Thailandia

ศบค. เปิดประเทศ 69 วัน แห่เข้าไทย เกือบ 5 แสนคน ติดเชื้อ 3,326 ราย

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 08:15

ศบค.เผยเปิดประเทศ 69 วัน มีผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว 4.9 แสนราย 490,207 ราย พบผู้ติดเชื้อแล้ว 3,326 ราย ขณะที่จังหวัดท็อป 10 ติดเชื้อโควิดสูงสุด ยังเป็น “ชลบุรี” กว่า 921 ราย รองลงมาเป็นสมุทรปราการ 

วันที่ 9 มกราคม 2565 ศูนย์บริหารสถานกาุตรณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลกมียอดผู้ติดเชื้อรวม 306,024,532 ราย อาการรุนแรง 94,057 ราย รักษาหายแล้ว 258,959,674 ราย และเสียชีวิต 5,502,332 ราย

ส่วนอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด อันดับ 1. สหรัฐอเมริกา จำนวน 60,954,028 ราย 2. อินเดีย จำนวน 35,516,186 ราย 3. บราซิล จำนวน 22,499,525 ราย 4. สหราชอาณาจักร จำนวน 14,333,794 ราย 5.ฝรั่งเศส จำนวน 11,815,121 ราย โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลก อันดับ 5 ของทวีป จากจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,269,550 ราย

ขณะที่ สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 8,511 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,240,687 ราย หายป่วยแล้ว 2,166,441 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 12 คน และเสียชีวิตสะสม 21,731 คน ส่วนข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,269,550 ราย หายป่วยแล้ว 2,193,867 ราย และ เสียชีวิตสะสม 21,825 ราย

ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อทั้ง 8,511 ราย จำแนกเป็นการติดเชื้อในประเทศ 8,141 ราย ติดเชื้อจาก ต่างประเทศ 350 ราย ผู้ป่วยรายใหม่จากการติดเชื้อในประเทศจำแนกเป็น จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการฯ 7,942 ราย จากค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 199 ราย จากเรือนจำ / ท่ีต้องขัง 20 ราย และจากต่างประเทศ 350 ราย

ขณะที่ ผู้ป่วยรักษาอยู่ 53,858 ราย จำแนก เป็นในโรงพยาบาล 29,643 ราย โรงพยาบาลสนามและอื่น ๆ 24,215 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 484 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 113 ราย

รายละเอียดผู้เสียชีวิต

สำหรับรายละเอียดผู้เสียชีวิต 12 รายในวันนี้ เป็นชาย 8 ราย หญิง 4 ราย เป็นชาวไทย 10 ราย ชาวจีน 1 ราย และไม่ได้ระบุอีก 1 ราย โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 7 ราย และมีโรคเรื้อรัง 3 ราย กลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนของผู้เสียชีวิต 83% และไม่มีประวัติเรื้อรัง อีกจำนวน 2 ราย คิดเป็นสัดส่วนของผู้เสียชีวิต 25%และปัจจัยเสี่ยงยังมาจากโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคไต และผู้ป่วยติดเตียงด้วย

เมื่อแยกตามพื้นที่พบว่าผู้เสียชีวิตอยู่ทางภาคเหนือถึง 5 ราย จาก เชียงใหม่ 3 ราย แม่ฮ่องสอน 2 ราย ถัดมาเป็นภาคอีสาน จำนวน 3 ราย ร้อยเอ็ด 2 ราย ภาคกลาง อยู่ที่ชลบุรี ลพบุรี สระบุรี จังหวัดละ 1 ราย และภาคใต้ที่จังหวัด สตูลอีก 1 ราย

10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด ชลบุรี เกือบพันคน
  • ชลบุรี  921 ราย
  • สมทุรปราการ 669 ราย
  • กรงุเทพมหานคร 598 ราย
  • นนทบุรี 436 ราย
  • ภูเก็ต  416 ราย
  • อุบลราชธานี 409 ราย
  • สุรินทร์ 307 ราย
  • ขอนแก่น 275 ราย
  • เชียงใหม่ 268 ราย
  • ระยอง 259 ราย
ติดเชื้อจากต่างประเทศรายใหม่ 350 ราย จาก 48 ประเทศ

สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1-8 มกราคม 2565 มีผู้เดินทางเข้ามาจำนวน 66,529 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด 1,855 ราย โดยระบบ Test & Go มีผู้เดินทางเข้ามามากที่สุดจำนวน 39,142 คน พบการติดเชื้อจำนวน 1,166 ราย ขณะที่กลุ่มแซนด์บ็อกซ์เดินทางเข้ามาจำนวน 20,654 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด 538 ราย และระบบกักกันตัวหรือ Quarantine มีผู้เดินทางเข้ามา 6,733 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด 151 ราย

เมื่อรวมผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรนับตั้งแต่เปิดประเทศ (1 พฤศจิกายน 2564 – 8 มกราคม 2565) มีผู้เดินทางเข้ามาแล้ว 490,207 ราย พบผู้ติดเชื้อโควิดรวมสะสม 3,326 ราย ในจำนวนนี้เป็นระบบ Test & Go ที่มีผู้เดินทางเข้ามามากที่สุดจำนวน 385,905 ราย และมีผู้ติดเชื้อ 2,172 ราย

ในวันนี้ พบผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ ทั้งสิ้น 350 ราย จาก 48 ประเทศ ผ่านระบบ Test and Go จำนวน 181 ราย ผ่านระบบ Sandbox จำนวน 153 ราย ผ่านระบบ Quanrantine จำนวน 16 ราย

สูงสุด 10 ประเทศแรก จากสหรัฐอเมริกา 31 ราย จากประเทศรัสเซีย 30 ราย ประเทศคาซัคสถาน 28 ราย ประเทศอินเดีย 23 ราย สหราอาณาจักร 22 ราย ประเทศเยอรมนี จำนวน 21 ราย ประเทศ ออสเตรเลีย 19 ราย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศละ 18 ราย และประเทศสวีเดน 14 ราย

สรุปผลการฉีดวัคซีนโควิด

สรุปผลการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย ผลการให้บริการวัคซีน วันท่ี 8 มกราคม 2565 เวลา 18.00 น. จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เพิ่มข้ึนวันน้ี เพิ่มข้ึน 383,002 โดส สะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2564 จำนวน 106,336,237 โดส

  • เข็มที่ 1 จำนวน 38,795 ราย สะสม 51,502,025 ราย คิดเป็น 71.5% ของประชากร
  • เข็มที่ 2 จำนวน 116,106 ราย สะสม 46,820,621 ราย คิดเป็น 65.0% ของประชากร
  • เข็มที่ 3 จำนวน 228,101 ราย สะสม 8,013,591 ราย คิดเป็น 11.1% ของประชากร

อ่านข่าวต้นฉบับ: ศบค. เปิดประเทศ 69 วัน แห่เข้าไทย เกือบ 5 แสนคน ติดเชื้อ 3,326 ราย

Categorie: Thailandia

จุดพลุ “เกมไทย” โกอินเตอร์ ชิงเค้กอีสปอร์ต 3 หมื่นล้าน

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 07:34
สัมภาษณ์

อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโตเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยนิวซู (Newzoo) บริษัทรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจเกมคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดกีฬาอีสปอร์ตทั่วโลกปี 2564 น่าจะอยู่ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 60,000 ล้านบาท มีจำนวนผู้เล่นทั่วโลกถึง 3,000 ล้านคน ทั้งที่เพิ่งได้รับการบรรจุให้เป็นกีฬาในการแข่งขันระดับโลก

เช่น เอเชียนเกมส์ 2022 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน เช่นกันกับในประเทศไทยก็เพิ่งประกาศให้เป็นกีฬาอาชีพ ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวข้องเฟื่องฟูขึ้นด้วย ตั้งแต่นักพากย์, ผู้จัดอีเวนต์ยันอินฟลูเอนเซอร์

ธุรกิจเกมบูมทะลุ 3 หมื่นล้าน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) คาดว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศไทย (แอนิเมชั่น เกม และแคแร็กเตอร์) ปี 2564 มีมูลค่ารวม 49,649 ล้านบาท โตขึ้น 26% จากปี 2563 ที่มีมูลค่า 39,332 ล้านบาท ทั้งคาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 59,136 ล้านบาท การเติบโตหลัก ๆ มาจากธุรกิจเกม

เช่น ปี 2563 มีมูลค่า 34,316 ล้านบาท จากตลาดรวมดิจิทัลคอนเทนต์ที่ 39,332 ล้านบาท แบ่งตามความนิยมในการเล่นจะมาจากสมาร์ทโฟน 21,014 ล้านบาท คอมพิวเตอร์พีซี 8,231 ล้านบาท เกมคอนโซล 4,785 ล้านบาท และเกมตู้ 251 ล้านบาท

ในบ้านเรากลุ่มทรูถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจเกมครบวงจร ทำตั้งแต่ผลิตเกมยันจัดงานอีเวนต์ จึงจัดได้ว่ามีความเข้าใจปัญหา อุปสรรค โอกาส และพัฒนาการของธุรกิจนี้ในบ้านเราที่จัดได้ว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

“ต่อบุญ พ่วงมหา” กรรมการผู้จัดการ ดิจิตอล แอนด์ มีเดีย แพลตฟอร์ม และออนไลน์ สเตชั่น บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดเกมอีสปอร์ตในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ, เอกชน, สถาบันการศึกษา, การพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ และผู้จัดการแข่งขัน

ซึ่งหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ต้องการการสนับสนุน คือ การผลิตเกม เพราะถือเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอีสปอร์ต หากผลิตได้ก็จะสามารถต่อยอดไปยังส่วนอื่น ๆ ได้อีกมาก ตั้งแต่การส่งออกผลิตภัณฑ์เกมกระจายไปยังสโตร์ต่าง ๆ ขายลิขสิทธิ์และจัดการแข่งขัน แต่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผนึกกำลังสร้างเกมไทย

“การสร้างเกม 1 เกมให้ติดตลาด ครองใจผู้เล่นทั่วโลกไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่สร้างแล้วจบเหมือนภาพยนตร์ เมื่อสร้างแล้วก็ต้องอัพเกรดอยู่ตลอดเพราะเกมมีวันหมดอายุ เมื่อสร้างมาแล้วต้องพยายามรักษาผลิตภัณฑ์นี้ให้อยู่นานที่สุด แม้การสร้างเกมจะเป็นเรื่องยากแต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

“ต่อบุญ” ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการผลักดันอุตสาหกรรมอีสปอร์ตให้เติบโตจะต้องพัฒนาเกมออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็จะเป็นได้แค่ผู้ตาม เพราะมูลค่าที่เกิดขึ้นมาจากการจัดการแข่งขันอีสปอร์ต สปอนเซอร์โฆษณา อินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงค่าลิขสิทธิ์ของเกมในส่วนที่เป็นมีเดีย

เช่น หากต้องการนำเกมมาถ่ายทอดสด ผู้จัดอีเวนต์หรือผู้จัดการแข่งขันต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เกมให้บริษัทเจ้าของเกมก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้มีการเผยแพร่หรือถ่ายทอดสดได้ ซึ่งตลาดที่เติบโตแบบก้าวกระโดด 20-30% ยังไม่มีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เกม ดังนั้น ถ้าจะผลักดันให้โตกว่านี้ประเทศไทยต้องก้าวข้ามไปสู่การเป็นเจ้าของเกมให้ได้

อย่างไรก็ตาม การสร้างเกมมีกระบวนการสร้างและพัฒนา ซึ่งต้องใช้ศิลปะพอสมควรเพราะแต่ละเกมที่สร้างขึ้นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของตนเอง มีลายเส้นเฉพาะตัว และต้องมีการทดสอบทดลองเล่นจริง ทำให้ต้องใช้พลังในการลงมือทำสูง ทั้งในเรื่องของเงินลงทุนและบุคลากร

ซึ่งการสนับสนุนด้านการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรด้านการผลิตเกมอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ปรับปรุง และนำไปต่อยอดตัวเกมได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น ทั้งเมื่อปล่อยเกมลงตลาดแล้วก็ยังต้องทำตลาดต่อเนื่อง

“อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ความอดทน เพราะทุกเกมที่สร้างอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่ให้คิดว่าทุกครั้งที่ผิดพลาดหรือล้มเหลวทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น”

Play to Earn เล่นสร้างรายได้

“ต่อบุญ” กล่าวว่า ในต่างประเทศคนเล่นเกมไม่ได้เล่นเพื่อความบันเทิง แต่เริ่มมีโมเดลในการหารายได้จากการเล่นเกม หนึ่งในนั้นคือการหารายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) โดยเฉพาะคริปโทเคอร์เรนซี ในอนาคตคนจะเล่นเกมเพื่อหารายได้ และรายได้นั้นสามารถนำไปใช้ได้จริงด้วยการเปลี่ยนจากเหรียญดิจิทัลมาเป็นสกุลเงินจริง

