 3 เรื่อง ได้แก่

1.การคลายเกณฑ์สำหรับการเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit : FCD) สำหรับคนไทย

2. การขยายวงเงินและประเภทหลักทรัพย์ต่างประเทศที่นักลงทุนไทยสามารถลงทุนได้

และ 3.การกำหนดให้มีการลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อ-ขายตราสารนี้ (Bond Pre-trade Registration) ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการของหลายประเทศในเอเชีย อาทิ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน ซึ่งเปิดรับเงินทุนเคลื่อนย้าย และนักลงทุนสามารถซื้อ-ขายตราสารหนี้ได้อย่างเสรี แต่ต้องมีการระบุตัวตนที่ชัดเจน

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นแรงซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเงินทุนขายออก และช่วยลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตามเนื่องจากมาตรการดังกล่าว ต้องใช้ระยะเวลาในการติดตามประสิทธิผล โดยเฉพาะการเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศให้กับนักลงทุนไทย เนื่องจากการกระจายพอร์ตการลงทุนยังขึ้นอยู่กับจังหวะและสภาพตลาดต่างประเทศ

ในขณะที่การกำหนดเกณฑ์ยืนยันตัวตนก่อนการซื้อขายตราสารหนี้ อาจช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากการพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะมีผลกับการเคลื่อนไหวของเงินบาทในบางช่วง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานจากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด อาจหนุนให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ในช่วงนี้ แต่หากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมือง มีความตึงเครียดหรือเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้นจะส่งผลให้เงินบาทมีความผันผวน

ทั้งนี้ระหว่างวัน ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ระหว่าง 30.25-30.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.28/29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/11) ที่ระดับ 1.1873/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/11) ที่ระดับ 1.860/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศไม่ต่ออายุโครงการเงินกู้ของเฟดวงเงิน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม ส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1849-1.1878 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1870/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเข้าวันนี้ (23/11) ที่ระดับ 103.74/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึันจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/11) ที่ระดับ 103.80/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันนี้ตลาดญี่ปุ่นปิดทำการเนื่องจากเป็นวันขอบคุณแรงงาน

ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 103.70-103.86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 103.78/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีเยอรมันไตรมาส 3/63 (24/11) ตัวเลขจีดีพีสหรัฐไตรมาส 3/63 (25/11) จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงาน (25/11) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน (25/11) และยอดขายบ้านใหม่ (25/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ 0.90/1.10 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -0.7/0.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับ: เงินบาททรงตัว หลัง ธปท.ออกมาตรการดูแลค่าเงิน

Categorie: Thailandia

ชาวนา เตรียมรับเงินประกันรายได้ข้าวเปลือก 5 ชนิด งวดที่ 3

ประชาชาติ - 7 ore 9 min fa

ประกาศกรมการค้าภายใน กำหนดราคาอ้างอิงประกันรายได้ข้าวเปลือกงวดที่ 3 เริ่มจ่าย 16-22 เดือนพฤศจิกายน  2563

ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน ได้ออกประกาศ เรื่อง การกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 (งวดที่ 3)

โดยมีมติจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 ที่ระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 16-22 เดือนพฤศจิกายน 2563 ในความชื้นไม่เกิน 15% จำนวน 5 ชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว เพราะทุกชนิดยังมีราคาต่ำกว่าราคาที่ประกันรายได้

โดยผลการพิจารณาราคาตลาดปัจจุบันกับราคาที่ประกันรายได้ พบว่า ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกหอมมะลิ ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 11,940.67 บาทจากราคาประกันข้าวเปลือกที่ตันละ 15,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับขดเชยส่วนต่าง ตันละ 3,059.33 บาท

ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 11,718.59 บาท จากราคาประกันข้าวเปลือกที่ตันละ 14,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 2,281.41 บาท

ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกเจ้า ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 8,963.80 บาท จากราคาประกันที่กำหนดไว้ตันละ 10,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 1,036.20 บาท

ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกหอมปทุมธานี  ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 9,944.39 บาท จากราคาประกันที่กำหนดไว้ตันละ 11,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 1,055.61 บาท

ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกเหนียว ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 11,003.42 บาท จากราคาประกัน 12,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 996.58  บาท

อ่านข่าวต้นฉบับ: ชาวนา เตรียมรับเงินประกันรายได้ข้าวเปลือก 5 ชนิด งวดที่ 3

Categorie: Thailandia

ดีแทค จับมือบัตรกดเงินสด จัดแพ็คเกจให้ผ่อนมือถือ เริ่มต้น 333 บาท

ประชาชาติ - 7 ore 22 min fa

“ดีแทค” ออกโปรแรง จับมือบัตรกดเงินสด จัดแพ็คเกจให้ลูกค้าผ่อนซื้อมือถือ เริ่มต้นเดือนละ 333 บาท

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 นางสุกัณณี เลิศสุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดระบบเติมเงิน บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีแทค เติมเงินช่วยผู้ใช้ประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งลูกค้าในระบบเติมเงินส่วนใหญ่มักไม่มีบัตรเครดิต แต่ใช้บัตรกดเงินสดเป็นหลัก

จึงมีแคมเปญ “ล็อกเลขเด็ดให้คุ้ม 3 ต่อ” ร่วมกับบัตรกดเงินสดจากธนาคารต่างๆ เช่น บัตรกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารยูโอบี, ธนาคารซิตี้แบงก์ และธนาคารกสิกร ให้ลูกค้าซื้อมือถือใหม่ได้โดยจ่ายเริ่มต้น 333 บาทต่อเดือน ได้ทั้งมือถือใหม่ อินเทอร์เน็ตไม่อั้น โทรไม่อั้น รวมถึงยังเข้าร่วมสนับสนุนมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ของรัฐบาล ด้วยการนำค่าซื้อสินค้ามาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนจ่ายจริง รวมกันไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน

สำหรับลูกค้าเติมเงินของดีแทค สามารถเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ ซัมซุง, ออปโป้ ,วิโว และเรียลมี พร้อมแพ็กเกจ และแบ่งจ่ายรายเดือนได้นานถึง 24 เดือน เช่น Samsung A11 ราคาเครื่องปกติ 3,999 บาท ซื้อรวมเครื่องพร้อมแพ็คเกจ 7,992 บาท (เน็ตไม่อั้นไม่ลดความเร็ว 4 Mbps พร้อมโทรฟรีไม่อั้นทุกเครือข่าย*) ผ่อนจ่ายเดือนละ 333 บาท นาน 24 เดือน หรือ Realme 7i ราคาเครื่อง 7,499 บาท รวมแพ็คเกจ ราคา 11,492 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 479 บาท นาน 24 เดือน เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: ดีแทค จับมือบัตรกดเงินสด จัดแพ็คเกจให้ผ่อนมือถือ เริ่มต้น 333 บาท

Categorie: Thailandia

27 พ.ย. เปิดเดินเรือไฟฟ้า หัวลำโพง-วัดเทวราชกุญชร ฟรี 6 เดือน

ประชาชาติ - 7 ore 35 min fa

กทม.ตรวจเรือ EV วิ่งคลองผดุงฯ จาก หัวลำโพง-วัดเทวราชกุญชร เชื่อมเรือด่วน-รถไฟฟ้า ดีเดย์ 27 พ.ย. เปิดใช้ เชิญ “ประยุทธ์” ประเดิม ใช้ฟรี 6 เดือน ก่อนเก็บ 10 บาทตลอดสาย ชี้ขาดทุนเดือนละ 5-6 แสนบาท คาดมีผู้โดยสาร 500-600 คน/วัน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 พ.ย. 2563 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่ตรวจการทดสอบเดินเรือไฟฟ้า จำนวน 7 ลำ ตามสัญญาโครงการพัฒนาระบบการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม พร้อมทดลองโดยสารจากท่าเรือหัวลำโพง – ท่าเรือวัดเทวราชกุญชร ระยะทาง 5 กม.

โดยกทม.ได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกทม. ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม โดยจัดหาเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า (Electric  Vehicle : EV) พร้อมระบบโซลาเซลล์ จำนวน 8 ลำ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเรือใหม่เพิ่มอีก 7 ลำ หลังจากที่ได้นำเรือใช้พลังงานไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ ทดลองวิ่งให้บริการ ขณะนี้การต่อเรือไฟฟ้าลำใหม่ทั้ง 7 ลำ แล้วเสร็จตามแผนแล้ว

เชิญ “บิ๊กตู่” เปิด 27 พ.ย.นี้

เรือไฟฟ้า ซึ่งจะเปิดให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบในวันที่ 27 พ.ย.นี้ โดยในเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานในพิธีเปิดให้บริการเดินเรือไฟฟ้า โดยประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 9.30 น.

“กทม.จะแบกภาระค่าใช้จ่ายในการเดิยเรือทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะขาดทุนเดือนละ 500,000-600,000 บาท/เดือน”

ส่วนการให้บริการเดินเรือ ในวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. วันละ 39 เที่ยว ความถี่ในการเดินเรือประมาณ 15 นาทีต่อลำ ส่วนวันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. วันละ 23 เที่ยว ความถี่ในการเดินเรือประมาณ 30 นาทีต่อลำ

ฟรี 6 เดือน

โดยกทม.จะเปิดให้บริการฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากนั้นจะเริ่มจัดเก็บค่าโดยสารในอัตรา 10 บาท ตลอดสาย ทั้งนี้ คาดว่าเรือคลองผดุงกรุงเกษมจะมีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 500-600 คน/วัน

สำหรับคุณสมบัติเรือที่ต่อใหม่ทั้ง 7 ลำนี้ เป็นเรือโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ทุกลำ ต้นทุนการต่อเรืออยู่ที่ 6 ล้านบาท/ลำ หลังคาของเรือมีแผงโซล่าเซลล์ 12 แผง ในการผลิตกระแสไฟฟ้า

เพื่อใช้ในระบบไฟฟ้าส่องสว่างภายในเรือ และยังเป็นพลังงานสำรองในการขับเคลื่อนเรือ พร้อมทั้งติดตั้งระบบจีพีเอส ติดตามตำแหน่งเรือ โดยมีศูนย์ควบคุมที่คอยติดตามตรวจสอบตลอดช่วงเวลาที่ให้บริการประชาชน

นอกจากนี้ได้ปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยออกแบบที่นั่งและทางเดินในเรือให้สะดวกสบายขึ้น มีลายกันลื่นตลอดพื้นเรือ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร รวมถึงการปรับขนาดเรือให้เหมาะสมกับการเดินทางในคลองผดุงกรุงเกษม ที่มีสะพานหลายจุดและตัวสะพานดังกล่าวค่อนข้างต่ำ

โดยตัวเรือมีความยาว 9.90 ม. ความกว้าง 2.98 ม. น้ำหนัก 5.98 ตัน เครื่องยนต์ขนาด 10 กิโลวัตต์ จำนวน 2 เครื่องยนต์ เทียบเท่าเครื่องยนต์ 20 แรงม้า และแบตเตอรี่ Li-on NMC ขนาดรวม 42 กิโลวัตต์ มีมาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำ IP67 ทั้งตัวเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 17 กม./ชม. เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ความเร็วสูงสุด 15 กม./ชม.

โดยชั่วโมงการทำงานต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง สามารถให้บริการได้นาน 4 ชั่วโมง โดยเรือสามารถรองรับผู้โดยสาร 30 ที่นั่ง และยังจัดพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่ใช้วีลแชร์ได้ 1 คัน อันเป็นการส่งเสริมการเดินทางที่ทั่วถึงเท่าเทียมเพื่อคนทั้งมวล

เชื่อมเรือด่วน-รถไฟฟ้า

ส่วนเส้นทางการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษมได้กำหนดเดินเรือ จำนวน 11 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง ท่าเรือหัวลำโพง ท่าเรือนพวงศ์ ท่าเรือยศเส ท่าเรือกระทรวงพลังงาน ท่าเรือแยกหลานหลวง ท่าเรือนครสวรรค์ ท่าเรือราชดำเนินนอก ท่าเรือประชาธิปไตย ท่าเรือเทเวศร์ และท่าเรือตลาดเทวราช รวมระยะทาง 5 ก.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 4 เขต ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตดุสิต และเขตพระนคร ใช้เวลาเดินทางตลอดเส้นทางประมาณ 20 นาที

สามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว มีจุดเชื่อมต่อการเดินทาง จำนวน 4 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ต่อเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ท่าเรือตลาดเทวราช จุดที่ 2 ต่อเรือแสนแสบ ที่ท่าเรือกระทรวงพลังงาน จุดที่ 3 ต่อรถไฟชานเมือง ที่ท่าเรือรถไฟหัวลำโพง และจุดที่ 4 ต่อรถไฟฟ้า MRT ที่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: 27 พ.ย. เปิดเดินเรือไฟฟ้า หัวลำโพง-วัดเทวราชกุญชร ฟรี 6 เดือน

Categorie: Thailandia

ครม.เคาะแผนแก้ฝุ่นละออง-จูงใจสิทธิประโยชน์ทางภาษีรถยนต์

ประชาชาติ - 7 ore 46 min fa

ครม. เห็นชอบ แผนเฉพาะกิจฯ แก้ปัญหามลพิษฝุ่นละออง พัฒนาระบบคาดการณ์ พยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วัน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” (พ.ศ. 2563) และแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง

เน้น 3 มาตรการหลัก เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง เป็นกลไกหลักในการกำกับดูแลและรับมือสถานการณ์

สำหรับร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” (พ.ศ. 2563) ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่

มาตรการที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินการ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/จังหวัด/พื้นที่เสี่ยง สามารถพิจารณากำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของพื้นที่ มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจนสามารถสั่งการได้ทันทีในช่วงเกิดสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่วิกฤต เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ 17 จังหวัด

มาตรการที่ 2 การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) ลดและควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด ได้แก่ ยานพาหนะ อุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง การก่อสร้างและผังเมือง และภาคครัวเรือน เช่น การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับรถยนต์และน้ำมันเชื้อเพลิงที่เทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 ก่อนวันที่กฎหมายกำหนด และการส่งเสริมการทำการเกษตร ปลอดการเผา เป็นต้น

มาตรการที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ พัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศเสริม เพื่อเป็นการเฝ้าระวังในพื้นที่พัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์คุณภาพอากาศ ฐานข้อมูลสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง พัฒนาระบบเตือนภัย ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาและใช้งานแอพลิเคชันและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นต้น

สำหรับแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง (แผนเฉพาะกิจฯ) 12 ข้อ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ ได้แก่

  1. การสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย (เช่น แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ และจัดทำแผนประชาสัมพันธ์)
  2. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภายใต้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งขาติ เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำกับดูแลและรับมือสถานการณ์
  3. การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า โดยการเก็บขนและใช้ประโยชน์เศษวัสดุในป่า และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ 4
  4. สร้างเครือข่าย อาสาสมัคร และจิตอาสา เป็นกลไกหลักเข้าถึงพื้นที่ ทั้งสื่อสาร ติตตาม เฝ้าระวัง และดับไฟ
  5. เร่งขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป้า ภายใต้ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน โดยกำหนดเป้าหมาย 12 จังหวัดภายในปี 2563 และครบ 76 จังหวัด ภายในปี 2570
  6. เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
  7. การพยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วัน เพื่อแจ้งเตือนประชาชน
  8. ประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการรายงานปริมาณฝุ่นละอองเชิงพื้นที่ โดยเริ่มใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2563
  9. พัฒนาระบบคาดการณ์ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาและใช้งานแอปพลิเคชันบัญชาการการดับไฟป่า โดยเริ่มใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2563
  10. บริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยใช้แอปพลิเคชั่นลงทะเบียนจัดการเชื้อเพลิง
  11. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าไม้ และลดการเผาป่าผ่านการจัดที่ดินทำกิน
  12. เจรจาสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งระดับอาเซียน ระดับทวิภาคี และระดับพื้นที่ชายแดน

นายอนุชากล่าวว่า บางมาตรการในแผนเฉพาะกิจฯ ได้มีการเริ่มดำเนินการแล้วเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ฝุ่นปี 2564 อาทิ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมพยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วัน เผยแพร่ผ่านเพจ/Facebook ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนทราบล่วงหน้าด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับ: ครม.เคาะแผนแก้ฝุ่นละออง-จูงใจสิทธิประโยชน์ทางภาษีรถยนต์

Categorie: Thailandia

เช็กมติ ครม. แต่งตั้งทั้งหมดได้ที่นี่

ประชาชาติ - 8 ore 4 min fa

ครม.แต่งตั้ง ประธาน-บอร์ดการประปานครหลวง – ข้าราชการการเมืองกระทรวงการคลัง
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งในวันนี้ (23 พ.ย.63) ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นางทิวาวรรณ ปิยกุลมาลา นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร รวม 8 คน เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ดังต่อไปนี้

1. ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน ได้แก่ 1.1 นายโอฬาร พิทักษ์ 1.2 นายอภิชาต จงสกุล 1.3 นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา 1.4 นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย

2. ผู้แทนเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 4 คน ได้แก่ 2.1 นายพรชัย ชั้นสกุล 2.2 นายอัษฎางค์ สีหาราช 2.3 นายทวิวัส เหลี่ยมดี 2.4 นายสิทธิพร บุรณนัฏ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

3. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้คณะกรรมการการประปานครหลวงมีจำนวนทั้งสิ้น 15 คน (ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่นซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งรวม 14 คน และผู้ว่าการการประปานครหลวงซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง) ตามความในมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐา

สำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ที่บัญญัติให้รัฐวิสาหกิจใดมีความจำเป็นต้องมีกรรมการเกินกว่าสิบเอ็ดคน ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีได้เป็นการเฉพาะราย แต่ทั้งนี้ จำนวนกรรมการรวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินสิบห้าคน และแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง รวม 14 คน

โดยมีผู้ว่าการการประปานครหลวงเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ดังนี้ 1. นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ เป็นประธานกรรมการ 2. พลเอก สิงห์ทอง หมีทอง เป็นกรรมการ 3. นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา เป็นกรรมการ 4. นายกฤษฎา กวีญาณ เป็นกรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ) 5. นายชัยทัต แซ่ตั้ง เป็นกรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ)

6. นายวรายุทธ เย็นบำรุง เป็นกรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ) 7. นายประสิทธิ์ สืบชนะ เป็นกรรมการ (บุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) 8. นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา เป็นกรรมการ (บุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลังและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ)

9. หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต เป็นกรรมการ (บุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลังและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ) 10. นายหร่อหยา จันทรัตนา เป็นกรรมการ (บุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง)

11. นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ เป็นกรรมการ 12. นายนิทัศน์ มณีศิลาสันต์ เป็นกรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ) 13. นายวีรวัฒน์ ยมจินดา เป็นกรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ) 14. นายจำเริญ โพธิยอด ผู้แทนกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ (บุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2. นายวารุจ ศิริวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

อ่านข่าวต้นฉบับ: เช็กมติ ครม. แต่งตั้งทั้งหมดได้ที่นี่

Categorie: Thailandia

5 ปัจจัยต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคราวที่ 8 ทั่วโลกระบาดหนัก-เสี่ยงระลอกใหม่

ประชาชาติ - 8 ore 12 min fa

ครม.มีมติเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คราวที่ 8 ออกไปอีก 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 63 จนถึงหลังปีใหม่-15 ม.ค. 2564 สมช. ชง 5 ปัจจัย ทั่วโลกระบาดหนัก-ระลอกสอง ประเทศเพื่อนบ้านน่าวิตก ไทยเฝ้าระวัง-เสี่ยงระบาดรอบใหม่

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 และสิ้นสุดในวันที่ 15 มกราคม 2564 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ

เรื่องเดิม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 7) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เพื่อขยายระยะเวลาการบังคับใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศ

การดำเนินการที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้เชิญหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการในด้านต่าง ๆ ตามพระราชกำหนดฯ ผู้แทนส่วนราชการและประชาคมข่าวกรองเข้าร่วมการประชุม โดยมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน เพื่อประเมินผลการปฏิบัติของส่วนราชการต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินและพิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1.ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในภาพรวมทั่วโลกยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและพบการระบาดระลอกที่สอง ในหลายภูมิภาค โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 5 แสนคนทั่วโลก โดยปัจจุบันประเทศหลายประเทศในทวีปยุโรปได้กลับมาใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดอีกครั้ง นอกจากนี้จากการประเมินขององค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว โดยคาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อ 60 – 62 ล้านคนทั่วโลก

2.นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านยังคงน่าวิตก โดยในประเทศเมียนมาและมาเลเซียพบผู้ติดเชื้อประมาณหนึ่งพันคนต่อวัน และประเทศกัมพูชายังตรวจพบเจ้าหน้าที่อารักขารัฐมนตรีฮังการีติดเชื้อ 1 ราย สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยยังคงอยู่ในห้วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดระลอกใหม่ เนื่องจากมีการพบผู้ติดเชื้อในกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

3.ที่ประชุมยังให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่ามีความจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อบังคับใช้มาตรการด้านสาธารณสุขรองรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2564 รวมถึงการจัดการแข่งขันแบดมินตันระดับนานาชาติ (BWF World Tour) ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยระหว่างวันที่ 12-31 มกราคม 2564 ซึ่งจะมีการรวมกลุ่มของประชาชน การเดินทางข้ามจังหวัดและการเดินทางเข้าออกประเทศมากกว่าในเวลาปกติ อีกทั้งปัจจุบันยังปรากฏสถานการณ์การรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อชุมนุมประท้วง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกที่สองอีกด้วย

4.ที่ประชุมเห็นพ้องว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจอย่างเพียงพอในการปฏิบัติงานที่จำเป็นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นการคุ้มครองการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างเหมาะสมต่อไป

5.สมช.ได้นำผลการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 14/2563 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบผลการประชุม และมีมติให้นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับ: 5 ปัจจัยต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคราวที่ 8 ทั่วโลกระบาดหนัก-เสี่ยงระลอกใหม่

Categorie: Thailandia

เกษียร เตชะพีระ ทัวร์ลงไม่รู้ตัว แต่ถึงรู้ “ผมก็ไม่แคร์”

ประชาชาติ - 8 ore 16 min fa

ไทม์ไลน์ ชาวเน็ตวิจารณ์ความเห็น “เกษียร เตชะพีระ” เป็นนักวิชาการสายทุ่งลาเวนเดอร์ หลังเจ้าตัวโพสต์เตือนม็อบให้ระวัง อย่าไปทำลายแนวร่วม

วันที่ 18 พ.ย.63 กลุ่มราษฎร ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ สาดสีและใช้ปืนฉีดน้ำ ฉีดน้ำข้ามรั้วใส่แนวตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ที่อยู่ด้านในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยก่อนยุติการชุมนุม แกนนำประกาศนัดรวมตัวกันอีกครั้งวันที่ 25 พ.ย. 63 ไปสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

วันที่ 19 พ.ย.63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เผยแพร่ แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติ โดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทำความผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย เพิกเฉยต่อการเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยจะดำเนินคดีต่างๆ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่สอดคล้องกับหลักการสากล

วันที่ 20 พ.ย.63 ศ.ดร.เกษียร โพสต์ข้อความว่า การเมืองคือการหาพวกหาเพื่อน ไม่ใช่การระบายความโกรธแค้นหรือเอาคืน โดยไม่เลือกวิธีการ เป้าทางการเมืองต้องชัดเจนและเป็นตัวนำกำกับการต่อสู้ แน่นอนการระบายความโกรธแค้นหรือเอาคืนเป็นเรื่องเข้าใจได้และก็คงมีในฐานะมนุษย์ปุถุชน แต่ถ้ากำลังต่อสู้ทางการเมือง ก็ควรระมัดระวังไม่ให้มันไปทำลายแนวร่วม โดดเดี่ยวตัวเอง บ่อนเบียนความชอบธรรมของวิธีการต่อสู้ของคนนับหมื่นนับแสนคนที่ร่วมกันช่วยกันยึดมั่นมา

ทุนที่คนไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีอำนาจทุน ก็คือความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งฝ่ายอำนาจรัฐไม่มี เพราะได้อำนาจมาและรักษาอำนาจไว้โดยไม่ชอบธรรม อย่าทำลายจุดแข็งของตัวเองให้ลงไปอ่อนแอเท่าคู่ต่อสู้ อย่าทำลายทุนทางการเมืองที่มีในขณะที่ยังขาดแคลนทุนด้านอื่นๆ

หลังข้อความของ ศ.ดร.เกษียร ถูกแชร์ไปอย่างแพร่หลาย ปรากฏว่ามีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยอย่าง “ลักขณา ปันวิชัย” พิธีกรและนักเขียนเจ้าของนามปากกา “คำ ผกา” เริ่มต้นความเห็นว่า…

Handle with care (ปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง) แล้วมีคนตายเป็นร้อยกลางเมืองในปี 53 เพื่อจะบอกว่า เสื้อแดงทำทุกอย่างผิด! เราหยาบคาย เราสะเพร่า เราโอบอุ้ม embrace คนอื่นๆ ในสังคมน้อยเกินไป เราสื่อสารกับชนชั้นกลางบกพร่อง จะร้องไห้แล้วนะ ต้องการอะไรคะ

ทั้งยังบอกว่า ตัวเองไม่ใช่ดาวพระศุกร์ (นางเอก) ช่วยไปดูดน้ำส้มไกลๆ

ปล.ไม่ใช่เราที่จะน้อยลง แต่เป็นรัฐบาลที่จะต้องเคารพประชาชนให้มากขึ้น ไม่ใช่เราที่จะน้อยลง แต่เป็นสลิ่มที่ต้องหุบปาก

ปิดท้ายว่า วันนี้ ที่เด็กอายุ 16-18 ปี อย่างกลุ่มนักเรียนเลว มีหมายเรียกไปถึงบ้าน คุณยังคิดว่าเราสุภาพไม่พอ รักษาแนวร่วมไม่พอ เอาใจสลิ่มไม่พอ

หลัง “คำ ผกา” โพสต์ข้อความนี้ ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแสดงความเห็นในทำนองเดียวกันจำนวนมาก

บางความเห็นบอกว่า การเมืองไม่ได้มีแต่เรื่องใน “ทุ่งลาเวนเดอร์”  และสถานการณ์ขณะนี้คือ หมดยุคของ ศ.ดร.เกษียร ที่เคยหาสหายแล้วหนีเข้าป่า แล้ว บางความเห็นบอกว่า ข้อความของ ศ.ดร.เกษียร เป็นวาทกรรม “บั่นทอนกำลังใจ” และทำให้คน “แตกความสามัคคี” ซึ่งขั้วตรงข้ามก็จะคล้อยตาม

“กลุ่มราษฎรที่ออกมาวันนี้ยังคงใช้หลักสันติ มือไม่มีอาวุธ แต่หลักสันติก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องนั่งยอมให้มันเอาน้ำสารเคมีมาฉีด เอาปืนมายิง ความสันติก็มีระดับของมัน การใช้สีก็ไม่ใช่การแก้แค้น เอาคืน  ประชาชนต้องการให้ตำรวจและรัฐออกมารับผิดชอบต่อการใช้ม็อบชนม็อบ ใช้อาวุธเคมี กระสุนจริงหรือกระสุนยาง สิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครออกรับผิดชอบอย่างจริงใจ อาวุธที่มีคือความคิดและการแสดงของกลุ่มราษฎร ซึ่งเป็นสิ่งร้ายแรงที่สุดสำหรับกลุ่มเผด็จการ และอยู่เหนือกฎหมายทั้งหลาย…” เจ้าของความเห็นเดียวกันนี้กล่าว

ส่วนฝั่งที่เห็นด้วยส่วนใหญ่มองว่า ความเห็นของ ศ.ดร.เกษียร แสดงถึงเจตนาดีและเป็นข้อคิดที่น่ารับฟัง โดยเฉพาะ “รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่แสดงความเห็นต่อโพสต์ของ ศ.ดร.เกษียร ว่า

เราเห็นด้วยกับ อ.เกษียร นี่คือหลักการสำคัญที่ต้องคำนึงถึง บางครั้งอาจจะลื่นไหลจนเส้นแบ่งของสันติวิธีและความรุนแรงชักจะพร่าเลือนจะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ แต่ถ้าเรายึดหลักตรงนี้ไว้ ก็ตั้งหลักใหม่ ไม่มีสงครามครั้งสุดท้าย เรายังต้องสู้กันอีกหลายยก การรักษาความชอบธรรมระยะยาว ๆ จึงสำคัญมาก

แม้ว่าเราจะไม่มีปัญหากับคำหยาบและการสาดสี แต่ฝ่ายประชาชนก็ต้องระวังที่จะไม่เชียร์กันเองให้ใช้วิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาจทำให้ไหลลื่นออกจากปริมณฑลของการต่อสู้แบบสันติวิธีโดยไม่รู้ตัว

คำหยาบไม่มีปัญหา การสาดสีกับสถานที่ราชการไม่มีปัญหา การผลักดันกับเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีปัญหา แต่การสาดสีใส่สถานที่ของเอกชนที่เขาไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ต้องห้ามต้องเตือนกัน มันไม่ควรเกิดขึ้น

การทุบกระจกร้านค้าเอกชนแบบที่ฝรั่งชอบทำ ไม่ได้แปลว่าเมื่อฝรั่งทำแล้ว เราก็น่าจะทำตามอย่างได้ เหตุผลว่าฝรั่งก็ทำ ไม่ใช่เหตุผลเลยสักนิด

การเผาผิดแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ของรัฐหรือเอกชน เมื่อคราวที่เสื้อแดงถูกฟ้องข้อหาเผาบ้านเผาเมือง ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด รายงานของ ศปช. ได้ตอบโต้เรื่องนี้ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าการเผาไม่ผิด แต่ ศปช. โต้ว่าหลักฐานหลายกรณีอ่อนปวกเปียก บางกรณีเจ้าหน้าที่สร้างหลักฐานขึ้นมา บางกรณีมีหลักฐานชัดเจนว่าคนที่ถูกฟ้อง คือคนที่เข้าไปช่วยดับไฟที่ศาลากลาง แต่ศาลก็ละเลยหลักฐานนี้ แต่ก็มีบางกรณีที่ ศปช. ไม่มีข้อมูล แต่เมื่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวมไม่ยุติธรรม คนบริสุทธิ์กลายเป็นเหยื่อการเมือง เราจึงเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรม

ขณะที่ “อธึกกิต แสวงสุข” คอลัมนิสต์และอดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ เจ้าของนามปากกา “ใบตองแห้ง” แสดงความเห็นกรณีนี้ว่า

มีบางคนก่นด่าว่า การเตือนให้หาแนวร่วม แสวงจุดต่าง สร้างศัตรูให้น้อยที่สุด เป็นความคิดแบบคนรุ่นเก่าตกยุค อย่าเอาเพดานคนรุ่นเก่ามาจำกัดคนรุ่นใหม่ที่ทะลุเพดานแล้ว

ข้อแรก ย้ำว่าที่ผมท้วงติงการพ่นสีด่ากราดด้วยถ้อยคำรุนแรง บนเสาบนกำแพง นั้นคือการกระทำที่เลยเถิดจากเจตจำนงของแกนนำ ซึ่งต้องการให้ไปแสดงออกแค่สาดสีป้าย สตช.เอาคืนตำรวจ

ทำไมต้องปกป้องกันว่านั่นเป็นการกระทำที่สมควรแล้ว แม้เข้าใจกันว่าโกรธ ที่ถูกสลาย ให้ความเข้าใจความรู้สึกหัวอกเดียวกันได้ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นผลเสียต่อภาพรวมของการต่อสู้

ที่จริงเป็นผลร้ายต่อตัวแกนนำด้วย เพราะเขาเป็นเป้าความเกลียดชัง ไม่ใช่พวกที่ไปพ่นสีซึ่งนิรนาม

อ้อ ถามด้วยว่าที่ผมยกตัวอย่างเด็กกลุ่มหนึ่งไปพ่นสีเกษรพลาซ่า แล้วคนไปม็อบด้วยกันช่วยกันลบ กลับด่าว่าปัญญาชนเป็นอะไร ใครคิดว่าเด็กกลุ่มนี้ทำถูก ยกมือขึ้น

(เอ๊ะงั้นคุณชื่นชมม็อบคนรุ่นใหม่เก็บขยะไปทำไม)

ข้อสอง ทฤษฎีการเคลื่อนไหว “หาเพื่อน” หาพวกให้มากที่สุด สร้างศัตรูให้น้อยที่สุด ไม่ใช่เรื่องตกยุค หรือเรื่องของคนรุ่นเก่า มันเป็นหลักการที่ใช้ได้ทุกยุค อันนี้คนมีสติที่ไหนๆ ก็เข้าใจได้ เว้นแต่พวกนักเคลื่อนไหวสะเปะสะปะ ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน หรือพวกอยากเป็นนางเอกโหนคนรุ่นใหม่ทำถูกไปเสียทุกอย่าง (ที่จริงก็ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ด้วย เป็นแค่คนกลุ่มหนึ่ง)

การที่ม็อบคนรุ่นใหม่สามารถเรียกร้อง “ปฏิรูปสถาบัน” ต้องเข้าใจว่า มันอยู่บนสถานการณ์ที่มีความเห็นต่าง ไม่เป็นหนึ่งเดียว ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเอง พูดง่ายๆ คือบางส่วนยังหัวปักหัวปำ บางส่วนมีปัญหากับตัวบุคคลแต่ยังลึกซึ้งผูกพันกับคนก่อน กับโครงสร้าง บางส่วนก็เห็นด้วยกับข้อเสนอบางข้อแต่ไม่ทั้งหมด

ท่าทีการแสดงออกจึงสำคัญ การ Parody เสียดสี ในสิ่งที่สลิ่มก็นินทา เผลอๆ พวกนั้นแอบหัวเราะไปด้วย แต่การด่าหยาบด่าเหมา จะทำให้พวกเขาสะดุ้ง โกรธ และจะพาลปฏิเสธ หวนไปผนึกกำลังกัน อย่าลืมว่าแกนนำก็ตอกย้ำ ปฏิรูปคือการทำให้อยู่ยั่งยืน

แม้การเคลื่อนไหวของแกนนำแหลมคม ท้าทาย แต่อย่าลืมว่าเขาเน้นตรงจุดที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็แอบตั้งคำถาม เช่น ไปสถานทูตเยอรมัน ไปสำนักงานทรัพย์สิน

สาม เมื่อใดที่ม็อบถูกกระทำ การแสดงออกมีสองด้าน คือหนึ่งแสดงพลังตอบโต้เพื่อให้เห็นว่าไม่ยอมสยบ กับสอง การประจานความอยุติธรรมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเรียกร้องการสนับสนุนจากสังคม การแสดงอารมณ์มีได้ไม่ใช่พระอิฐพระปูนแต่ต้องไม่ล้ำจนเสียแรงสนับสนุน

การเคลื่อนไหวต้องคำนึงถึงความเห็นคนตรงกลางๆ เสมอ แต่คนที่ต่อสู้มักเชื่อว่าคนตรงกลางไม่มีหรอก มีแต่แดงกับเหลือง มีแ่ต่พวกเรากับฝ่ายตรงข้าม แต่ต่อให้เชื่อว่าไม่มีคนตรงกลางๆ อยู่จริง ก็ต้องคำนึงถึงความเห็นคนตรงกลางๆ เพราะคนแต่ละสีก็มีหลายสเปคตรัม ซึ่งเปลี่ยนได้หรือเห็นด้วยเห็นต่างเฉพาะเรื่อง

ไม่ใช่เอาแค่ความเห็นฝ่ายเราหรือหลงคิดว่าฝ่ายขวาโง่ล้าหลังแบบอีแวนโก๊ะไปเสียหมด พวกที่เป็นพลังเงียบจับจ้องอยู่ก็เยอะ

สี่ อันที่จริงแกนนำม็อบชุดนี้ฉลาดและเป็นธรรมชาติคนรุ่นใหม่ด้วย การจัดม็อบนักเรียนเลว ม็อบเฟสค์ ม็อบงานวัด ล้อเลียนเสียดสี ร้องรำทำเพลงเต้นสนุกสนาน (แถมรุ้ง ไผ่ แอมมี ยังไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ต) มันสลับบรรยากาศระหว่างความร้อนแรงกับความมุ้งมิ้ง (แต่แสบ) เสาร์ที่แล้วก็ม็อบเฟสต์ แต่พอวันอังคารไปสภา ถูกสลายถูกฉีดแก๊สน้ำตาก็สู้ไม่ถอย วันพุธสาดสี สถานการณ์ดูตึงเครียด เสาร์อาทิตย์กลับมาจัดเวทีอีกแบบ ที่ตำรวจก็ไม่่สามารถห้ามได้ไม่สามารถใช้กำลังได้แต่ยืนดูตาปริบๆ อ้าว แล้ววันพุธจะไปทรัพย์สินอีก

ลองนึกภาพอดีตแบบม็อบเสื้อแดง พอสถานการณ์มาคุแล้วเปลี่ยนบรรยากาศไม่ได้ ยุคนี้ตีกลับได้ ทำให้กระแสที่รัฐโหมกระหน่ำเรื่องสาดสีพ่นสีกล่าวหาว่าม็อบใช้ความรุนแรง ถูกกลบไป

ผมว่าแกนนำม็อบน่ะเข้าใจยุทธศาสตร์พอตัว แต่กองเชียร์นี่สิ

ห้า อ่านคอมเมนท์แล้วไม่ค่อยมีใครเถียง อ.เกษียรเรื่องหาแนวร่วมสงวนจุดต่าง แต่ไปแซะเกษียรเรื่องอื่นแทน

ต่อมาวันที่ 21 พ.ย.63 ศ.ดร.เกษียร โพสต์เล่าถึงประสบการณ์รุ่นตัวเอง พร้อมตบท้ายถึงคำว่า “นางเอก” และ “ทุ่งลาเวนเดอร์” ดังนี้

ประสบการณ์

ประสบการณ์ของคนรุ่นผมซึ่งจำกัดด้วยบริบททางประวัติศาสตร์และก็ไม่แน่ว่าจะใช้ได้กับคนรุ่นอื่นคือ แรงที่สุดที่เราตอบโต้ได้คือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ปืนต่อปืน สงครามต่อสงคราม

ในกระบวนการตอบโต้นั้น ได้เกิดอาชญากรรมและโศกนาฏกรรมขึ้นไม่น้อยที่เรายืนดูหรือกระทั่งร่วมลงมือด้วยความรู้สึกว่ามันชอบธรรมแล้ว เพราะเราถูกกระทำมาก่อน

มโนธรรมสำนึกเราทนได้เพราะมันเป็นอัมพาต ถูกแช่แข็งเย็นชาด้วยความป่าเถื่อนโหดร้ายทารุณที่เพื่อนพี่น้องมิตรสหายของเราได้รับมาอย่างอยุติธรรมคาตาคาหูของเรา

ผมคิดว่านี่เป็นบทเรียน (ในความพ่ายแพ้ ก็มีบทเรียน ใครว่าไม่มี?) ที่อาจข้ามบริบทไปถึงคนต่างรุ่นได้ เท่าที่เรายังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีจิตตารมณ์ ความอ่อนแอ เข้มแข็งและสามารถเรียนรู้ได้และไม่ยอมเรียนรู้ได้เหมือนกัน