“ต่อไปคนจะมีการฝึกฝน เรียนรู้ เพื่อสร้างรายได้มากขึ้นคล้ายกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่หวังกำไรและรายได้ แต่โมเดลการหารายได้รูปแบบนี้อาจยังไม่ชัดนักในไทย เพราะยังไม่มีหน่วยงานที่มาวางกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจน แต่เชื่อว่าเมื่อทุกอย่างลงตัวการหารายได้จากโมเดลนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้ ในวงการเกมยังมีการซื้อ-ขายแคแร็กเตอร์ตัวละครในเกม โดยผู้เล่นสามารถฝึกฝนตัวละครหรือแคแร็กเตอร์ในเกมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตัวละครนั้น ๆ หากตัวละครมีระดับความสามารถที่สูงพอผู้เล่นก็สามารถนำตัวละครหรือแคแร็กเตอร์เหล่านี้ไปขายได้ โดยอาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว

ทั้งยังสามารถนำตัวละครเหล่านี้มาโคลนนิ่งเพิ่มและขายได้ด้วย กลายเป็นระบบธุรกิจแบบใหม่ที่ส่งเสริมให้คนสร้างโมเดลธุรกิจที่แตกต่าง ไม่ใช่แค่เล่นหรือรอชมการแข่งขันอย่างเดียว แต่สร้างสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองเพื่อเพิ่มช่องทางทำรายได้มากขึ้น

“กระแสการเล่นเกมแบบ play to earn หรือเล่นเกมบนบล็อกเชน เป็นอีกส่วนที่สามารถสร้างรายได้ได้ ผู้เล่นเกมจะมีไอเท็มในเกม เช่น อาวุธ และเสื้อผ้า โดยเก็บสะสมไอเท็มเหล่านั้นมาเป็นสกุลเงินดิจิทัล และนำมาแลกเป็นเงินจริงได้ผ่านตัวกลางแลกเปลี่ยนได้”

ทรูซุ่มปั้นเกมเจาะตลาดมือถือ

สำหรับกลุ่มทรูปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาเกม โดยที่ผ่านมาร่วมกับ Axion Ventures จากแคนาดา ตั้งบริษัท ทรู แอกซิออน อินเตอร์แอกทีฟ จำกัด มีเป้าหมายเพื่อผลิตและพัฒนาเกมที่เป็นของคนไทยจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ

“เป้าหมายหลัก คือ พัฒนาเกมของอินวิคตัส (INVICTUS) โดยเริ่มจากแพลตฟอร์มบนมือถือก่อน เพราะการเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนกำลังได้รับความนิยมก่อนขยายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ”

“ต่อบุญ” ทิ้งท้ายว่า อุตสาหกรรมอีสปอร์ตมีการพัฒนาต่อเนื่อง ถ้าประเทศไทยจะเริ่มพัฒนาสร้างเกมของตนเองตอนนี้ก็ไม่ถือว่าช้า เพราะเกมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น ปัจจุบันเกมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแนว hyper-casual หรือเกมที่เล่นได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ทำให้มีฐานผู้เล่นกว้างและแนวเกมก็จะเปลี่ยนไปอีกตามพฤติกรรมผู้บริโภค ฉะนั้น การปรับตัวของเกมค่อนข้างสำคัญจึงไม่มีอะไรสายเกินไป

อ่านข่าวต้นฉบับ: จุดพลุ “เกมไทย” โกอินเตอร์ ชิงเค้กอีสปอร์ต 3 หมื่นล้าน

Categorie: Thailandia

ผู้บริหาร “มติชน” บวงสรวง “ศาลพ่อปู่” เนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้ง เข้าปีที่ 45

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 07:11

ผู้บริหารมติชน ถือฤกษ์มงคล 09.09 น. บวงสรวง “ศาลพ่อปู่” เนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้ง หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ครบรอบปีที่ 44 เข้าสู่ปีที่ 45

วันที่ 9 มกราคม 2564 ที่อาคารสำนักงาน บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) เวลา 09.09 น. มีการจัดพิธีบวงสรวงศาลพ่อปู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) เนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้ง หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ครบรอบปีที่ 44 เข้าสู่ปีที่ 45

นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) สักการะศาลพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร อาทิ นางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ, นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ, นายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริษัท, นายสุชาติ ศรีสุวรรณ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ และผู้อำนวยการดิจิทัลมีเดีย, นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย, นายจรัญ พงษ์จีน ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ

นายวรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน , นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์มติชน,นายสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, นายสุริวงศ์ เอื้อปฏิภาณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด , นางสาวชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

นายสุรพล พิทยาสกุล ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ, นายไทย สุพานิชวรภาชน์ กรรมการบริษัท, นางสาวสุชาฎา ประพันธ์วงศ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อดิจิทัล-มติชนทีวี ร่วมด้วยนายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือ เป็นต้น

เวลา 09.17 น. นางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ โปรยข้าวตอกดอกไม้ จากนั้น พนักงานในเครือมติชนปักธูปสักการะศาลพ่อปู่ เป็นอันเสร็จพิธี

นอกจากนี้ ในช่วงเช้าวันนี้ มีผู้เดินทางเข้าร่วมอวยพร อาทิ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เลขาธิการพรรคไทยภักดี และนายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: ผู้บริหาร “มติชน” บวงสรวง “ศาลพ่อปู่” เนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้ง เข้าปีที่ 45

Categorie: Thailandia

เปิดไทม์ไลน์โรคระบาดหมู ข้อเท็จจริง-คำปฏิเสธของกรมปศุสัตว์ ยังไม่ใช่ ASF

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 06:48

ราคาเนื้อหมูแพง กลายเป็นปัญหาความมั่นคงด้านอาหารในประเทศไทย ลุกลามกลายเป็นปัญหาการปกปิดและปฏิเสธข่าวการระบาดของโรค ไวรัสอหิวาต์แอฟริกา (ASF) ในสุกร ที่ระบาด 35 ประเทศ ในโลก ยกเว้นประเทศไทย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทางการไทย ตอบอะไรแล้วบ้าง

ระบาดครั้งแรก-ไทยเสี่ยงสูง ปี 2561

โรคระบาดจากไวรัสอหิวาต์แอฟริกา (ASF) ในสุกร เกิดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่ช่วงปี 2561 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน พบการระบาดของเชื้อ “ASF” และมีแนวโน้มการแพร่กระจายในวงกว้าง ทั้งเกาหลีรวมทั้งประเทศไทยตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อ ไวรัสอหิวาต์แอฟริกา (ASF) ในสุกรจากผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนําติดตัวเข้าประเทศ

ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคเอเชียรวมท้ังประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมาโดยตลอด จากปัจจัยหลายประการ เช่น การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ค้าขาย การขนส่งสินค้า หรือปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ทางภูมิศาสตร์ที่มีข้อจํากัดชายแดนมีระยะทางยาวมาก รวมถึงความต้องการซากสุกรและ ผลิตภัณฑ์สุกรบางประเภทซึ่งส่งผลให้มีการลักลอบเคลื่อนย้าย

ต้นปี 2562 ไทยเฝ้าระวังชายแดน

ต้นปี 2562 พบการระบาดในผู้เลี้ยงรายย่อย ซึ่งระบุว่าเป็นโรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) กรมปศุสัตว์ ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า “ยังไม่พบการระบาด ASF ในไทย” ยืนยันไทยยังคงปลอดจากโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู แต่ด้วยลักษณะอาการของโรคทั้งเพิร์ส และอหิวาต์แอฟริกาในหมู คล้ายคลึงกันและอัตราการเสียชีวิตใกล้เคียงกัน อาจทำให้เกิดความสับสน ดังนั้น การระบาดจึงมีเพียงประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ต้องเฝ้าระวังตามแนวชายแดนคุมเข้มการลักลอบในทุกครั้ง

หากย้อนไทม์ไลน์ กรมปศุสัตว์ต้องออกมาปฏิเสธ ครั้งแล้วครั้งเล่าในที่ผ่านมา (2564) นับตั้งแต่ต้นปีมีการระบาดแทบทุกภาคตั้งแต่ภาคเหนือ พะเยา เชียงราย ภาคใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง

กลางปี 2564 มีโรคระบาดฟาร์มหมูในประเทศ

ช่วงกลางปี มิถุนายน-กันยายน 2564 เริ่มระบาด ที่ จ. สระแก้ว และได้ลุกลามเข้ามาในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง หนักสุดก็ฟาร์มหมู จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของไทย และเพชรบูรณ์ ภาคอีสาน นครพนม ฟาร์มหมูเหล่านี้ ทะยอยป่วย ตาย โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งกลุ่มผู้เลี้ยงหมูในประเทศกำลังเผชิญปัญหาต้องทิ้งหมูจำนานมาก ขาดรายได้สาหัส

มากไปกว่านั้น ไทยยังไม่มียา วัคซีนรักษา จนสร้างความสงสัยต่อผู้เลี้ยง “สับสน” ว่า โรคระบาดที่เกิดขึ้นในหมูขณะนี้เป็นโรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) หรือโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (African Swine Fever หรือ ASF) กันแน่

กระทั่งช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ 2564 ต่อนเนื่อง 2565 รายงานข่าวระบุ ไต้หวันพบอีกเชื้อ ASF ในพัสดุ “กุนเชียงหมู” จากไทย เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2564 ซึ่งกรมปศุสัตว์ปฏิเสธอีกครั้งว่า เป็นการนำเข้าเนื้อหมูจากเขตระบาดที่ไม่ไทย

ส่วนการตรวจพบครั้งที่ 2 พบเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2564 อยู่ระหว่างตรวจสอบ และในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 กรมฯได้ชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่ามีผู้ซื้อตับหมูจากห้างแห่งหนึ่งมาปรุงให้สุนัขทาน แล้วสุนัขเกิดอาการป่วยรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษา ก็ยืนยันหนักแน่นว่ามีการควบคุมการระบาดมาตลอด ยืนยันว่า ไทยไม่พบหมูป่วยโรคอหิวาต์แอฟริกา

ผลชันสูตรซากหมูระบุป่วยเป็นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ประกอบกับล่าสุดที่มีกระแสข่าวรายงานโดยเวบไซต์ไทยรัฐพลัส ระบุสำเนาเอกสารแจ้งผลการชันสูตรซากหมูที่ตาย ซึ่งตรวจชันสูตรโดยห้องแล็บของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในปี 2564 เอกสารระบุชัดว่า ตัวอย่างซากสุกรที่ส่งตรวจนั้นป่วยเป็นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ซึ่งหลังทราบผลชันสูตร คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้รายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวไปยังหน่วยงานในกรมปศุสัตว์เรียบร้อยแล้ว

แต่ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ ทั้งระดับอธิบดีและรองอธิบดี ยืนยันว่า “ยังไม่มีการระบาดในประเทศไทย ยังดำเนินการลดความเสี่ยงการระบาดของโรค เฝ้าระวังเชิงรับและเชิงรุก ระวังการเคลื่อนย้ายและการลักลอบการเคลื่อนย้ายทุกกรณี ถ้าพบเกิดโรคจะทำลายทันที และจะแจ้งให้ทราบ เท่าที่การรายงานยังไม่มี”

ประชุมกว่า 100 รอบ เห็นสัญญาณการระบาด 2561

ในช่วงที่กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธว่าไม่มีการระบาดของ ASF ครั้งแล้วครั้งเล่า ช่วงกลางปี2564 “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พยายามค้นหาข้อเท็จจริง ด้วยการสัมภาษณ์พิเศษ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ถึงการวางยุทธศาสตร์ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ASF

ซึ่งได้ระบุไทม์ไลน์การระบาด ASF ว่า กรมปศุสัตว์เริ่มเห็นว่ามีสัญญาณการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในหมู หรือ ASF เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ที่จีนรับต่อมาจากฝั่งรัสเซียและยุโรป จึงเริ่มระดมสมองเชิญนักวิชาการมหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการเข้ามาประชุมกว่า 100 ครั้ง ทุกคนบอกว่า ยากที่จะยับยั้งการแพร่ระบาด เพราะโรคนี้เป็นไวรัสที่ไม่เหมือนกับชนิดอื่น เกิดในแอฟริกามา 60-70 ปี เมื่อมาถึงจีน เสี่ยงที่จะกระจาย เนื่องจากจีนเป็นประเทศใหญ่

“ด้วยเหตุที่เกิดโรค ASF ที่จีนเราจึงมุ่งเฝ้าระวังด้านทิศตะวันออก เพราะโรคอาจแพร่จากจีนมาลาว-เวียดนาม-กัมพูชา และเข้าไทยได้ โดยมีด่านปศุสัตว์ 58 แห่ง เกณฑ์คนไปเฝ้าการลักลอบนำเข้าสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ เราตรวจยึดพบทั้งผลิตภัณฑ์ ไส้กรอก กุนเชียงหลายเคส แต่กลับพบการระบาดของ ASF ที่ฝั่งเมียนมาในรัฐฉาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเชียงราย ด้วยความที่เป็นรัฐอิสระ ชาวบ้านฝั่งนั้นมีการโยนหมูทิ้งน้ำ ทางเจ้าหน้าที่ไปช่วยเก็บทำลาย เพราะห่วง 2-3 อำเภอบริเวณนั้นมีรายย่อยเลี้ยงหมูเป็นจำนวนมาก”

แต่หลักการสัตวเเพทย์โดยทั่วไปคือ “รู้โรค รู้เร็ว สงบเร็ว” ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีงบประมาณ ต้องอาศัยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯช่วยลงขันช่วยกันเอง เพราะสมาคมก็ห่วงอาชีพของเขา เราจึงเริ่มทำแอปพลิเคชั่น Smart Plus ประเมินความเสี่ยงคล้าย ๆ กับ “ไทยชนะ”

“หากทุกคนมองว่า พอเกิดโรค (ASF) ประกาศทันที นั้น จริงอยู่มันเป็นการทำงานที่ง่ายมาก และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องเหนื่อยด้วย แต่เราเลือกทำสิ่งที่ยาก เรารายงานให้รัฐมนตรีทราบเกือบทุกวันเพื่อพิจารณาในระดับนโยบาย พร้อมทั้งยกระดับการป้องกัน ขอ “งบฯกลาง” เป็นครั้งแรก โดยต้องชี้ให้ทุกฝ่ายเห็นว่า การป้องกันโรค ASF มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างไร”

ถ้ายอมรับมีโรค ASF จะถูกขึ้นลิสต์ห้ามส่งออกถึงปี 2573

นายแพทย์สรวิช ยังอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกว่า “ประเทศใดประกาศการระบาดของโรค ASF ตามหลักต้องรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ก็จะถูกขึ้นตัวเเดงทันที เป็นลิสต์ที่ห้ามส่งออกแต่ถึงจะคุมการระบาดได้หลังจากนั้นทันที ทาง OIE ก็จะไม่คืนสถานะให้ทันทีต้องอาศัยเวลาอีกหลายปี อาจจะถึงปี 2570-2573 ก็ได้ สถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้ในโลกกระทบมากขึ้น เราจะเดินอย่างไรต่อ เพราะโรคนี้มีอยู่ในโลกเเล้ว เราจะเอายังไงกับอนาคตข้างหน้า”

“แน่นอนว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เราถูกจับจ้องจากแต่ละประเทศที่ต่างก็เกิดการระบาดของโรค ASF หมด
แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศอื่นยังเชื่อมั่นว่าไทยไม่มี ASF ก็คือ ไทยยังมีหมู ปี 2563 ส่งออกไป 2 ล้านตัว มูลค่า 13,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 344.30% และยังมีผลิตภัณฑ์จากหมู 43,000 ล้านตัน มูลค่า 5.1 พันล้านบาท “ถ้าวันไหนโรคระบาดสร้างความเสียหาย หมูตายส่งออกไม่ได้ หมูตายมากก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ปัจจุบัน ปริมาณหมูในปี 2564 ลดลงจากปี 2563 จากที่ผลิตได้ปีละ 20 ล้านตัว ลดลงเหลือ 19 ล้านตัว ซึ่งส่งออกไปต่างประเทศ 1 ล้านตัว คงเหลือบริโภคในประเทศ 18 ล้านตัว

เหล่านี้คือเหตุผลที่รัฐไทยยังไม่ยอมรับการระบาดของโรค ASF ตราบใดที่ภาครัฐ ไม่ยอมรับและประกาศว่าประเทศไทยมีการแพร่ระบาดโรคอหิวาห์หมู แนวทางการแก้ปัญหาหมูแพง และการแก้ระบบปศุสัตว์ทั้งระบบ ก็จะเป็นเพียงขายผ้าเอาหน้ารอด ไปวันต่อวันเท่านั้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดไทม์ไลน์โรคระบาดหมู ข้อเท็จจริง-คำปฏิเสธของกรมปศุสัตว์ ยังไม่ใช่ ASF

Categorie: Thailandia

เปิดผลตอบแทนคริปโทฯ เทียบ”ทองคำ-หุ้นไทย”

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 06:00

สำนักงานก.ล.ต. เผยตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมีมูลค่าทั่วโลกอยู่ที่ 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ ซื้อขายต่อวัน 77.39 พันล้านดอลลาร์  ด้านผลตอบแทน “บิตคอยน์-ทองคำ” ติดลบ ส่วนหุ้นไทยยังเป็นบวก ทั้งนี้ในช่วงต้น ม.ค.พบว่ารายย่อยในประเทศมียอดซื้อสุทธิ ในขณะที่บุคคลธรรมดาต่างประเทศมียอดขายสุทธิ โดยการซื้อขายสูงสุดอยู่ในช่วง 12.00 น.และ 14.00 น. 

วันที่ 9 มกราคม 2565 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่าตาม Market cap ประมาณ 2.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกว่า 39.4% มาจากบิตคอยน์ และมีมูลค่าการซื้อขายล่าสุด 77.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน (ข้อมูล ณ 3 ม.ค.65)

ทั้งนี้พบว่าสินทรัพย์ดิจิทัลให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับหลักทรัพย์ ทองคำและน้ำมัน โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) มูลค่าอีเธอร์เรียม (Ethereum) อยู่ที่ 3.72% สูงสุดในแอสเซทคลาส ตามมาด้วยถ่านหิน (Coal) อยู่ที่ 2.65% และน้ำมัน (Oil) อยู่ที่ 2.37%

ส่วนผลตอบแทนหุ้นไทย (SET INDEX) อยู่ที่ 0.76% ขณะที่บิตคอยน์ (Bitcoin) และทองคำ (Gold) ผลตอบแทนติดลบ -0.24% และ -0.80% ตามลำดับ

ทั้งนี้พบว่าราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูบมากเมื่อเทียบกับราคาหุ้น โดยมูลค่าซื้อขายผ่านเว็บเทรด หรือ Exchange ของไทยตั้งแต่ต้นปี ( 3 ม.ค.65) พบว่า เหรียญบิตคับ (Bitkub coin) มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 2.37% ตามด้วย Power Ledger ที่ 1.27% ขณะที่บิตคอยน์และอีเธอเรียม มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 1.05% และ 0.48% ตามลำดับ

ทั้งนี้พบว่าตั้งแต่ต้นปี 2564 ที่ผ่านมา สัดส่วนการซื้อขาย บิตคอยน์ , อีเธอเรียมและ XRP ในแต่ละเดือน มีแนวโน้มลดลงและมีการกระจายไปยังสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นๆ มากขึ้น

จำนวนบัญชีซื้อขายของผู้ลงทุนบุคคลธรรมดาในประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือน ธ.ค.64 อยู่ที่ 6.77 แสนบัญชี ส่วนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ( 3 ม.ค.65) อยู่ที่ 2.14 แสนบัญชี

ซึ่งในช่วงต้นเดือนม.ค.บุคคลธรรมดาในประเทศมียอดซื้อสุทธิ ในขณะที่บุคคลธรรมดาต่างประเทศมียอดขายสุทธิ โดยมูลค่าซื้อขายส่วนใหญ่ยังมาจากบุคคลธรรมดาในประเทศ 9,000 ล้านบาท ขณะที่นิติบุคคลต่างประเทศเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อบัญชีสูงที่สุด 86.95 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล ณ 3 ม.ค.65)

ทั้งนี้พบว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดขึ้นตลอด 24 ชม.ซึ่งพบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการซื้อขายสูงสุดอยู่ในช่วง 12.00 – 14.00 น. (ข้อมูล ณ 3 ม.ค.65)

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดผลตอบแทนคริปโทฯ เทียบ”ทองคำ-หุ้นไทย”

Categorie: Thailandia

ผ่าสมรภูมิรบ Metaverse

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 05:55
คอลัมน์ Tech Times มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

“Metaverse” น่าจะยังมาแรงต่อเนื่องในปี 2022 นี้ เพราะบรรดาบิ๊กเทคพากันตบเท้าเข้าสู่สมรภูมิรบในโลกเสมือนจริงนี้กันอย่างพร้อมเพรียง

ต้องขอบคุณ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เจ้าพ่อ Facebook ที่จุดกระแสให้ “Metaverse” กลายเป็นคำฮิตประจำวงการไฮเทคทันทีที่ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ใหม่ในการปฏิวัติโลกออนไลน์เพื่อก้าวสู่โลกเสมือนจริงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

การขยับของเจ้าพ่อโซเชียลมีเดียทำให้ “Metaverse” กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งวงการ และแน่นอนว่าบิ๊กเทคอย่าง Apple Microsoft และ Google ไม่อยู่เฉย โดยต่างกำลังซุ่มพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการท่องโลกเสมือนจริงอย่างขมีขมัน หากโครงการ “Metaverse” ของเหล่าบิ๊กเทคเป็นไปตามแผน ลูกค้าที่มีสมาร์ทโฟนวันนี้ก็น่าจะมีแว่น VR ใช้ควบคู่กันไปด้วยในอีกไม่กี่ปี

“โกลด์แมน แซกส์” คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้าสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ “Metaverse” กว่า 1.35 ล้านล้านเหรียญในอนาคตอันใกล้ เพราะแค่ปี 2021 ก็มีนักลงทุน VC ทุ่มเงินในสตาร์ตอัพที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลกเสมือนไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ ไม่นับเงินที่บิ๊กเทคสำรองไว้เพื่อพัฒนาโครงการ “Metaverse” ของตนเองอีก เช่น Meta ที่บอกว่าจะอัดเงินเพื่อฟอร์มทีม “Metaverse” ปีนี้กว่าหมื่นล้านเหรียญ

ปัจจุบัน Meta กุมส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์ VR ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าสู่โลกเสมือนถึง 75% โดย VR App ที่มีชื่อว่า Oculus ขึ้นแท่นแอปอันดับหนึ่งบน App Store ในวันคริสต์มาสที่ผ่านมา ตอกย้ำว่าเทรนด์ Metaverse กำลังมาแรงจนแว่น VR ของ Meta รุ่น Quest 2 (ใช้งานผ่านแอป Oculus) กลายเป็นของขวัญคริสต์มาสสุดฮิตไปแล้ว

นอกจากนี้ Meta ยังพัฒนาแว่น VR รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์แบบ “mixed reality” ที่มาพร้อมกล้องที่จะช่วยหลอมรวมโลกจริงกับโลกเสมือน และยังเพิ่มฟังก์ชั่น face & eye tracking เพื่อให้ผู้ใช้สามารถบังคับใช้ได้สะดวกขึ้นอีก

การเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าคู่แข่ง ทำให้ Meta มีความได้เปรียบ เพราะนำบทเรียนการใช้งานของลูกค้ามาพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ได้ตรงจุด บริษัทยังกว้านซื้อบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาไว้อีกเพียบ

แต่บิ๊กเทครายอื่นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เช่น Apple แม้จะเป็นเสือปากหนักไม่ยอมปริปากพูดถึงสินค้าตัวใหม่สักที แต่ก็รู้กันทั้งวงการว่าซุ่มพัฒนาโมเดลต้นแบบ VR headset มาหลายปีแล้ว

แถมสินค้าตัวใหม่ ๆ ของบริษัทมาพร้อมระบบเซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์ที่ระบุตำแหน่ง และแผนที่ (mapping & localization) ได้ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ Lidar และ ARkit บน iPhones และ iPads ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าบริษัทกำลังปูทางไปสู่การเปิดตัว headset ที่ผสานเทคโนโลยี VR และ AR (augmented reality) เข้าด้วยกัน

โดยนักวิเคราะห์คาดว่า Apple จะเปิดตัว headset ในปีนี้ที่จะมาเขย่าวงการได้ไม่แพ้กับตอนเปิดตัว iPhone และ Apple Watch ที่พลิกโฉมสมาร์ทโฟนและสมาร์ทวอตช์มาแล้ว

ตอนนี้คนในวงการเลยเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของซีอีโอ “ทิม คุก” เป็นพิเศษว่าจะพูดถึงสินค้าตัวใหม่นี้เมื่อไหร่ และจะชูฟังก์ชั่นใดเป็นจุดขาย ในขณะที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนคิดไปไกลถึงขั้นว่า Apple จะสร้าง App Store ใหม่เพื่อขาย virtual reality app โดยเฉพาะหรือไม่

รวมถึงจะมีการออก exclusive content เฉพาะสำหรับวงการเพลงและกีฬาหรือเปล่า และถ้าแตกไลน์สินค้าใหม่จริงจะทำให้หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นอีกหรือไม่ เพราะถือเป็นการออกไลน์สินค้าใหม่ในรอบ 7 ปีของบริษัท

Google ก็เช่นกัน หลังเป็นบิ๊กเทครายแรกที่วางขาย headset อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว Google Glass ตั้งแต่ปี 2013 แต่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดแมส ทำให้มีใช้จำกัดเฉพาะในกลุ่มลูกค้าองค์กร ล่าสุดมีข่าวว่ากำลังฟอร์มทีม AR พัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ที่จะรองรับการใช้ AR โดยเฉพาะอีกครั้ง

เพราะกลัวว่า หากวันใด “Metaverse” มาแรงมาก ๆ อาจส่งผลให้เกิดระบบปฏิบัติการใหม่บนมือถือทดแทน Android ที่เป็น operating system ที่แมสที่สุดในโลกที่ Google เป็นเจ้าของอยู่ตอนนี้

ขณะที่ Microsoft มีจุดยืนต่างจากเจ้าอื่นตรงที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าองค์กร เพราะ HoloLens หรือ AR headset ของบริษัทราคาสูงถึง 3,500 เหรียญ ทำให้ยากที่จะเจาะตลาดแมส โดยในปีที่แล้วปิดดีลมูลค่ากว่า 22,000 ล้านเหรียญ เพื่อผลิต HoloLens กว่า 120,000 เครื่องให้กองทัพสหรัฐ และมีแผนขยายตลาดไปยังวงการแพทย์ด้วย