ลำพังความสะใจไม่อาจรักษาบาดแผล การข่มเหงรังแกและอยุติธรรมที่เพื่อนเราได้รับ การชดเชยที่คู่ควรคือทำให้ความจริง ความยุติธรรมเป็นจริงขึ้นมา และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับสังคมโดยรวม

ถ้าคิดว่านี่เป็นบทนางเอกละครทีวีน้ำเน่าหรือทุ่งลาเวนเดอร์ก็แล้วไปนะครับ

ล่าสุด วันนี้ (23 พ.ย.63) ศ.ดร.เกษียร โพสต์ข่าวของ “คมชัดลึก” ที่พาดหัวว่า “ทัวร์ลง เกษียร พิษโรคไร้เดียงสา” โดย ศ.ดร.เกษียร์ โพสต์ข้อความระบุว่า

…เอาเข้าจริงผมไม่รู้นะครับว่าทัวร์ลง และถึงรู้ผมก็คงไม่แคร์

“ทัวร์ลง” ที่ผมไม่รู้หนแรกสุด (ถ้าใช้คำ ๆ นี้ย้อนเวลา) คือเมื่อผมเขียนบทความ “ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ” ลงมติชนรายวันเมื่อปี ๒๕๕๑ แล้วสักสองสามสัปดาห์ให้หลัง ก็ได้อีเมล์จากเพื่อนเก่าแก่จากอเมริกาว่าบทความนั้นของผมถูกส่งกระจายข้ามแดนไปทั่วในเส้นสายนักกิจกรรมเก่าที่สนับสนุนพันธมิตรฯพร้อมคำวิพากษ์แบบด่าแหลก เพื่อนผมคนนั้นเห็นเข้าทนไม่ไหวก็เลยโต้ไปให้และบอกข่าวให้ผมทราบ

มาหนนี้ก็เช่นกัน ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าทัวร์ลงจนมีสำนักข่าวออนไลน์บางแห่งรายงาน และเพื่อน ๆ บางท่านเขียนแสดงความเห็นด้วย และอธิบายเพิ่มเติม แล้วผมได้อ่านเข้าต่อมา

ถ้าจะพูดอย่างรูปธรรม ผมไม่มีปัญหากับเรื่องคำหยาบหรือการสาดสีทาสีอะไรโดยตัวมันเอง ขอแต่ยึดกุมเป้าการเมืองให้ชัดเจนและทำอย่างเข้าใจผลกระทบ แต่สิ่งที่กระตุกผมให้เขียนโพสต์นั้นคือคำบอกเล่าจากเพื่อนบางคนว่ามีการเสนอให้ “looting” (ปล้นชิงร้านรวง) อันนี้ผมคิดว่าถ้าเกิดก็แย่มากและทำลายขบวนการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาให้ด่างพร้อยไปหมด จึงเขียนแสดงความเห็นตรงไปตรงมา แต่ก็เสนอเชิงหลักการกว้าง ๆ เพื่อเคารพผู้อ่านที่จะไปตีความประยุกต์กันเองตามสภาพการณ์จริงเฉพาะหน้า

คนรุ่นผมนั้นถูกขัดเกลาและผ่านประสบการณ์ของการวิจารณ์และวิจารณ์ตนเองตามสูตรประธานเหมาเจ๋อตงมา สรุปก็คือ “เมื่อรู้ก็พูด เมื่อพูดก็พูดให้หมดเปลือก”, “ผู้พูดไม่ผิด ผู้ฟังพีงสังวรณ์”, “ถ้าผิดก็แก้ ถ้าไม่ผิดก็ถือเป็นข้อเตือนใจ”, “เข้มงวดตัวเอง ผ่อนปรนคนอื่น” เป็นต้น

เมื่อปรับประยุกต์และตีความแบบผมก็คือ เวลาผมวิจารณ์คนอื่น ผมพยายามยึดถือหลัก ๒ ข้อ ๑) ผมรักและหวังดีต่อผู้นั้นพอที่ผมจะลงทุนลงแรงไปทำงานความคิดในการวิจารณ์ ๒) ผมไม่มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องโดยส่วนตัว จึงสามารถพูดได้เต็มที่ เพื่อให้แก่ผู้ถูกวิจารณ์ อย่างไม่หวังผลตอบแทน

ผมคิดว่าหนนี้ผมก็ยึดหลักนั้นเช่นกัน เมื่อยึดแล้ว ผลลัพธ์ตอบสนองจะเป็นอย่างไร ทัวร์ลงหรือไม่ ผมไม่แสวงหาที่จะไปรับรู้และพูดให้ถึงที่สุดผมก็ไม่ได้แคร์ เพราะผมเข้าใจว่าอะไรที่คนอื่นให้กับเรามาเช่นลาภ ยศ สรรเสริญนั้น ไม่อยู่กับเรายั่งยืน เขาจะเรียกกลับคืนเมื่อไรก็ได้ สิ่งที่อยู่กับเรายั่งยืน คือผลงานของเราที่ทรงคุณค่ากับตัวเราเองเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: เกษียร เตชะพีระ ทัวร์ลงไม่รู้ตัว แต่ถึงรู้ “ผมก็ไม่แคร์”

Categorie: Thailandia

รัฐบาลจัดงาน “วันชาติ-วันพ่อ” 1-6 ธ.ค. 63

ประชาชาติ - 8 ore 26 min fa

รัฐบาลจัดงาน “วันชาติ วันพ่อแห่งชาติ และวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9” วันที่ 1-6 ธ.ค. 2563

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1 – 6 ธันวาคม 2563 รัฐบาลจะมีการจัดงานวันชาติ วันพ่อแห่งชาติ และวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

โดยใช้สถานที่หน้ากระทรวงกลาโหม ถนนสนามไชย หน้าทำเนียบองคมนตรี สวนสราญรมย์ มิวเซียมสยาม ซึ่งจะมีการเปิดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จนถึง 21.00 น. เพื่อจัดงานดังกล่าว ซึ่งจะจัดงานตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 21.30 น. ทั้งนี้จะมีการประชาสัมพันธ์อีกครั้งถึงกิจกรรมต่าง ๆ

อ่านข่าวต้นฉบับ: รัฐบาลจัดงาน “วันชาติ-วันพ่อ” 1-6 ธ.ค. 63

Categorie: Thailandia

ธอส.เตรียมจ่ายแคชแบ็กคืน 500-1,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ลูกหนี้น้ำดี

ประชาชาติ - 8 ore 36 min fa

ธอส.เตรียมของขวัญปีใหม่ จ่ายเงินคืนลูกหนี้ชั้นดี 500-1,000 บาท ผ่านแอปฯ ‘GHB ALL’ ปลื้ม! ยอดสินเชื่อปีนี้ส่อแววเข้าเป้า 2.1 แสนล้านบาท ปีหน้าหวังโต 3% ชี้ธนาคารตั้งสำรองรับมือหนี้เสียทะลักเรียบร้อยแล้ว

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงแผนดำเนินงานช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ว่า ธนาคารเตรียมของขวัญปีใหม่แก่ลูกค้า โดย ธอส.จะจ่ายเงินคืน (Cash Back) ให้แก่ลูกค้าที่มีประวัติชำระหนี้ดีที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท และชำระต่อเนื่อง 24 เดือน โดยจะจ่ายเงินคืนผ่านแอปพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้ง “GHB ALL” จำนวน 500-1,000 บาท รวมวงเงินที่จ่ายคืนประมาณ 100 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนจะออกสลากออมทรัพย์รุ่น “เกล็ดดาว” เพิ่มอีก 35,000 ล้านบาท หลังจากที่คณะกรรมการบริหารฯ อนุมัติวงเงินเพิ่มเติม เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันสลากออมทรัพย์รุ่นเกล็ดดาวมีวงเงิน 15,000 ล้านบาท และขายออกไปแล้ว 10,000 ล้านบาท คาดว่าอีก 5,000 ล้านบาท จะสามารถขายหมดภายในวันที่ 16 ธ.ค.นี้

ทั้งนี้ สลากออมทรัพย์รุ่นเกล็ดดาว จำหน่ายหน่วยละ 5,000 บาท จำนวน 15,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.40% อายุสลาก 2 ปี โดยเป็นการออกสลากออมทรัพย์ของ ธอส. รุ่นที่ 4 หลังจากได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารให้สามารถระดมทุนด้วยการออกสลากได้

เมื่อสอบถามถึงแนวโน้มผลดำเนินงานปีนี้ และแผนงานในปีหน้า นายฉัตรชัยกล่าวว่า ปีนี้คาดว่าจะสามารถดำเนินการปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2.1 แสนล้านบาท ขณะที่แผนงานในปีหน้าตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโต 3% โดยธนาคารมีการตั้งสำรองเพียงพอสำหรับคุณภาพหนี้ที่คาดว่าจะเห็นหนี้เสีย (NPL) ออกมาในระบบมากขึ้นหลังจบมาตรการแช่แข็งหนี้ จากปัจจุบันมีระดับ NPL อยู่ที่ 2%

ทั้งนี้ ธอส.ได้ช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการแช่แข็งหนี้สินเชื่อบ้านประมาณ 10 ชุด โดยที่ผ่านมาทยอยหมดอายุแล้ว 2 ชุด จำนวนลูกหนี้ราว 275,000 ล้านคน พบว่าลูกค้าไม่สามารถกลับมาผ่อนชำระได้ประมาณ 8-9% ของมูลหนี้ทั้งหมด โดยธนาคารประเมินว่า ในกรณีที่หนี้ที่แช่เอาไว้ชุดอื่น ๆ กลายเป็นหนี้เสียประมาณ 10% ยังอยู่ในวิสัยที่ธนาคารสามารถรับมือได้ โดยชุดที่ 3 จะครบกำหนดสิ้นเดือน ม.ค.64

อ่านข่าวต้นฉบับ: ธอส.เตรียมจ่ายแคชแบ็กคืน 500-1,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ลูกหนี้น้ำดี