นอกจากนี้ ยังลงทุนมหาศาลพัฒนา cloud services รองรับการใช้งานโลกเสมือนในปีนี้ ทั้งการใช้ประโยชน์จาก Microsoft Mesh ที่เปิดตัวไปต้นปี 2021 ซึ่งเป็นระบบ video conference รูปแบบ 3 มิติ โดยมีแผนผสาน Mesh เข้ากับแอป Team ซึ่งใช้ video conference

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวต่อไม่กี่ชิ้นของจิ๊กซอว์ ยังไม่รวมผู้เล่นตัวจริงอย่างค่ายเกมยักษ์ Epic Game หรือ Roblox ที่มีเครือข่ายรองรับผู้ใช้งานในโลกเสมือนมาหลายปีแล้ว และนับวันก็ยิ่งพัฒนาจนทำให้โลกเสมือนกับโลกแห่งความจริงขยับเข้าใกล้กันขึ้นเรื่อย ๆ แต่เมื่อบิ๊กเทคเริ่มขยับมาชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนโตนี้ ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันบนโลก “Metaverse” ทวีความรุนแรงและน่าจับตาขึ้นไปอีกหลายเท่า

อ่านข่าวต้นฉบับ: ผ่าสมรภูมิรบ Metaverse

Categorie: Thailandia

“IHG-สยามสินธร” เปิดโรงแรมเดอะวีนแยทท์คอลเล็กชั่น

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 05:52

“ไอเอชจี โฮเทล” ผนึกสยามสินธร เปิดตัวโรงแรม “เดอะ วีนแยทท์ คอลเล็กชั่น” แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย แบรนด์ในฝั่ง luxury & lifestyle แห่งที่ 2 ในเดือนมีนาคมนี้ หลังเปิดตัว “คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ” แบรนด์บูติคระดับโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกในปี’63

นางสาวเซเรน่า ลิม รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไอเอชจี โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (IHG Hotels and Resorts) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี เปิดเผยว่า ไอเอชจีมีแผนเปิดแบรนด์ในฝั่ง luxury & lifestyle แห่งที่ 2 โดยร่วมมือกับบริษัท สยามสินธร จำกัด เปิดตัวโรงแรมเดอะ วีนแยทท์ คอลเล็กชั่น (Vignette Collection) แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยโรงแรมสินธร มิดทาวน์ ที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2563 จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว IHG ในฝั่งคอลเล็กชั่น luxury & lifestyle ในเดือนมีนาคม 2565 นี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังความสำเร็จจากการร่วมมือระหว่าง 2 บริษัท ในการเปิดตัวโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ในปี 2563

ซึ่งเป็นการเปิดตัวแบรนด์บูติคระดับโลกของ IHG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ ทั้ง 2 โรงแรมตั้งอยู่ภายในโครงการสินธร วิลเลจ (Sindhorn Village) ซึ่งมีพื้นที่กว่า 42 ไร่ ในบริเวณของถนนหลังสวนและซอยต้นสน กรุงเทพฯ

นางเซเรน่า ลิม กล่าวว่า โรงแรมสินธร มิดทาวน์ ในฐานะเดอะ วีนแยทท์ คอลเล็กชั่น แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเปิดตัวโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดี แม้จะเป็นการเปิดตัวในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา

“เรามองเห็นความสนใจที่มีเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มเจ้าของโรงแรม ที่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเดอะ วีนแยทท์ คอลเล็กชั่น เนื่องจากแต่ละโรงแรมจะยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ และได้รับการเติมเต็มด้วยมาตรฐานระดับโลกจาก IHG นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะเปิดตัวเดอะ วีนแยทท์ คอลเล็กชั่น แห่งที่ 2 ในพัทยา ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และหวังว่าจะสามารถเปิดตัวเดอะ วีนแยทท์ คอลเล็กชั่น มากกว่า 100 แห่งทั่วโลก ภายใน 10 ปีข้างหน้า” นางเซเรน่า ลิม กล่าว

และว่า สำหรับประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับ IHG ด้วยโรงแรมกว่า 29 แห่งจากกว่า 8 แบรนด์ ในประเทศ และอีก 34 โครงการที่กำลังอยู่ในแผนการดำเนินงาน โดยเดอะ วีนแยทท์ คอลเล็กชั่น ถือเป็นแบรนด์ที่ 6 ที่ได้เพิ่มเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอของ IHG ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้จำนวนของแบรนด์ทั้งหมดอยู่ที่ 17 แบรนด์ ด้วยโรงแรมกว่า 6,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศ

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: “IHG-สยามสินธร” เปิดโรงแรมเดอะวีนแยทท์คอลเล็กชั่น

Categorie: Thailandia

พาณิชย์โคราช จับมือตลาดเทิดไท-ผู้ค้าหมู เปิด 6 จุด ขายหมูถูก

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 05:31

“พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา” จับมือตลาดเทิดไทและผู้ประกอบการค้าเนื้อสุกรชำแหละ เปิดจุดขายหมูถูกกิโลกรัมละ 150 บาท 6 จุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

วันที่ 9 มกราคม 2565 นายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้จัดโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน (หมูเนื้อแดง) ครั้งที่ 2

โดยจะร่วมกับตลาดเทิดไทและผู้ประกอบการค้าเนื้อสุกรชำแหล่ะจัดโปรโมชั่นหมูเนื้อแดง ลดราคาเพื่อผู้บริโภค ราคากิโลกรัมละ 150 บาท จำนวน 6 จุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

ทั้ง 6 จุดที่จำหน่ายหมูเนื้อแดงราคา 150 บาท ได้แก่ 1.ร้านหมูไอที 2.ร้านธนพร 3.ร้านสถานีหมูสด 4.ร้านเฮียเขียว 5.ร้านเจ้บีหมูสด 6.ร้านอุ๊บอิ๊บ เริ่มจำหน่ายจนถึงวันที่ 15 ม.ค.2565 จำหน่ายจำนวนวันละ 300 กิโลกรัม โดยจะจำหน่ายจนกว่าเนื้อหมูจะหมดทุกวัน

อ่านข่าวต้นฉบับ: พาณิชย์โคราช จับมือตลาดเทิดไท-ผู้ค้าหมู เปิด 6 จุด ขายหมูถูก

Categorie: Thailandia

Netflix เปิดสงครามราคา เขย่าตลาดสตรีมมิ่ง “อินเดีย”

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 05:29

ตลาดสตรีมมิ่ง “อินเดีย” ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง จากการแข่งขันของบริษัทสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ที่พยายามแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วยกลยุทธ์อันหลากหลาย ทั้งในแง่เนื้อหาและค่าบริการ เพื่อขยายฐานลูกค้าในประเทศที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้

นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า การแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งอินเดียดุเดือดยิ่งขึ้น หลังจากที่ “เน็ตฟลิกซ์” (Netflix) ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งรายใหญ่ระดับโลก ลดราคาค่าบริการสำหรับผู้ใช้บริการในอินเดียลงถึง 60% ในช่วงกลาง ธ.ค. 2021 ที่ผ่านมา

โดยค่าบริการสำหรับการใช้งานแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์เฉพาะบนสมาร์ทโฟนลดลงจาก 199 รูปี/เดือน เป็น 149 รูปี/เดือน ขณะที่ค่าสมาชิกสำหรับการใช้งานทั่วไปเหลือเพียง 199 รูปี/เดือน จากเดิม 499 รูปี/เดือน ส่วนการใช้งานแพลตฟอร์มที่สามารถแชร์กันได้ถึง 4 อุปกรณ์ปรับลดราคาจาก 799 รูปี/เดือน เป็น 649 รูปี/เดือน

นับเป็นการใช้กลยุทธ์หั่นราคาครั้งใหญ่ของเน็ตฟลิกซ์ในอินเดีย หลังจากที่จำนวนผู้ใช้บริการตามหลังคู่แข่งรายอื่นที่เข้ามาตีตลาดอินเดียในเวลาไล่เลี่ยกันช่วงปี 2015-2016 อย่าง “อเมซอน ไพรม วิดีโอ” และ “ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์”

โดยข้อมูลของบริษัทวิจัยธุรกิจบันเทิง “มีเดีย พาร์ตเนอร์ส เอเชีย” ระบุว่า ในปี 2021 เน็ตฟลิกซ์มีผู้ใช้บริการในอินเดียอยู่ที่ราว 4.6 ล้านคน ขณะที่อเมซอน ไพรมมีผู้ใช้บริการประมาณ 17 ล้านคน และดิสนีย์+ฮอตสตาร์มีผู้ใช้บริการอินเดียสูงที่สุดถึง 26 ล้านคน

ค่าบริการจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขยายฐานลูกค้าเน็ตฟลิกซ์ในอินเดียไม่น่าพอใจนัก ไม่เพียงแต่ราคาที่สูงกว่า แต่เน็ตฟลิกซ์ยังไม่มีบริการสมาชิกรายปีที่คุ้มค่า ต่างไปจากอเมซอน ไพรมและดิสนีย์+ ฮอตสตาร์มีแพ็กเกจรายปีที่ 1,499 รูปี/ปี โดยสมาชิกอเมซอน ไพรมยังสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและรับสิทธิประโยชน์อื่นได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายเล็กที่เสนอความคุ้มค่ามากกว่า อย่าง “โซนี่แอลไอวี” ที่ให้บริการสตรีมมิ่งในอินเดียด้วยค่าบริการ 999 รูปี/ปี และ “ซี 5” (ZEE5) แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของกลุ่มบริษัทสื่ออินเดียที่มีค่าบริการ 499 รูปี/ปี

ที่ผ่านมา บริษัทสตรีมมิ่งต่างมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเนื้อหาหรือ “คอนเทนต์” ในแพลตฟอร์ม แต่ตลาดสตรีมมิ่งอินเดียมีลักษณะเฉพาะที่ท้าทายผู้ให้บริการอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมที่ทำให้การต้องใช้การลงทุนสูงในการนำเสนอคอนเทนต์ที่เข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ในอินเดีย

แม้ว่าเน็ตฟลิกซ์จะลงทุนมหาศาลในการผลิตคอนเทนต์เฉพาะตลาดอินเดีย โดยมีการสร้างภาพยนตร์และซีรีส์ท้องถิ่นกว่า 40 เรื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. 2021 เป็นต้นมา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าบริการมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

“ทาโปบราตี ดาส สมาดดาร์” ผู้ก่อตั้งบริษัทด้านสื่ออินเดีย “เวิร์ดลูม ครีเอทีฟ เวนเจอร์ส” ระบุว่า “แม้ว่าผู้คนจะรักคอนเทนต์ของเน็ตฟลิกซ์มากแค่ไหน แต่ก็ต้องตัดสินใจหลายตลบ เนื่องจากแพลตฟอร์มอื่นเสนอค่าบริการที่ถูกกว่ามาก”

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของตลาดสตรีมมิ่งอินเดียยังคงน่าดึงดูด โดยคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 เป็น 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ตามการคาดการณ์ของบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ “อาร์บีเอสเอ แอดไวเซอร์ส”

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เน็ตฟลิกซ์เลือกใช้กลยุทธ์หั่นราคาเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งอินเดีย ต่างจากพื้นที่อื่นที่กลับมีการปรับค่าบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างเช่นใน “ญี่ปุ่น” ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกลยุทธ์แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดสตรีมมิ่งระดับโลกในระยะยาว

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: Netflix เปิดสงครามราคา เขย่าตลาดสตรีมมิ่ง “อินเดีย”

Categorie: Thailandia

หยุดโควิด ก่อนสงกรานต์

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 04:33
สามัญสำนึก เมตตา ทับทิม

9 มกราคม 2565 มติชนครบรอบก่อตั้ง 45 ปี

ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป

ปีฉลูผ่านไป ปีเสือผ่านเข้ามา โควิดเป็นตัวหลอกหลอน รัฐบาลลุงตู่ตั้งการ์ดสูง ส่งสัญญาณแรงให้ข้าราชการ WFH จนถึงครึ่งเดือนแรกของเดือนมกราคม

หลังจากนั้นค่อยว่ากัน

กุมารทองรุ่นเดอะ “พี่มล” เล่าให้ฟังว่า “ระเฑียร ศรีมงคล” ซีอีโอ เคทีซี บอกพนักงาน บอกใคร ๆ ว่าอยู่กับโควิด 2 ปีเต็ม ได้เวลา move on ตีตั๋วจองทริปบินไปตากอากาศในต่างประเทศ กะว่าจะพาชาวคณะไปทิ้งความเครียด

เจอโอมิครอน เจอกฎผู้เดินทางเข้าประเทศต้องกักตัว 14 วัน หงายเงิบกันเป็นแถว ทริปต้องยกเลิกโดยปริยาย ไม่รู้ว่าเครียดกว่าเดิมรึเปล่า (ฮา)

เทศกาลปีใหม่ 2 ปีใหม่แล้วที่คนไทยถูกกดดันให้เก็บตัวเพื่อหยุดวงจรการระบาด

โควิดนี่ก็แปลก พอใกล้ปีใหม่ปุ๊บ มีอันจะต้องระบาดรุนแรง จำได้ว่ารอยต่อปีเก่า 2563 เข้าปีใหม่ 2564 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 เจอโควิดสมุทรสาคร เราได้ยินคำว่า bubble & seal ในโรงงานเป็นครั้งแรก

แผนฉลองเทศกาล ส.ค.ส.-ส่งความสุขปีใหม่ 2564 พินาศทั้งประเทศ มีเคอร์ฟิวโหด ๆ ห้ามออกจากบ้าน 2 ทุ่มถึงตี 4

รอยต่อปีเก่า 2564 เข้าปีใหม่ 2565 มายังไงก็ไม่ทราบคุณโอมิครอน คนเขากำลังจะร้องรำทำเพลงกันทั้งประเทศ อยู่ดี ๆ ต้องถูกสั่งห้าม ถูกสั่งให้ยกการ์ดสูง

ล่าสุด “น้อย-ศตกมล วรกุล” ผอ.ประชาสัมพันธ์ MBK Group แวะมาทักทายอวยพรปีใหม่ให้หายคิดถึง เป็นเพื่อนมหา’ลัยมอเชิงดอย ลูกช้างสีม่วงรหัส 29 (ไม่อยากอธิบายเลยว่ารหัสปีการศึกษา 2529)

หัวข้อคุยในวงสนทนามีเรื่องเดียวเลย นั่งก่นด่าโควิดนี่แหละ

เพื่อนน้อยเสนอไอเดียถึงรัฐบาลว่า 1.ปี 2565 จะปราบโควิดให้ราบคาบ ประชาชนต้องฉีดวัคซีน เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้น-สนับสนุน-จูงใจ คนที่ฉีดแล้วให้สามารถเคลมภาษีคืนได้เท่าไหร่ก็ว่าไป

มีคนโยนคำถามขึ้นมา แล้วคนที่ไม่ยอมฉีดล่ะ อันนี้ก็น่าคิด เพราะคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีวัคซีนฟรีให้ฉีดทะลักทะล้นในนาทีนี้ หากยังดื้อแพ่งไม่ยอมฉีดอีก เท่ากับเป็นกลุ่มเสี่ยง เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดเชื้อปลอดภัยของคนอื่นหรือไม่

อีกเรื่อง 2.เนื่องจากชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป การสั่งปิดผับปิดบาร์ ห้ามจัดอีเวนต์ที่มีคนแออัดยัดทะนาน มีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

แต่…ก็ต้องมีรูระบายให้กับ “เด็กดี” ด้วยหรือไม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตในช่วงเทศกาล ได้ใกล้กับชีวิตปกติสุขที่เคยมีมาก่อนในยุคโควิด ขอแค่นี้รัฐบาลให้ได้หรือเปล่า

เหลียวกลับมาดูข้อมูลเขย่าขวัญ “ประชาชาติธุรกิจ” คำนวณสถานะผู้ติดเชื้อโอมิครอนในไทย เกินวันละ 3,000 คน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม และเพิ่มเป็น 7,526 คน ในวันที่ 7มกราคม

หากเป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง คาดว่าก่อนสิ้นเดือนมกราคมไทยมีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนเกิน 1 แสนคน ฟันธง

คนไทยเพิ่งผิดหวังจากเทศกาลปีใหม่ที่ไม่สามารถเที่ยวล้างแค้น-กินล้างแค้นได้เต็มที่ หลังจากเก็บกดมานานอยู่กับคำว่า social distancing

และคนไทยกำลังจะผิดหวังอีกครั้งในเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ หากปล่อยให้การ์ดตก ควบคุมโอมิครอนหรือโควิดสารพัดสายพันธุ์ไม่อยู่

ซึ่งสงกรานต์ปีก่อนมีเรื่องเข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง) มาแล้วจากการระบาดรุนแรงระลอก 3 เมื่อเดือนเมษายน 2564

สำหรับปีนี้บิ๊กอีเวนต์ของคนไทยในเทศกาลมหาสงกรานต์มีเวลาอีก 3 เดือนเศษ อยากให้คำตอบออกมาแบบไหน เราสามารถเลือกลงมือทำได้ตั้งแต่วันนี้

กินร้อน-ช้อนกู-อยู่ห่างไกล-ฉีดวัคซีน-ตั้งการ์ดสูง คาถาปราบโควิดจากหลวงพ่อ สธ.-สาธารณสุข

เพราะชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป อยากเที่ยวสงกรานต์แบบสะใจ ต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้-now normal ทำทันที ไม่ต้องรอ

อ่านข่าวต้นฉบับ: หยุดโควิด ก่อนสงกรานต์

Categorie: Thailandia

ประกันรายได้ข้าว งวด 13 “ข้าวเปลือกเจ้า” ได้สูงสุด 52,660.50 บาท

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 04:00

พาณิชย์ เคาะประกันรายได้ข้าว งวดที่ 13 ชดเชยข้าว 5 ชนิด ข้าวเปลือกเจ้าได้สูงสุด 52,660.50 บาท ตามมาข้าวหอมมะลิ

วันที่ 9 มกราคม 2565 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้อนุมัติราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2564/65 รอบที่ 1 งวดที่ 13

โดยมีมติจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 ที่ระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. – 6 ม.ค.2565 จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว แต่การจ่ายส่วนต่างน้อยลงจากงวดก่อน หลังราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่ประชุมซึ่งมีนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการจ่ายเงินส่วนต่าง งวดที่ 13 ได้แก่

  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 11,292.32 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 3,707.68 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคา 10,905.67 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 3,094.33 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคา 9,936.27 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,063.73 บาท
  • ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,244.65 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,755.35 บาท
  • ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 9,802.09 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 2,197.91 บาท

ดังนั้นเกษตรกรชาวนาจะได้รับเงินส่วนต่าง สำหรับผู้เก็บเกี่ยวล่าสุดตรงกับงวดที่ 13 จะมีชาวนาได้สูงสุด คือ

  • ข้าวเปลือกเจ้า 52,660.50 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ 51,907.52 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 49,509.28 บาท
  • ข้าวเปลือกเหนียว 35,166.56 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 26,593.25 บาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างในโครงการประกันรายได้ในปีที่ 3 หลักการ ยังเช่นเดิมกับ 2 ปีที่ผ่านมา คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินเข้าไปยังบัญชีของเกษตรกรภายใน 3 วันทำการหลังจากที่ได้มีการประกาศราคาเกณฑ์กลาง ก็เท่ากับประกาศวันที่ 7 ตรงกับวันศุกร์ แล้ว 8-9 ตรงกับเสาร์-อาทิตย์ ดังนั้นนับไป 3 วันก็ช่วงสัปดาห์หน้าเงินโอนเข้าบัญชีเกษตรกรชาวนา

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 3 ได้ประกันราคาข้าวเปลือก 5 ชนิด ได้แก่

  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ไม่เกิน 14 ตัน
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน
  • ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ไม่เกิน 30 ตัน
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกิน 25 ตัน
  • ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน

รัฐบาลประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนา เพราะเงินส่วนต่างทุกเม็ดส่งตรงถึงบัญชีเกษตรกรโดยตรง ขณะเดียวกันก็ได้พักการยกระดับราคาขึ้นแต่ด้วยยังไม่ได้ทะลุราคาที่ประกันรายได้ไว้จึงจำเป็นต้องมีจ่ายส่วนต่างข้าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: ประกันรายได้ข้าว งวด 13 “ข้าวเปลือกเจ้า” ได้สูงสุด 52,660.50 บาท

Categorie: Thailandia

ก.ล.ต. เตือนผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ระมัดระวังเปิดบัญชีให้ผู้เยาว์

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 03:45

ก.ล.ต. กำชับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลระมัดระวังการให้บริการเปิดบัญชีให้กับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ชี้ตามกฎหมายต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง

วันที่ 9 มกราคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่งหนังสือถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อซักซ้อมแนวปฏิบัติในการเปิดบัญชีให้กับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เนื่องจากการทำนิติกรรมของผู้เยาว์มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องอยู่หลายส่วน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงแก่ผู้เยาว์ในผลสมบูรณ์ของการทำนิติกรรมสัญญา และความเสี่ยงต่อผู้ประกอบธุรกิจในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมที่ทำขึ้น

ทั้งนี้ ก.ล.ต. พบว่า มีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเปิดบัญชีให้กับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงมีหนังสือซักซ้อมแนวปฏิบัติเรื่องการให้บริการในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ผู้เยาว์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกแห่งต้องดำเนินการดังนี้

(1) พิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถตามกฎหมายในการทำนิติกรรมของผู้ลงทุนก่อนการเริ่มให้บริการ เพื่อมิให้มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสามารถของบุคคล อันจะมีผลต่อนิติกรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลกับผู้ลงทุนได้

ด้วยเหตุที่การทำนิติกรรมของผู้เยาว์มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องอยู่หลายส่วน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงแก่ผู้เยาว์ในผลสมบูรณ์ของการทำนิติกรรมสัญญา และความเสี่ยงต่อผู้ประกอบธุรกิจในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมที่ทำขึ้น

เช่น มาตรา 21 ที่กำหนดว่า ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน และการใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เป็นต้น

(2) การทำความรู้จักลูกค้า (know your client: KYC) เพื่อให้สามารถทราบตัวตนหรือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงก่อนการอนุมัติการเปิดบัญชี ต้องมีขั้นตอนดำเนินการตามข้อ (1) ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมายในการทำนิติกรรมต่าง ๆ กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และต้องติดตามทบทวนข้อมูลลูกค้าให้เป็นปัจจุบันและถูกต้องเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าข้อมูลลูกค้าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องให้ความรู้แก่ลูกค้า เพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนให้บริการ

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ขอให้ผู้สนใจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างรอบคอบ และต้องสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้ รวมทั้งมีการจัดสรรเงินลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของราคาและคริปโทเคอร์เรนซีบางสกุลอาจไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ

ผู้สนใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล “คริปโทศาสตร์ รู้ได้ในคลิกเดียว” และคอร์สให้ความรู้พื้นฐาน “คริปโท 101” ได้ที่เว็บไซต์ www.smarttoinvest.com

รวมทั้งตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต ทางเว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th หัวข้อ สินทรัพย์ดิจิทัล หรือทางแอปพลิเคชัน SEC Check First และหากพบเบาะแสหรือพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ สามารถแจ้งหรือร้องเรียนได้ที่ “ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต.” โทร 1207 หรือผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจ “สำนักงาน กลต.” หรือ SEC Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต.

อ่านข่าวต้นฉบับ: ก.ล.ต. เตือนผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ระมัดระวังเปิดบัญชีให้ผู้เยาว์

Categorie: Thailandia

สติธร วิเคราะห์คู่แข่งประยุทธ์ จุดแข็งแคนดิเดตนายกฯ พรรคใหม่ไม่เกิด

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 03:31
สัมภาษณ์พิเศษ ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

การเมืองปี 2565 ในสายตานักการเมืองแบ่งเป็น 2 ข้าง ฝ่ายรัฐบาลมั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะนำพารัฐนาวาไปได้ครบเทอม 2566

ฟากฝ่ายค้านก็มั่นใจว่ารัฐบาลประยุทธ์มีทั้งปัจจัยภายใน-ภายนอกเข้ามาปั่นป่วน อยู่ไม่ครบเทอม

แต่ในสายตาคนกลาง “สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า นักวิเคราะห์กลเกมการเมือง-สูตรการเลือกตั้งตัวท็อปมองว่า ปี 2565 จะเป็นปีที่พรรคการเมืองชูความหวังใหม่ ๆ เป็นทางเลือก ส่วนรัฐบาลถ้าเอาแค่ประคองตัว…เตรียมตัวพัง

รัฐบาลประคองเข้าป้าย

“สติธร” เริ่มต้นวิเคราะห์การเมือง 2565 ว่าเป็นปีที่รัฐบาลประคองตัวเข้าป้าย ฝ่ายค้านไม่มีแรงจูงใจอะไรแค่แซะรัฐบาลไปเรื่อย ส่วนรัฐบาลก็จะตีกรรเชียงไป จะดูไม่หวือหวา สมมุติฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วยังไงต่อในเมื่อรัฐบาลจะครบวาระอยู่แล้ว คำถามคือ พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเองพร้อมหรือยังที่จะเลือกตั้ง ถ้าไม่จำเป็น อยู่อย่างนี้สบายดี สมประโยชน์ด้วยกัน

แต่ “สติธร” ออกโรงเตือนรัฐบาลว่า โดยธรรมชาติของรัฐบาลในระบบรัฐสภา ช่วงปีท้าย ๆ ถ้าคิดว่าตัวเองจะตีกรรเชียงรอเข้าป้าย ระวัง…พอไปเลือกตั้งจริงแล้วจะแพ้

อยู่กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มา 8 ปี ถ้าทรง ๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น คนจะรู้สึกว่าจะต้องเปลี่ยน รัฐบาลอาจดีใจว่าม็อบสงบ แต่คำถามคือวาทกรรมเลือกความสงบจบที่ลุงตู่จะขายได้ต่อเหรอ ถ้าคนรู้สึกว่าสงบแล้ว ไม่มีจุดขาย

ถ้ารู้สึกว่าบ้านเมืองวุ่นวาย เรายังต้องการรัฐบาลแบบลุงตู่มาคอยกำราบ ในมุมอนุรักษ์นิยมเขาอาจจะมองว่ารัฐบาลแบบลุงตู่จำเป็น แต่ถ้า ปี 2565 ทำให้รู้สึกว่าสถานการณ์ปกติ เราอยู่ได้ หลังโควิดเราอยู่รอด แล้วรัฐบาลประคองตัว คนจะรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นเป้นจังหวะที่เราต้องเปลี่ยนไปสู่อะไรที่ดีกว่าแล้ว