Categorie: Thailandia

ลองยัง ช้อปปี้ ผุด ฟีเจอร์ “Shopee BeautyCam”…ลองเครื่องสำอางได้ก่อนซื้อ

ประชาชาติ - 8 ore 44 min fa

ช้อปปี้ ผนึก ลอรีอัล นำเทคโนโลยี AR เข้ามาช่วยให้เหล่าขาช้อปได้ทดลองเครื่องสำอางได้ง่ายๆขึ้น โดยไม่ต้องไปที่ร้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด ช้อปปี้ ได้ขยายฟีเจอร์ “Shopee BeautyCam” เข้าไปครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอื่น ๆ มากขึ้น เช่น มาสคาร่า รองพื้น แป้งฝุ่น และแป้งอัดแข็ง เป็นต้น ซึ่งเป็นความร่วมมือกันในระดับภูมิภาคของลอรีอัลและช้อปปี้

สำหรับ “Shopee BeautyCam” เป็นการนำเทคโนโลยี AR เข้ามาช่วยในการจำลองภาพใบหน้าของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้ซื้อสามารถทดลองเครื่องสำอางในเฉดสีที่ต้องการได้ โดยจะปรากฎภาพเสมือนจริงในรูปแบบของวีดีโอ หรือ ภาพเซลฟี่ ซึ่งเกิดจากเทคโนโลยี ModiFace ของลอรีอัล ที่ผสมผสาน AI ในการเปรียบเทียบสีผิว ที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอ้างอิงจากแบรนด์ รูปภาพ และคำอธิบายที่สามารถพบได้ในสื่อโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ “Shopee BeautyCam” ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเทศกาลเฉลิมฉลองวันลิปสติกโลก (International Lipstick Day) เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน ซึ่งขณะนั้นได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวกับผลิตภัณฑ์ลิปสติกของลอรีอัลก่อนเป็นอันดับแรก และมีแผนพัฒนาฟีเจอร์ให้ครอบคลุมกับทุกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอื่นๆ ที่มีวางจำหน่ายทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: ลองยัง ช้อปปี้ ผุด ฟีเจอร์ “Shopee BeautyCam”…ลองเครื่องสำอางได้ก่อนซื้อ

Categorie: Thailandia

ทุนฝรั่งเศสเล็ง PPP รถไฟฟ้า-ทางด่วน-MedHub ภูเก็ต

ประชาชาติ - 8 ore 54 min fa

นักลงทุนฝรั่งเศสตั้งแท่นรอลงทุน 3 โครงการยักษ์ PPP จังหวัดภูเก็ต “รถไฟรางเบา ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง และ Medical Hub” หลังกงสุลฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และคณะ ยกคณะพบรองผู้ว่าฯภูเก็ต เผยสนใจติดตามโครงการพัฒนาภูเก็ต เตรียมนำนักลงทุนเข้าร่วมลงทุนที่ภูเก็ต

นายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีสัญจรภูเก็ต เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2563 ได้เห็นชอบในหลักการโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของ จ.ภูเก็ตหลายโครงการให้ดำเนินการในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP net cost ตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ 2556

ได้แก่ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มูลค่า 30,000 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ตของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ระยะทาง 3.98 กม. วงเงิน 14,100 ล้านบาท, โครงการยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ต สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก หรือ Medical Hub ของโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต วงเงิน 2,967 ล้านบาท

ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณารายละเอียดเพื่อดูว่า งานส่วนใดภาครัฐดำเนินการ อยู่ระหว่างพิจารณาของบประมาณ และจะเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในส่วนไหนต่อไป

“โครงการดังกล่าวทั้งหมดเป็นโครงการขนาดใหญ่ของภูเก็ต ทาง ครม.เห็นชอบในหลักการหมดแล้ว เพียงแต่ขั้นตอนอยู่ที่การเสนอรายละเอียดขอใช้เงิน ส่วนไหนจะเป็นโครงการที่ทำร่วมกัน คือ ภาครัฐ เอกชน ในรูปแบบ PPP”

นายพิเชษฐ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางคณะกงสุลฝรั่งเศสประจำประเทศไทยได้มาเข้าพบทางจังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ของจังหวัดภูเก็ต พร้อมกับติดตามความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ เพื่อนำนักลงทุนฝรั่งเศสมาร่วมลงทุนในอนาคต

“ทางคณะกงสุลฝรั่งเศสมีความสนใจในโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการระบบรถไฟฟ้ารางเบา, โครงการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ที่สะพานท่าเทียบเรืออ่าวปอ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง ซึ่งเป็นท่าเรือเฟอรี่อ่าวปอ และโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ โดยรอความคืบหน้าจากทางจังหวัดภูเก็ต หากเปิดให้เอกชนเข้าดำเนินการ พร้อมนำนักลงทุนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุน”

อ่านข่าวต้นฉบับ: ทุนฝรั่งเศสเล็ง PPP รถไฟฟ้า-ทางด่วน-MedHub ภูเก็ต

Categorie: Thailandia

ทำไมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจึงเป็นอนาคตของกระบวนการผลิต | เทคโนโลยีหุ่นยนต์

ประชาชาติ - 8 ore 58 min fa

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ถูกใช้ในการทำงานที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมวัตถุหรือชิ้นงาน งานประกอบ การขนส่ง การจัดการวัตถุดิบ ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์ ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากใช้ประโยชน์จากการทำงานของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและการใช้งานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น หุ่นยนต์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตไปโดยปริยาย
แต่สำหรับผู้ผลิตที่ยังไม่เคยลองใช้หุ่นยนต์หรือยังไม่มีหุ่นยนต์ช่วยในการทำงาน คงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการทำงาน เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์จะแพงไปไหมสำหรับการผลิตของตัวเอง ธุรกิจของตัวเองเล็กไปไหมสำหรับการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาใช้ เป็นต้น
แต่เราต้องขอบอกเลยว่า “ไม่” เพราะหุ่นยนต์มีความยืดหยุ่นและสามารถทำงานได้หลากหลายมาก และยังสร้างความคุ้มค่าและมูลค่าในอนาคตของกระบวนการผลิตได้

เหตุใดหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจึงเป็นอนาคตของกระบวนการผลิต
คำตอบคือ เพราะเทคโนโลยีหุ่นยนต์มีประโยชน์มากต่อกระบวนการผลิต
ได้แก่

1. ทำงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทุกวัน

เนื่องจากหุ่นยนต์ไม่ต้องการพักกลางวัน พักกินข้าว หรือ วันหยุดงาน ทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทุกวันต่อเนื่อง เพียงมีแหล่งพลังงานให้กับหุ่นยนต์เพื่อใช้ในการทำงาน หุ่นยนต์ก็จะทำงานต่อไปได้ ไม่จำเป็นต้องหยุดพักผ่อน ซึ่งแน่นอนว่า นี่เป็นการสร้างประโยชน์ต่อการผลิตสินค้าได้อย่างมากเลยทีเดียว

2. ใช้เวลาในการผลิตน้อยลง

ด้วยความที่หุ่นยนต์สามารถทำงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องการช่วงเวลาพัก ทำให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องและยาวนาน ประกอบกับหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ด้วยความแรง กำลัง และเวลาที่เท่า ๆ กันในการผลิตชิ้นงานหรือผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น จึงทำให้ใช้เวลาในการผลิตน้อยลง

3. เสียค่าใช้จ่ายในการผลิตน้อยกว่า

หุ่นยนต์ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเวลาที่เสียไปในกระบวนการผลิต เป็นต้น ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการผลิต ผู้ผลิตก็ได้ประโยชน์ในเรื่องของการมีต้นทุนการที่ลดลง ได้กำไรจากการประกอบการมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำเงินที่เหลือจากการผลิตไปใช้ในส่วนอื่นได้ด้วย

4. ลดขั้นตอนในการผลิต

การนำหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต สามารถลดขั้นตอนในการผลิตได้ในบางขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและสามารถทำควบได้ในลูปการทำงานของหุ่นยนต์ ซึ่งประโยชน์ในข้อนี้จะสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้ ลดค่าแรงงาน ลดค่าพลังงานที่ใช้ในกระบวนการ และลดค่าสิ้นเปลืองในขั้นตอนที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย

5. ผลิตได้จำนวนมากขึ้น

เมื่อหุ่นยนต์สามารถผลิตได้โดยใช้เวลาที่น้อยลง แน่นอนว่าต้องทำให้ปริมาณการผลิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และบางครั้งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ก็สามารถผลิตชิ้นงานหรือผลิตภัณฑ์ได้ทีละมาก ๆ ในครั้งเดียว จึงทำให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมากขึ้น

6. ทำงานแบบวนลูปได้

หุ่นยนต์สามารถถูกเขียนโปรแกรมให้มีการทำงานแบบวนลูปได้ตามคำสั่งที่กำหนด การทำงานแบบวนลูปไปเรื่อย ๆ ของหุ่นยนต์ทำให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามเวลาที่กำหนด อีกทั้งยังสามารถทำงานได้คุณภาพที่เท่า ๆ กัน ตามโปรแกรมที่ถูกเขียนลงไปในระบบหุ่นยนต์ที่ทำงานแบบวนลูปไปเรื่อย ๆ ได้ด้วย

7. ผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานที่กำหนด

หุ่นยนต์สามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานที่กำหนด เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำทั้งในเรื่องของขนาด ส่วนผสม ปริมาณสารประกอบ ไปจนถึงเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตั้งไว้เพื่อเป็นมาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า โดยหุ่นยนต์จะคำนวณจากการตั้งค่าไว้ในโปรแกรมของระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์จึงสามารถทำได้อย่างแม่นยำและได้มาตรฐานตามที่กำหนด