ถ้าเป็นอย่างนี้รัฐบาลเก่าจะเสียเปรียบ เพราะไม่มีตัวอะไรจะมาบอกคนว่าจะเปลี่ยนอะไรได้ ทำให้พรรคการเมืองตัวเลือกใหม่ๆ ก็จะรู้สึกว่าถ้าเราเสนออะไรใหม่ๆ โดนใจคน เราก็มีโอกาสชนะ คนอยากเปลี่ยน อยากลองของใหม่ หรือ ลองของเก่าอย่างพรรคเพื่อไทย เพราะรู้สึกว่าชั่วโมงนี้ต้องสไตล์เพื่อไทย เหมือนในอดีต เพื่อเราจะดันเศรษฐกิจขึ้น

ดังนั้น ปี 2565 จะเป็นปีที่พรรคการเมืองชูแคมเปญหวือหวา สร้างความหวังอะไรใหม่ ๆ แล้ว

อ่านสูตรเลือกตั้ง 2 ใบ

อีกด้านหนึ่งที่จะเป็นตัวกำหนดเกมการเมืองปี 2565 คือ “กติกาเลือกตั้ง” ที่เปลี่ยนระบบจากบัตรใบเดียว แบบจัดสรรปันส่วนผสม มาเป็นบัตร 2 ใบ วันแมนวันโหวต

“สติธร” วิเคราะห์ทิศทางว่า เกมจะเปลี่ยนไปเยอะ เพราะพรรคการเมืองอันดับ 1 อันดับ 2 ไม่ต้องมาไล่บี้ เก็บทุกคะแนนมีความหมาย แต่จะไล่กันที่เขตเลือกตั้ง

“พรรคใหญ่ต้องสู้กันหนักแน่ที่เขต เพราะเดิมพันคือการจัดตั้งรัฐบาล ทีนี้…ต้องอัดเต็มที่ และคะแนนเป็นกอบเป็นกำอยู่ที่เขต ส่วนปาร์ตี้ลิสต์คู่ชิงได้เปรียบอยู่แล้วโดยธรรมชาติ”

สำหรับพรรคเล็กรอปาร์ตี้ลิสต์อย่างเดียว ตามรัฐธรรมนูญใหม่มีเงื่อนไขแค่ต้องมีผู้สมัครสักเขต สองเขต เพื่อให้สามารถส่งปาร์ตี้ลิสต์ได้ ซึ่งบัตรปาร์ตี้ลิสต์ถูกส่งไปทุกเขต 400 เขต เผลอๆ ได้ ส.ส. โดยลุ้นให้จับเบอร์ผู้สมัครได้เลขตัวเดียว เดี๋ยวมีคนกามั่วมาโดนเอง เบอร์ 1-3 การันตีเลยว่าต้องได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง

เหมือนกรณีพรรครักประเทศไทย ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้เบอร์ 5 ส่วนพรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้ ส.ส.เพราะได้เบอร์ 3 เพราะได้มาแสนกว่าคะแนนเพราะคนกาผิด

ส่วนพรรคระดับกลางต้องเปลี่ยนไปเล่นที่เขตเน้น ๆ ไม่ต้องมาเก็บคะแนนตกน้ำ “ภูมิใจไทยฉลาดที่สุด ปรับตัวเร็ว ชัดเจน เจาะแล้ว เลือกแล้ว บุรีรัมย์ โคราช อันดามัน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ภาคกลาง อุทัยธานี อ่างทอง ส่วนสุรินทร์ ศรีสะเกษ ที่พอได้ลุ้น ก็ลุยต่อ และหาฐานเพิ่มช่วงที่ตัวเองเนื้อหอม”

ดังนั้น พรรคกลาง ๆ ต้องหาพันธมิตรร่วม อย่ามาทับเส้นกันเยอะ เพราะแย่งกันเองยิ่งตาย ถ้าเป็นเพื่อนกับพรรคใหญ่ยิ่งดีให้เขาหลีกทางให้ แล้วเราไปร่วมรัฐบาลกัน ต้องเล่นกันสูตรนี้

พปชร.แข็งที่คนกับฐานเสียง

“สติธร” แยกการเตรียมต่อสู้ของพรรคการเมือง เป็นรายพรรค เริ่มจาก “พรรคพลังประชารัฐมั่นใจว่าแข็งแกร่งระบบเขต ตอนนี้ก็ยังแข็งอยู่ มีแค่ตัวแปรนิดเดียวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์) กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่ตราบใดที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคนำธง แล้ว ร.อ.ธรรมนัสช่วยเต็มแรง ก็สู้ได้”

“ปัจจัยกระแส พล.อ.ประยุทธ์ติดลบ ไม่มีผลต่อเขตในหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน เขาไม่ได้ขายลุงตู่เป็นหลัก แต่ขายตัวคนในเขต ขณะเดียวกัน คู่แข่งก็ตัดคะแนนกันดุเดือด เพื่อไทย-ก้าวไกลก็เหยียบขากันอยู่ พลังประชารัฐก็ยิ่งมั่นใจ”

“สมมติพรรคพลังประชารัฐเชื่อว่าได้ 3.5 หมื่น – 4 หมื่นคะแนนในเขตเลือกตั้งนั้น เขาก็มีตามนั้น ขณะที่พรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล คะแนนไหล เช่น พรรคเพื่อไทย บอกว่าจะได้ 3.5 หมื่น – 4 หมื่นคะแนน แต่พอถึงเวลาจริงคะแนนอาจไหลไปก้าวไกล”

“จุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐแข็งที่คนกับฐานเสียงและตัวจ่าย คนที่ไปดีล ตัวผู้สมัครก็ประมาณหนึ่ง มีเครือข่ายระดับหนึ่ง แต่แรงหนุนที่มาจากพรรคหนุนหลังให้ทำงานกับฐานเสียงได้ นี่คือจุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐ หากฐานเสียงขออะไร ได้แน่ เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล เอาโครงการมาลงได้ เอื้อประโยชน์ให้ท้องถิ่นได้ ”

ส่วนการขายชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ในการเลือกตั้ง ปี 2562 พรรคขายเฉพาะภาคใต้กับ กทม.อยู่แล้ว เป็นที่มาที่พรรคประชาธิปัตย์เละเทะใน กทม.กับภาคใต้ ส่วนอีสานกับเหนือเขาไม่ขาย เพราะผู้สมัครเชื่อว่าขายไม่ออก

“ไม่มีผล ไม่มีผลกับภาคกลาง อีสาน เหนือ มีผลแค่กรุงเทพ กับใต้ พรรคประชาธิปัตย์จึงหวังว่าเขาจะกลับมาเป็นพรรคใหญ่กว่านี้ได้ เพราะถ้าลุงตู่คะแนนนิยมตกเห็นๆ อยู่แล้ว คนก็ไม่จำเป็นต้องเลือกลุงตู่ คนก็จะกลับมาหาพรรคประชาธิปัตย์ แต่เงื่อนไขคือพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีตัวเลือกดีๆ ให้เขา  เป็นความหวังให้เขาว่าถึงอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เป็นรัฐบาล”

จับตา ประยุทธ์เทหมดหน้าตัก

“สติธร” ให้จับตาช่วงปลายปี 2565 ว่ารัฐบาลจะมีทีเด็ดเรื่องนโยบายหรือไม่ เพื่อแก้เกมเศรษฐกิจ-ปากท้อง

ขึ้นอยู่กับช่วงปลายๆ รัฐบาลจะมีทีเด็ดอะไรหรือเปล่า ถ้าพรรคพลังประชารัฐอ่านออกว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยในเชิงนโยบาย…เสร็จแน่ แต่ถ้าเขาคิดได้เหมือนก่อนเลือกตั้ง 2562 ช่วงท้ายๆ ของรัฐบาล คสช.จะมีโครงการ สวัสดิการทั้งหลายออกมาตอนท้าย มันชัดเจน

จริงๆ พรรคเพื่อไทยเห็นจุดอ่อนของรัฐบาลลุงตู่ ยุค คสช. ที่รู้สึกว่าเงินมาไม่ถึงประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ครั้งยังเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อไทย) ก็พูดอยู่บ่อยๆ ว่าเงินไม่มีในกระเป๋า ถ้าเลือกเพื่อไทยกระเป๋าตุง พอท้ายๆ ลุงตู่ก็ส่งเงินลงกระเป๋าคน คนก็รู้สึกว่าโอเค เลือก พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังได้ประโยชน์ตรงนี้อยู่

“สติธร” ประเมินแต้มพรรคพลังประชารัฐอาจจะได้เท่าเดิมหรือน้อยลงหน่อย โดย กทม.และใต้น่าจะลด น่าจะได้ ส.ส.120++

“จริงๆ พรรคพลังประชารัฐ ควรได้มากกว่าเดิม แต่ปัจจุบันเริ่มไม่แน่ ข้างในพรรคเริ่มไม่แน่ ไม่ชัด แต่ความขัดแย้งเริ่มชัด อาจมีคนที่อยู่ไม่ไหวเริ่มแตกตัวออก อาจมีบางกลุ่มที่มีฐานเสียงกระเด็นออกไปอยู่กับพรรคเล็ก พรรคกลาง แล้วกลับมารวมเป็นรัฐบาลในตอนท้าย ประเภทขอเป็นหัวหมา ก็ได้กลับมาเป็นรัฐบาล”

เพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์

ส่วนพรรคเพื่อไทย เขาวิเคราะห์ว่า เดิมได้ ส.ส. 137 เสียง ตอนนี้เขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 400 เขต น่าจะได้ ส.ส.เพิ่ม ส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับตอนทำแคมเปญคร่าว ๆ เพื่อไทยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 150 เสียง

แต่วาทกรรม “แลนด์สไลด์” 200 เสียงขึ้นไปของพรรคเพื่อไทย “สติธร” มองว่า ไม่ง่าย…เพราะคนอายุต่ำกว่า 30 ไม่จำเป็นต้องเลือกเพื่อไทยอยู่แล้ว ต้องยอมทำใจว่า อายุต่ำกว่า 30 ต้องยกให้พรรคก้าวไกล อย่าตีกันเอง…เหนื่อยเปล่า

ฐานคนมีอายุที่พรรคเพื่อไทยพอฟัดพอเหวี่ยงกับพรรคพลังประชารัฐคืออายุ 55 ขึ้นไปแย่งกันตรงนี้ ส่วนประชากรกลุ่มใหญ่สุดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคืออายุ 31-50 ปี ประมาณ 20 ล้านเสียงต้องแย่งกันเยอะเพราะเป็นเป้าหมายของทุกพรรค

“เพื่อไทยเอาแค่ 10 ล้านเสียงกำลังดี 10 ล้านเสียงจากปาร์ตี้ลิสต์ก็คือ ส.ส. 25 คนอยู่แล้ว และถ้าบริหารเขตดี ๆ ได้ ส.ส. 140 บวก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 25 คน ก็เป็น 165 เสียง พอแล้ว”

แคนดิเดตนายกฯต้องใช่

“แคนดิเดตนายกฯ” เพื่อไทยคือใครนี่คือปัญหาหลัก แล้วมันโดนแค่ไหน เป็นปัจจัยสำคัญมาก

เพราะ “สติธร” เชื่อว่าถ้าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายและมีแคนดิเดตนายกฯจะเป็น 2 แรงบวก เหมือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสริมด้วยนโยบายของพรรคตุนมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยแล้ว=แลนด์สไลด์

แต่ถ้ามีนโยบายอย่างเดียว แต่แคนดิเดตธรรมดา ก็อารมณ์คล้าย ๆ พรรคพลังประชาชน+นายสมัคร สุนทรเวช

“อุ๊งอิ๊ง” แพรทองธาร ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ “สติธร” บอกว่า ช่วยได้เฉพาะกำลังใจของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคกับแฟนคลับดั้งเดิม แต่ไม่ได้ช่วยตอบโจทย์ กลุ่มหลักคือกลุ่ม 31-50 เขาเห็นอุ๊งอิ๊งแล้วกระโดดเข้าใส่ไหม…ก็ไม่ได้ขนาดนั้น หรือจะมา ขอแชร์คะแนนกับพรรคก้าวไกล ก็ไม่น่าจะได้

“อุ๊งอิ๊งมาได้ แต่ต้องมีมือเศรษฐกิจของแท้มาช่วย ขายเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีเหมือนขุนพลเศรษฐกิจ หรือสมัยก่อนที่ขายเป็นแพ็ก”

“ภาพแคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทยจะต้องสายตรง OK และต้องมีลุคแบบมีภาวะผู้นำ อย่าไปดูว่า พี่โทนี่บงการอย่างเดียว..ไม่พอ คุณสมบัติแบบ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ มีความเป็นสายตรงอยู่ในตัวเอง คุณสมบัติดูดีทุกอย่าง ภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ อย่างน้อยภาพจำทางการเมืองของคุณชัชชาติมีแล้ว”