8. เกิดความผิดพลาดน้อยหรือไม่มีเลย

ความผิดพลาดที่เกิดจากหุ่นยนต์มีน้อยมาก หรือ อาจไม่มีเลยก็ได้ เนื่องจากหุ่นยนต์ทำงานด้วยกำลังและพลังงานที่เท่า ๆ กัน อีกทั้งยังใช้เวลา เกณฑ์มาตรฐาน และระบบการตั้งค่าที่เท่ากันทุกชิ้น ทำให้งานที่ได้จากการทำงานของหุ่นยนต์มีความผิดพลาดน้อยมาก หรือ ไม่มีความผิดพลาดเลย

9. มีความปลอดภัยมากขึ้น

หุ่นยนต์ทำให้การทำงานมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ทำงานที่เป็นอันตรายและไม่ปลอดภัย เช่น ในกระบวนการที่ต้องใช้อุณหภูมิสูง อย่าง การหลอมโลหะ การอบชุบ หรือกระบวนการที่มีการผลิตวัตถุขนาดใหญ่ เช่น การรีดม้วนแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ การดึงเหล็กลวด เป็นต้น การนำหุ่นยนต์มาใช้ในการทำงานจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

10. ช่วยลดราคาสินค้าให้ถูกลงได้

เนื่องจากค่าใช้จ่ายและต้นทุนด้านต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตลดลง ทำให้ราคาสินค้าถูกลงตามไปด้วย การทำให้ราคาสินค้าถูกลงได้ ก็จะสามารถสร้างยอดขายที่มากขึ้นได้เช่นกัน อีกทั้งยังสามารถขยายการตลาดและเพิ่มลูกค้ารายใหม่ให้มาซื้อสินค้าได้มากขึ้นด้วย

11. สร้างงานให้กับผู้คนได้มากขึ้น

เทคโนโลยีหุ่นยนต์นอกจากจะมีประโยชน์ต่อผู้ผลิตและกระบวนการผลิตแล้ว ยังมีข้อดีในการสร้างงานให้กับผู้คนได้อีกด้วย เพราะการสร้าง พัฒนา ปรับปรุง และบำรุงรักษาหุ่นยนต์ต้องใช้คนที่มีทักษะพื้นฐานทางด้านหุ่นยนต์หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ ทำให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น

ด้วยประโยชน์เหล่านี้ทำให้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจึงเป็นอนาคตของกระบวนการผลิต ซึ่งหุ่นยนต์เริ่มมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมครั้งแรกช่วง 1960 และเห็นได้ชัดว่า หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ธุรกิจเล็ก ๆ ไปจนถึงธุรกิจที่ใหญ่มาก ๆ หลายธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์และหลายธุรกิจก็ประสบความสำเร็จไปแล้วหลายขั้นด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์เช่นกัน แล้วคุณพร้อมหรือยังที่จะเข้ามาอยู่ในอนาคตของกระบวนการผลิต

อ่านข่าวต้นฉบับ: ทำไมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจึงเป็นอนาคตของกระบวนการผลิต | เทคโนโลยีหุ่นยนต์

Categorie: Thailandia

พันธมิตร CECI ลงแขก “ขยะก่อสร้าง” พลิกโฉมไทยสู่ Green&Clean Construction

ประชาชาติ - 8 ore 58 min fa

ได้เวลาเศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีบุกลึกถึงไซต์ก่อสร้าง

“เราสร้างอาคารที่สวยงามเสร็จแล้ว แต่กลับมีขยะอีกกองหนึ่งตั้งอยู่ หากสามารถบริหารจัดการเศษวัสดุเหล่านี้ได้ งานก่อสร้างทั้งหมดก็จะสวยงามอย่างสมบูรณ์แบบ” คำกล่าวของ “ประภากร วทานยกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด หนึ่งในพันธมิตรของ CECI

คำถามคือ CECI เป็นใคร มาจากไหน ?

“นิธิ ภัทรโชค” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ในฐานะองค์กรต้นแบบผลักดัน “เครือข่ายความร่วมมือองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ CECI-Circular Economy in Construction Industry” ที่เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำในธุรกิจก่อสร้าง

ให้ความกระจ่างว่า CECI มีจุดเริ่มต้นจากการระดมความคิดที่ถูกจุดประกายในงาน “SD Symposium” ที่จัดขึ้นโดยเอสซีจี ได้ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นรูปธรรม หลักการใหญ่คือหยิบโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) มาใช้ในกระบวนการทำงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในวงการก่อสร้าง เป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

pain point ในไซต์ก่อสร้างเป็นปัญหาเดิม ๆ จากผู้เกี่ยวข้องในซัพพลายเชน “ต่างคนต่างทำงาน” ไม่มีการพูดคุยจนทำให้เกิดเศษวัสดุเหลือใช้ แถมใช้พลังงานมากเกินจำเป็นอีกต่างหาก

การสร้างความร่วมมือให้ทุกฝ่ายนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ จึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีเศษวัสดุเหลือใช้น้อยที่สุด มีการใช้สินค้าให้ประหยัดและคุ้มค่า บรรทัดสุดท้ายคาดหวังเป็นตัวช่วยลดต้นทุนและประหยัดทรัพยากรไม่ต่ำกว่า 20%

“CECI กำลังพยายามเผยแพร่แนวคิดและผลักดันให้กลุ่มนี้ขยายวงกว้างขึ้นในระดับประเทศ มุ่งสู่การดำเนินอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green construction) ทั้งที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน”

ขณะที่ “กิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานก่อสร้างอาคารสูง บมจ.ศุภาลัย จำกัด เป็นตัวแทนดีเวลอปเปอร์ผู้พัฒนาโครงการ ระบุว่าบทบาทไม่เพียงแต่เป็นตัวกลางมือประสานสิบทิศในการกำหนดซัพพลายเชนทั้งสถาปนิก-ผู้รับเหมา

ยังมีสิ่งสำคัญคือการเผยแพร่โครงการต้นแบบ (best practice) ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์สู่สาธารณะ เพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล สำหรับการพัฒนาให้เกิดระบบและโครงการอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขณะที่ “เกชา ธีรโกเมน” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด ในฐานะวิศวกรออกแบบและที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างต่าง ๆ กล่าวว่า ความร่วมมือในกลุ่ม CECI ถือเป็นการเริ่มต้นเพื่อสร้างการยอมรับ ขยายเครือข่ายพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ในวงการก่อสร้าง

“คำถามว่าทำไมต้องทำ เป็นคำถามที่ตอบยากเสมอมา เพราะหลายคนรู้สึกว่าทำไมเราต้องเป็นคนแรกที่ต้องทำ แม้เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก ต้องใช้ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และพลัง ทำคนเดียวจึงไม่รอด แต่การที่มีกลุ่ม CECI จะเป็นพลังช่วยกันขับเคลื่อนสร้างความเข้าใจและการยอมรับ ต่อไปหากมีนวัตกรรมหรือการออกแบบเพื่อความยั่งยืน ก็จะทำให้เจ้าของโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการกล้าที่จะลงมือทำ”

อ่านข่าวต้นฉบับ: พันธมิตร CECI ลงแขก “ขยะก่อสร้าง” พลิกโฉมไทยสู่ Green&Clean Construction

Categorie: Thailandia

ทิศทางความยั่งยืนโลก 8 บริษัทผู้นำกลุ่มอุตฯ DJSI 2020

ประชาชาติ - 9 ore 2 min fa

หลังจากที่ “S&P Dow Jones Indices” และ “SAM” ในฐานะผู้จัดทำ “ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices-DJSI)” ประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนผ่านมา โดยมีบริษัทไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกจำนวน 22 บริษัท โดยในปีนี้ “บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO)” ได้รับการจัดอันดับในกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets เป็นปีแรก

ที่สำคัญ ในปี 2563 บริษัทไทยยังได้รับการประเมินให้เป็น “ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Leaders)” จำนวน 8 บริษัท ได้แก่

1) บมจ.บ้านปู (BANPU) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Coal & Consumable Fuels

2) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refining & Marketing

3) บมจ.ปตท. (PTT) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Upstream & Integrated

4) บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (THBEV) ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม Beverages

5) บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Chemicals

6) บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Construction Materials

7) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Telecommunication Services

และ 8) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Transportation and Transportation Infrastructure

ส่วนบริษัทไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ประจำปี 2563 มีจำนวน 22 บริษัท แบ่งเป็น “กลุ่มดัชนี DJSI World” จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ KBANK, SCB, PTTEP, PTT, CPALL, THBEV, IVL, PTTGC, SCC, CPN, ADVANC และ AOT โดยดัชนีในกลุ่มนี้จะคัดเลือกจากบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงที่สุด 2,500 อันดับแรกของโลก

ขณะที่ “กลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets” สำหรับตลาดเกิดใหม่มีจำนวน 22 บริษัท ได้แก่ KBANK, SCB, MINT, BANPU, IRPC, PTTEP, PTT, TOP, CPALL, CPF, THBEV, TU, IVL, PTTGC, SCC, CPN, HMPRO, ADVANC TRUE, AOT, BTS และ EGCO

“ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา” ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ในการทำแบบประเมิน DJSI กล่าวว่า จากข้อมูลของ SAM ผู้ประเมินพบว่าในปี 2563 มีบริษัทจากทั่วโลกที่ร่วมตอบแบบประเมิน CSA (corporate sustainability assessment) มากถึง 1,386 บริษัท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ผ่านมาถึง 19%

โดยทวีปเอเชียถือเป็นทวีปที่มีจำนวนบริษัทเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืนนี้มากที่สุด คิดเป็น 36.44% รองลงมา ได้แก่ ทวีปยุโรป 26.19% และทวีปอเมริกาเหนือ 25.76% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัททั่วโลกให้ความสนใจ และให้ความสำคัญกับการประเมินดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ในกรอบ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล)

“คำถามของแบบประเมิน CSA จะครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับ 61 อุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งคำถามทั่วไปที่ถามในทุกอุตสาหกรรม และคำถามเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม โดยในแต่ละปีแบบประเมิน CSA จะมีการเปลี่ยนแปลงประมาณ 10-15% เพื่อให้ข้อคำถามมีเรื่องปัจจุบัน”

“รวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะของบริษัทที่เข้าร่วมตอบแบบประเมิน และได้ให้ความคิดเห็นกลับมา ทำให้คะแนนการประเมินของแต่ละอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลง ปรับขึ้นลงตามเนื้อหาของคำถาม ตรงนี้ถือว่าเป็นความเฉพาะตัวของอุตสาหกรรม ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้การประเมินของ DJSI มีความพิเศษและน่าสนใจ”

“แม้ว่าในช่วงต้นปี 2563 ผ่านมา จะมีปัจจัยของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อผู้คน รวมถึงภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกแต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาเป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการประเมิน CSA ในปีนี้ เนื่องจากการประเมินในแต่ละปีจะเป็นการนำข้อมูลของปีก่อนหน้ามาใช้ตอบข้อคำถาม”

“อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เข้าร่วมตอบแบบประเมินสามารถนำแนวปฏิบัติในเรื่องนี้ไปตอบคำถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องได้ และคาดว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินของปี 2564”

นอกจากนี้ “ณัฐณรินทร์” ยังสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กับการเติบโตขององค์กรธุรกิจว่า การระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจ และองค์กรธุรกิจ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็กเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นความท้าทายที่จะทำอย่างไรให้การดำเนินชีวิตของผู้คน รวมถึงเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้

“ส่วนตัวแล้วมองว่าปัจจัยที่ทำให้องค์กรสามารถก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ได้ คือ ความยั่งยืนที่สร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ว่าวันนี้ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ภาคธุรกิจ หรือองค์กร มองประเด็นเรื่องสังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นรองลงมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ และมีความท้าทายต่อการสร้างสมดุลระหว่างทั้ง 3 มิตินี้”

“แต่อย่างไรก็ตาม การคำนึงถึงปัจจัยดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากรายงาน Sustainable investing : Resilience amid uncertainty ของ BlackRock บริษัทบริหารกองทุนระดับโลกที่มีมูลค่าสินทรัพย์ ภายใต้การบริหารจัดการสูงที่สุดในโลก”

“เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 ในสถานการณ์โควิด-19 ภายใต้ปัจจัยของความผันผวนของเศรษฐกิจ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสังคม และสิ่งแวดล้อม จะมีความยืดหยุ่น สามารถประคับประคองธุรกิจ สร้างคุณค่า และมูลค่าให้ผู้ลงทุน รวมถึงมี performance ที่โดดเด่น เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ที่อาจจะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนมากนักในอุตสาหกรรมเดียวกัน”

“ดังจะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะทำให้องค์กรธุรกิจมองเห็นปัจจัยทางความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหรือแม้กระทั่งความผันผวนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และสามารถวางแผนในการจัดการ รับมือกับปัจจัยที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ แม้ว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจะมีกระบวนการทำงานและอาจต้องใช้ระยะเวลาที่นานกว่าจะเห็นผลก็ตาม”

ขณะที่ “ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ประธานสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากความต้องการของผู้ลงทุนที่มีต่อข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อมูลทางการเงิน

ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงผลประกอบการในอดีต ผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญของข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างคำว่า ESG ที่เกิดขึ้นในแวดวงตลาดทุน เพื่ออธิบายถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน

“ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาข้อมูลความยั่งยืนในรูปของดัชนี หรือการจัดอันดับจากผู้ให้บริการข้อมูลในวงจรข้อมูลความยั่งยืน จึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้ลงทุน โดยมีผู้ให้บริการรายสำคัญ อย่างเช่น เอสแอนด์พี/ดาวโจนส์ (ควบรวมกันในปี 2554) ที่กำเนิดจากฝั่งอเมริกา และฟุตซี่ จากฝั่งยุโรป (อังกฤษ)”

“ซึ่งนำข้อมูลที่ใช้จัดทำดัชนีมาจากบริษัทประเมิน หรือบริษัทวิจัยที่ทั้งรวบรวมข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิเอง และซื้อจากบริษัทขายข้อมูล อาทิ บลูมเบิร์ก หรือทอมสัน รอยเตอร์ส ซึ่งจะทำหน้าที่ประมวลข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ เช่น รายงานประจำปี รายงานแห่งความยั่งยืนของกิจการ หรือจากแบบสอบถาม และข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ เช่น เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคประชาสังคม และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ”

“บริษัทที่ทำการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน ครบถ้วน มีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตามบรรทัดฐานสากลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งยังส่งต่อให้ผู้รวบรวมข้อมูล (aggregators) ไปยังบริษัทวิจัยข้อมูล (researchers) และบริษัทผู้ประเมิน (raters) สู่การจัดทำข้อมูลดัชนี (indexes) เพื่อส่งตรงไปยังผู้ใช้ข้อมูล (users) ซึ่งเป็นผู้ลงทุนโดยส่วนใหญ่ และผู้ใช้ข้อมูลปลายทาง จะยังประโยชน์ให้แก่ตัวองค์กรต่อการเป็นที่ยอมรับและการตัดสินใจลงทุนในบริษัทในอีกทางหนึ่งด้วย”

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวอีกว่า อย่างการประเมินเพื่อคัดเลือกบริษัทที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนให้เข้าเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) จะพิจารณาจากข้อมูลที่บริษัทตอบแบบสอบถามในด้านความยั่งยืนที่บริษัทดำเนินการ หมายความว่า ปัจจัยสำคัญ 2 ส่วน ที่มีผลต่อการประเมิน คือ ผลงานด้านความยั่งยืนที่โดดเด่นตามที่ได้ดำเนินการ กับการจัดทำข้อมูลที่ตอบแบบสอบถามได้อย่างตรงจุดตามเกณฑ์ที่ผู้ประเมินตั้งไว้

โดยทั้ง 2 ปัจจัยอาจจะมีสหสัมพันธ์ (correlation) ที่มากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเที่ยงตรงในการนำเสนอข้อมูลของบริษัทที่เข้าร่วมรับการประเมิน และเกณฑ์การประเมินที่เหมาะสมต่อการวัดผลด้านความยั่งยืนของหน่วยงานผู้ประเมิน ที่ครอบคลุมประเด็นความยั่งยืนที่เป็นสาระสำคัญ (material topics) และสอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรม

“ทั้งนี้ การประเมินซึ่งมุ่งไปที่การพิจารณาประเด็นด้าน ESG ของบริษัทที่มีความโดดเด่นในมิติเดียว ทำให้เกิดข้อจำกัดที่ผู้ลงทุนอาจต้องแลก (trade-off) ระหว่างการลงทุนในบริษัทที่มี ESG ดี แต่ผลประกอบการไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนในมิติของการลงทุนที่ยั่งยืนว่า การลงทุนในบริษัทที่มี ESG ดี จะช่วยลดความผันผวนด้านราคาของหลักทรัพย์ และยังช่วยสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาวด้วย”

“หากพิจารณาผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน (YTD) ของหุ้น DJSI ทั้ง 21 ตัว (equal-weighted) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ามีอัตราผลตอบแทนติดลบอยู่ที่ -20.71% ขณะที่ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ลดลง -14.56% ในช่วงเวลาเดียวกัน”

“และเมื่อเทียบกับดัชนี Thaipat ESG Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบขึ้นจากหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้าน ESG มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีที่ลดลงในระดับที่ต่ำกว่า คือ -11.28% (ข้อมูล ณ 17 พ.ย. 2563) หรือคิดเป็นส่วนต่างของผลตอบแทน 9.43% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนหุ้นไทยที่อยู่ในดัชนี DJSI โดยข้อมูลที่ใช้ในการประเมินทั้งในส่วนของหุ้นไทยในดัชนี DJSI และหลักทรัพย์ในดัชนี Thaipat ESG ใช้ข้อมูลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปี 2562”

ถึงตรงนี้ “ดร.พิพัฒน์” สะท้อนมุมมองถึงความสำคัญของ ESG ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า จากข้อมูลการสำรวจของมอร์นิ่งสตาร์บ่งชี้ว่า มูลค่าของกองทุนที่เน้นการลงทุนที่ยั่งยืน ได้ทะลุตัวเลข 1 ล้านล้านเหรียญ เป็นครั้งแรก หลังจากที่เกิดสถานการณ์โควิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 และตัวเลขการสำรวจของออพิมัส ที่ปรึกษาด้านการจัดการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลกระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนโดยใช้ข้อมูลด้าน ESG มีตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ 40.5 ล้านล้านเหรียญ ในปี 2020

“ผู้ลงทุนที่ยึดแบบแผนการลงทุนที่ยั่งยืน โดยอาศัยเกณฑ์ ESG เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน เชื่อว่ายิ่งมีข้อมูล ESG ที่เพียงพอมากเท่าใด การวิเคราะห์การดำเนินงานของบริษัท เพื่อที่จะคาดการณ์ถึงผลประกอบการในอนาคตของบริษัท จากการพิจารณาปัจจัย ESG จะมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และที่สำคัญ ผู้ลงทุนจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และไม่ได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป ตรงนี้เป็นเพราะผลประกอบการในอนาคตของบริษัท มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท”

“การส่งเสริมและกระตุ้นให้ บจ.มีการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในตลาดทุนทั่วโลก ขนาดของตลาดข้อมูล ESG จึงมีตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในห้วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา”

“โดยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ESG มีตัวเลขที่ชนะดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 2.5% สอดคล้องกับตัวเลขผลประกอบการของกองทุน ESG ที่มีความผันผวนน้อยกว่ากองทุนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา”

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับข้อมูล ESG มากขึ้น บริษัทจำต้องขยายบทบาทการดำเนินงานของกิจการมาสู่การคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ด้วยการเพิ่มเติมการดำเนินงานในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม นอกเหนือจากประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่มีอยู่เดิมอีกด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับ: ทิศทางความยั่งยืนโลก 8 บริษัทผู้นำกลุ่มอุตฯ DJSI 2020

Categorie: Thailandia