“ส่วนคนอื่นต่อให้มีแบ็กกราวด์ดี ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่ภาพลักษณ์ไม่ได้ขนาดนั้น ต้องมาสร้างอีก ต้องมาสร้างอีก..1 ปี ไม่ทัน”

ถามแย้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เวลาแค่ 49 วัน ก็เป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทย ได้ “สติธร” ตอบทันทีว่า “เพราะเขาคือยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไง ดูเป็นคนรุ่นใหม่ ขายหน้าตาสวย เป็นน้องคนเล็ก สายตรง มันชัดยิ่งกว่าชัด เปิดมาแบบนี้เฮกันทั้งประเทศ เลยทำแบบเดียวกันยากในคราวนี้ ถ้าจะคิดถึงโมเดลแบบคุณยิ่งลักษณ์ ถ้าอุ๊งอิ๊งได้ ทำไมไม่ใช้เหมือนเดิม แปลว่าเขาต้องประเมินแล้วว่าไม่ขนาดนั้น จะมาใช้มุกเก่า ไม่ได้”

โทนี่ คิดถูกสู้ไปกราบไป

ส่วน “ทักษิณ ชินวัตร” จะเป็นจุดขายหนึ่งของพรรคเพื่อไทยให้กลับมาเป็นรัฐบาลได้หรือไม่ “สติธร” วิเคราะห์ว่า ช่วยแฟนคลับเก่าๆ ที่เคยประทับใจกับไทยรักไทย พลังประชาชน กลับมา แต่คนรุ่นใหม่ๆ แกก็ได้เท่านี้

ทุกวันนี้คลับเฮาส์พี่โทนี่ คนฟังลดลง ตอนนี้คนฟังระดับหมื่นต้น ๆ แต่ก่อนหน้านี้ 3-4 หมื่น ถ้าจะให้คนรุ่นใหม่มาเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะพี่โทนี่ ต้องขับเคลื่อน 2 เรื่องด่า พล.อ.ประยุทธ์ และเรื่องสถาบัน ให้ดูเข้าทางคนรุ่นใหม่ด้วย แต่พิสูจน์แล้วว่าที่ผ่านมา พี่โทนี่ไม่แตะ ดังนั้น ส่วนแบ่งการตลาดที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเลือกพี่โทนี่จึงไม่เยอะ

สู้ไปกราบไป เป็นชนักติดหลังของพี่โทนี่ แต่มีผลต่อคนอายุน้อยอย่างเดียว แต่กับอายุกลาง 30-50 ปี เลือกสู้ไปกราบไปถูกแล้ว การประนีประนอมแบบพี่โทนี่เป็นบวก คนกลุ่มนี้ต้องยอมรับว่าจินตนาการไปไม่ถึงขนาดที่เด็กคิด ถ้าพี่โทนี่เลือกไปกับเด็ก ก็อาจจะได้เด็ก 10-20% แต่เสียกลุ่มอายุกลางไปซึ่งมีจำนวนมากกว่า บวกกับคนอายุ 50 ขึ้น แต่ต้องทำใจว่าไม่แลนด์สไลด์

ก้าวไกลต้องคืนคะแนน

ส่วน “พรรคก้าวไกล” สติธรอ่านว่า เสียเปรียบเห็น ๆ ในระบบเลือกตั้งใหม่ โอกาสชนะที่เขตเลือกตั้งน้อยลงแน่

รอบนี้อย่างมากก็แบ่งคะแนนพรรคเพื่อไทยมาอีกหน่อยหนึ่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ไม่เกิน 25 คน เมื่อแนวโน้มได้ ส.ส.เขตไม่ถึง 30 คน ก็น่าจะประมาณ 50 ส.ส.อยู่แล้ว ต้องลุ้นเขตเมืองใหญ่ เขตที่ผู้สมัครเพื่อไทยอ่อน จะมีโอกาส เพราะพรรคเพื่อไทยคงไม่แข็งทุกที่

ส่วนการขายผลงานในสภาของพรรคก้าวไกล ช่วยตอกย้ำให้คนที่เลือกเขารู้สึกไม่ผิดหวัง ดูจากสภาพที่โดนถล่มจากรัฐบาลด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ แล้วยืนหยัดได้ขนาดนี้ คนที่เลือกมองว่าไม่เสียของ ดังนั้น คะแนนที่ได้จะมาจากฐานคะแนนเก่า บวกกับ First Voter แต่ของเก่าที่ได้มาจากไทยรักษาชาติก็ต้องเทให้กลับไปให้บางส่วน ดังนั้น จะเห็นว่าคนที่เลือกพรรคก้าวไกลจริงๆ เท่าไหร่

ปชป.พระรองที่มีซีน

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะพ้นจุดต่ำสุดได้หรือไม่นั้น “สติธร” เชื่อว่า ได้…แต่เงื่อนไขต้องอยู่ที่ตัวเองดีพอด้วย

เวลานี้เหมือนโอกาสเปิด เพราะความพ็อปของลุงตู่ลดลง ฐานเสียงเก่าอาจจะกลับมา ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครที่ดีพอมาให้ประชาชนเลือก และสร้างความหวังเชิงนโยบายบ้าง มีแคนดิเดตนายกฯประมาณหนึ่งที่จะไปเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ๆ

ถ้าหาบทนำได้ก็จะเป็นพระรองที่มีบทเด่น เป็นเพื่อนพระเอกที่มีซีน เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะเป็นพระเอก

“ดังนั้น เสียงของพรรคประชาธิปัตย์อาจจะเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ 50-60 เสียงไม่เกินนี้ แต่สามารถหวังลึก ๆ ได้ถ้าจังหวะพลิกไป 70-80 เสียง แต่ต้องผันแปรกับเสียงของพรรคพลังประชารัฐ เพราะ 2 พรรคนี้จะไปคู่กัน เพราะเป็นฐานเดิมของกันและกัน”

ส่วนพรรคภูมิใจไทย หลังจากปรับตัวสู้ในเขตเลือกตั้งที่เอาชัวร์-เอาตาย น่าจะมาประมาณหนึ่งไม่น้อยกว่าเดิม แต่ไม่มากกระโดด เพราะด้วยระบบเลือกตั้ง 2 บัตร พรรคภูมิใจไทยเลือกพื้นที่

4 กุมาร เกิดยาก

พรรคใหม่ ๆ ในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป เช่น ไทยสร้างไทย พรรคกล้า รวมถึงพรรคใหม่ 4 กุมาร ที่ใช้ชื่อว่า “พรรคสร้างอนาคตไทย” จะไปรอดไหม…สติธรวิเคราะห์ว่า ยาก…โมเดลแตกพรรคไป อย่างไทยสร้างไทย พรรคกล้า ด้วยระบบบัตร 2 ใบ

พรรค 4 กุมารตั้งได้ แต่ต้องเป็นพรรคทางเลือกให้ผู้มีอำนาจมาลง ก็จะไปได้ ถ้าตั้งภายใต้บารมีลุงตู่ แต่ถ้ากลุ่มสี่กุมารมากับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นพรรคอิสระ ขอ 7-10 ที่หลังเลือกตั้ง เอาไปต่อรองเป็นรัฐบาล…ไม่ง่าย

เพราะกระแสสร้างยาก เต็มที่ก็จะเป็นพรรครักประเทศไทย ของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ได้ 5 เสียง เราก็เห็นอยู่ สุดท้ายคนอยากได้รัฐบาล อยากได้นายกฯว่าใคร คุณไม่มีแคนดิเดตนายกฯ และแคนดิเดตคนไม่มีโอกาสเป็นนายกฯ…ใครจะมากา เขตก็ไม่แข็ง เพราะถ้าไม่มีแคนดิเดตนายกฯต้องแข็งที่เขตแบบพรรคภูมิใจไทย

พรรคกล้า ก็ไม่ไหว ทำหน้าที่ได้เป็นพรรคอะไหล่ได้อย่างเดียว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอาพรรคพลังประชารัฐแล้ว มาเอาพรรคกล้า..เป็นไปได้ และโยกทุนที่หนุนตัวเองมาหนุนพรรคกล้าให้หมด แล้วไปควบรวมพรรคอื่นมาอีกถึงจะได้ แต่ถ้าเกิดมาเพื่อพรรคกล้า ก็ได้แค่นี้แหละ

เพราะมีกรณ์ จาติกวานิช คนเดียวไม่พอ ในแง่ว่าคุณมี ส.ส.เขตเหรอ ไปปราศรัย 400 เขต จะได้กี่คะแนน เป็นแบบโมเดลชูวิทย์ โด่งดังจะตายยังได้แค่ 5 เสียง ม่ีคนโหวตให้เขา 9 แสนคะแนน แล้วเขาสร้างตัวตั้งแต่สมัครผู้ว่า กทม. เป็น ส.ส.ชาติไทย และมาตั้งพรรคประกาศตัวว่าเป็นฝ่ายค้าน สุดท้ายได้ 9 แสนคะแนน ได้ ส.ส. 5 ที่นั่ง

อ่านข่าวต้นฉบับ: สติธร วิเคราะห์คู่แข่งประยุทธ์ จุดแข็งแคนดิเดตนายกฯ พรรคใหม่ไม่เกิด

Categorie: Thailandia

“โอมิครอน” ดับฝันท่องเที่ยว ยกเลิกห้องพักพุ่ง-ดัชนีฟื้นตัวสะดุด

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 03:23

จากรายงานของ TAT Intelligence Center การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ, Thailand Pass ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศไทยสะสมในช่วง 2 เดือนแรกของการเปิดประเทศ คือ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2564 มีจำนวนรวม 268,973 คน (ไม่รวมคนไทยที่กลับจากต่างประเทศ)

โดยด่านที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสูงสุด 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วนถึง 98% ประกอบด้วย 1.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 164,328 คน 2.ท่าอากาศยานภูเก็ต 94,115 คน 3.ท่าอากาศยานดอนเมือง 2,160 คน 4.ท่าอากาศยานกระบี่ 1,474 คน และ 5.ท่าอากาศยานสมุย 913 คน

ส่วนสัญชาตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วยเยอรมนี 30,094 คน รองลงมาคือ รัสเซีย 22,830 คน สหราชอาณาจักร 21,978 คน สหรัฐอเมริกา 20,176 คน และฝรั่งเศส 13,529 คน

แนวโน้มตัวเลขต่างชาติลดลง

ทั้งนี้ พบว่าหลังจากที่รัฐบาลประกาศยกเลิกการลงทะเบียนเข้าประเทศรูปแบบ test & go เป็นการชั่วคราว แต่ยังคงให้นักท่องเที่ยวที่ลงทะเบียนไว้แล้วสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2565 นี้ และเหลือไว้เพียงแค่ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” และรูปแบบ AQ ไปเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด “โอมิครอน” นั้น ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพียงแค่ในช่วง 2 วันแรก คือ วันที่ 22-23 ธันวาคม 2564 เท่านั้น

โดยช่วง 24-30 ธันวาคม 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังอยู่ในระดับ 8,000-10,000 คนต่อวัน และปรับตัวลดลงเหลือประมาณ 6,000-7,000 คนในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม 2564-2 มกราคม 2565 แต่ก็ยังสูงกว่าในช่วงก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2564

แห่ยกเลิกห้องพักทั่วประเทศ

ขณะที่รายงานข่าวจากสมาคมโรงแรมไทย (THA) ระบุว่า จากการทำสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม (hotel business operator sentiment index) ประจำเดือนธันวาคม 2564 ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 9-24 ธันวาคม 2564 จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 137 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมทั่วไป 111 แห่ง โรงแรม AQ 23 แห่ง และ hospitel 3 แห่ง พบว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของธุรกิจโรงแรมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตามการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐบาล การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดเพิ่มเติม และการเปิดประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกการจองห้องพักในเดือนธันวาคม 2564 เช่นกัน
โดยพบว่าข่าวการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ “โอมิครอน” ได้ส่งผลให้ลูกค้ายกเลิกการจองห้องพักในเดือนธันวาคมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศรวมประมาณ 67% แบ่งเป็นยกเลิกน้อยกว่า 25% ของยอดจองทั้งหมด 55% ยกเลิกในสัดส่วน 26-50% ของยอดจองทั้งหมด ประมาณ 9% และยกเลิกมากกว่า 50% ของยอดจองทั้งหมด 3%

ขณะเดียวกัน จากข่าวการแพร่ระบาดของโอมิครอนโรงแรมราว 49% มีความกังวลเรื่องการกลับมาปิดประเทศ หรือห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศอีกครั้งมากที่สุด รองลงมาคือ จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ลดลงอย่างมีนัยและกำลังซื้อที่เปราะบางมากขึ้นตามลำดับ

ธุรกิจทยอยกลับมาเปิดบริการ

จากผลการสำรวจดังกล่าวยังพบว่า แม้ว่าช่วงดังกล่าวจะมีกระแสการแพร่ระบาดของ “โอมิครอน” แต่ผู้ประกอบการโรงแรมกลับมาทยอยเปิดให้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยในเดือนธันวาคม 2564 มีโรงแรมเปิดให้บริการปกติแล้ว 74% เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายนที่มีสัดส่วน 68% และ 67% ในเดือนตุลาคม

เป็นการทยอยเปิดหลังมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด และนโยบายเปิดประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงแรมที่เปิดให้บริการบางส่วนอยู่ที่ประมาณ 25% ใกล้เคียงกับในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2564 ที่มีสัดส่วนของการเปิดกิจการบางส่วนถึง 35%

ส่วนโรงแรมที่ปิดกิจการชั่วคราวมีสัดส่วนเหลือเพียง 1% ลดลงจากเดือนพฤศจิกายนที่มีสัดส่วน 7% และ 8% ในเดือนตุลาคม 2564 โดยโรงแรมที่ยังคงปิดกิจการอยู่คาดว่าจะกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งอย่างเร็วในไตรมาส 2 ปี 2565

เกือบครึ่งรายได้ไม่ถึง 30%

นอกจากนี้ ยังพบว่าในเดือนธันวาคม 2564 โรงแรมส่วนใหญ่ที่เปิดให้บริการยังมีรายได้อยู่ในระดับต่ำ โดยผู้ประกอบการ 49% มีรายได้ไม่ถึง 30% และมีโรงแรมเพียง 25% ที่รายได้กลับมาแล้วเกินครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2562 (ก่อนโควิด) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย และมีลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปชาวไทย

กล่าวคือ ผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่ำกว่า 10% มีสัดส่วน 20% มีรายได้ระหว่าง 11-30% คิดเป็นสัดส่วน 29% มีรายได้ระหว่าง 31-50% คิดเป็นสัดส่วน 26% มีรายได้ระหว่าง 51-70% คิดเป็นสัดส่วน 11% และมีรายได้มากกว่า 70% คิดเป็นสัดส่วน 14%

สำหรับในส่วนของอัตราการเข้าพักนั้น พบว่าเดือนธันวาคม 2564 โรงแรมที่เปิดให้บริการมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 37% เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายนที่ 30% และ 23.5% ในเดือนตุลาคม โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของโรงแรมในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ตามการเข้าสู่ช่วง high season (ดูตารางประกอบ)

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเพิ่มเติม อาทิ การขยายช่วงเวลาสำหรับการจำหน่ายแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร และจัดงานปีใหม่ภายใต้เงื่อนไขและเวลาที่กำหนด ฯลฯ

รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย รวมถึงการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัว

โดยโรงแรมส่วนใหญ่รับลูกค้าท่องเที่ยวทั่วไปชาวไทยเป็นหลัก หรือประมาณ 62% ตามด้วยลูกค้าท่องเที่ยวทั่วไปชาวต่างชาติ 50% และลูกค้าตามโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยว (sandbox) 18% ตามลำดับ

ตั้งรับการระบาดระลอกใหม่

ทั้งนี้ ประเมินว่าอัตราการเข้าพักในเดือนมกราคม 2565 จะมีสัญญาณชะลอลงจากเดือนธันวาคม 2564 มาอยู่ที่ประมาณ 33% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ “โอมิครอน” และการยกเลิกมาตรการ test and go รายใหม่ชั่วคราว (ถึง 31 ธันวาคม 2565)

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่ได้เตรียมตั้งรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดอีกครั้ง โดยประมาณ 72% เลือกปรับตัวด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โดยลดชั่วโมงทำงาน ให้สลับกันมาทำงาน หรือให้ลาโดยไม่รับค่าจ้าง รองลงมาคือ การลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แรงงาน (58%) และ 37% ยืนยันว่าจะยังคงเปิดดำเนินการปกติ ยกเว้นมีคำสั่งปิดจากภาครัฐ

ขณะเดียวกัน มีผู้ประกอบการ 17% บอกว่าอาจตัดสินใจปิดกิจการชั่วคราวอีกครั้ง

จากผลการสำรวจดังกล่าวนี้สะท้อนชัดเจนว่า สัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวช่วงปลายปีที่ทำท่าจะดีมีอันต้องสะดุดอีกครั้งเมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ “โอมิครอน” กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้ ศบค.ต้องยกระดับการควบคุมด้วยการปิดระบบ test & go และ sandbox รับนักท่องเที่ยวต่างชาติชั่วคราว

นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องยากจะฟื้นคืนหากสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน ชาวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ตามแผนที่วางไว้ ยอดจองห้องพักในช่วงต้นปี 2565 อาจจะถูกยกเลิกและคงไม่มียอดจองเข้ามาเพิ่มแน่นอน

อ่านข่าวต้นฉบับ: “โอมิครอน” ดับฝันท่องเที่ยว ยกเลิกห้องพักพุ่ง-ดัชนีฟื้นตัวสะดุด

Categorie: Thailandia

ไทยส่งออกหมูแช่เย็น ไปเมียนมา พุ่งสูง 341% ในช่วง 11 เดือน ปี 64

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 03:12

11 เดือน ปี 2564 ‘เมียนมา’ แห่นำเข้าหมูสดแช่เย็นแช่แข็งไทยพุ่ง 341% ด้านทูตพาณิชย์เผย ล่าสุด บิ๊กค้าปลีกซุปเปอร์ citymart นำเข้าเพิ่ม เหตุความเชื่อมั่นหมูไทยคุณภาพดีนิยมใช้ในร้านอาหาร-โรงแรม

วันที่ 9 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากสถานการณ์ราคาเนื้อหมูไทยที่ปรับขึ้นทะลุ กก.ละ 200 บาท หลังการแพร่ระบาดของโรค และต้นทุนการเลี้ยงปรังสูงขึ้น จนทำให้ผู้เลี้ยงหมูหยุดเลี้ยง 80-90% กระทบต่อปริมาณหมูในประเทศ

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการออกประกาศระงับการส่งออกสุกรมีชีวิต (หมูเป็น) เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้มีปริมาณหมูเพิ่มในตลาด แต่ยังไม่ได้มีการอนุมัติให้ยุติการส่งออก “หมูสดแช่เย็นแช่แข็ง” เพราะในช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.) 2564 พบว่า ปริมาณการส่งออกหมูสดแช่เย็นแช่แข็ง “ปรับลดลง” 43% หรือมีมูลค่าเท่ากับ 1,771 ล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลาดหลักในการส่งออกลดลง อาทิ ฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 สัดส่วน 93% ไทยส่งออกไปได้ลดลง 43.92% หรือมูลค่า 1,653 ล้านบาท นอกจากนี้ตลาดอัน 3-5 ปรับลดลงทั้งหมด คือ ลาว ลดลง 62% กัมพูชา ลดลง 56% และบาห์เรนลดลง 67%

แต่ “ตลาดเมียนมา” ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 2 กลับมีการส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้น ถึง 314% จากมูลค่า 14 เพิ่มเป็น 60 ล้านบาท

ดร.ธนวุฒิ นัยโกวิท อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการพาณิชย์ (ทูตพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ”ว่า จากที่ตรวจสอบข้อมูลมา พบว่า เหตุที่ ปี 64 มีนำเข้าหมูสดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้นมา อาจเพราะช่วงนั้นมีการแพร่ระบาดของโควิดและสถานการณ์การเมือง จึงอาจนำเข้าทางชายแดนเพิ่ม และทราบว่า มีห้างซุปเปอร์ city mart ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ของเมียนมา ก็มีการนำเข้าหมูจากไทยมาเพิ่ม

ทั้งนี้ ปกติในเมียนมา มีการทำธุรกิจฟาร์มหมู และมีโรงชำแหละรายใหญ่ของไทยเข้ามาลงทุน ทำอยู่แล้ว

“หมูที่พม่าไม่ขาดแคลน ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกในสุกร (ASF) แต่ก็มีนำเข้าทางชายแดน เพราะหมูไทยมีคุณภาพดี จึงจะถูกนำมาเป็นวัตถุดิบกลุ่มร้านอาหารดีๆ ที่คัดคุณภาพหมู และโรงงานที่ทำไส้กรอกที่มีส่งร้านอาหารหรือโรงแรม แต่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าหลักจากไทยมาเมียนมา”

ส่วนสถานการณ์ ราคาจำหน่าย เนื้อหมูในเมียนมาขณะนี้ เท่าที่ตรวจสอบตอนนี้ หมูสดแช่เย็นที่ย่างกุ้ง กก. ละ 8,100 จ๊าด หรือประมาณ 160 บาท /กก.

รายงานข่าวระบุว่า ฟาร์มเลี้ยงหมูที่เมียนมา เป็นของเครืองเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) (ไม่ใช่เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหารหรือ CPF) โดยได้เข้าไปลงทุนเป็นเวลานานแล้ว แต่ล่าสุดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ทำให้มีชุมนุมจำนวนมาก ทางบริษัทจึงมีการดาวน์ไซด์และมีการนำเข้าจากไทยมากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: ไทยส่งออกหมูแช่เย็น ไปเมียนมา พุ่งสูง 341% ในช่วง 11 เดือน ปี 64

Categorie: Thailandia

ตลาดผันผวน “เฟด” ดูดเงินกลับ เทขาย “คริปโท” หันซบ “ทองคำ”

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 02:44

เกาะเทรนด์ลงทุน “หุ้น-คริปโท-ทองคำ” ผันผวน หลังเฟดส่งสัญญาณเร่งดูดสภาพคล่องกลับ-ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว “เอเซีย พลัส” ประเมินทิศทางเงินเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์เสี่ยง จับตาเงินไหลออกจาก “คริปโท” หันซบ “ทองคำ” ราคาบิตคอยน์ดิ่ง สภาธุรกิจตลาดทุนฯ มองตลาดหุ้นไทยลงแค่ชั่วคราว

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเร็วขึ้น ทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดขนาดงบดุล ที่เร็วกว่าคาด ประกอบกับความกังวลประเด็นโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ปัจจุบันแพร่ระบาดทั่วโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกทะลุ 2 ล้านคน/วัน กดดันให้ตลาดการเงินโลกแกว่งตัวผันผวนค่อนข้างมาก

โดยราคาสินทรัพย์ปรับลงแทบทั้งสิ้น ทั้งสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป เอเชีย ปรับลดลงถ้วนหน้า รวมถึงราคาคริปโทเคอร์เรนซีที่ตกลงอย่างมาก โดยบิตคอยน์ (BTC) ราคาปรับตัวลดลงหนักทำสถิติต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ลงไปต่ำกว่า 41,000 เหรียญสหรัฐ (7 ม.ค.) รวมทั้งเหรียญอื่น ๆ

สภาพคล่องลด-ตลาดผันผวน

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังมีการเปิดเผยรายงานการประชุมของเฟดออกมา ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทั้งหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซีถูกเทขายเพื่อทำกำไร

เป็นเพราะสัญญาณการเร่งดูดสภาพคล่องออกจากระบบ เนื่องจากเฟดประกาศจะขึ้นดอกเบี้ยและลดงบดุลเร็วกว่าคาด ทำให้หุ้นที่มีสภาพคล่องล้นและราคาขึ้นไปมากแล้วในปีที่ผ่านมาถูกเทขายออกมาก่อน เช่น หุ้นเทคโนโลยี, หุ้นวัคซีน เป็นต้น

นอกจากนี้ ด้วยภาวะดอกเบี้ยโลกและดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำมาเกือบ 2 ปี ทำให้นักลงทุนมีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (search for yield) เพื่อเก็งกำไร ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดคริปโทเคอร์เรนซี แต่เมื่อสภาพคล่องที่ลดลงทำให้การเก็งกำไรมีโอกาสลดน้อยลงไปด้วย

“หลังจากนี้ กลุ่มหุ้นเก็งกำไรจะมีการปรับฐานลง ในขณะที่หุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด ซึ่งเป็นกลุ่มอิงกับสินค้าอุปโภคบริโภคและวัฏจักรเศรษฐกิจ จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากที่ถูกละเลยมานาน

รวมไปถึงหุ้นที่มีเกราะป้องกันจากนโยบายการเงินที่เริ่มตึงตัวต่อจากนี้ ทั้งหุ้นธนาคารและหุ้นประกันภัย ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจกลับมาฟื้นได้จริง สุดท้ายหุ้นมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น นักลงทุนจึงต้องกลับมาดูที่มูลค่าหุ้น (valuation) ไม่ใช่การเก็งกำไร ช่วงย่อตัวลงมาค่อนข้างน่าสะสม” นายภราดรกล่าว

เงินไหล “คริปโท” ซบ “ทองคำ”

สำหรับทิศทางตลาดคริปโทเคอร์เรนซีหลังจากนี้ นายภราดรกล่าวว่า จะขึ้นอยู่แต่ละคริปโท ว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการนำเหรียญไปใช้จริงในอนาคตอย่างไร เหมือนเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของคริปโทเคอร์เรนซี ถ้านักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น ตลาดคริปโท ก็มีโอกาสไปต่อได้

โดยสิ่งที่ทุกคนจับตารายงานเฟด คือ เงินจะไหลไปอยู่ในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ อาทิ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งราคาทองคำมีโอกาสเดินหน้าต่อได้ จากสินทรัพย์เสี่ยงถูกลดระดับลง ซึ่งปีนี้มีโอกาสราคาทองคำขึ้นไปทดสอบ 1,900-1,950 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

“จากที่คาดหวังสินทรัพย์อนาคตไกล ๆ จะถูกลดระยะมาเลือกสินทรัพย์ที่คาดหวังอนาคตใกล้ ๆ ที่จะเห็นภาพได้ง่าย ๆ ก็น่าจะเห็นเงินในตลาดคริปโท ย้ายมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ทองคำ เป็นต้น เพราะเป็นทางเลือกที่ดีไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ

โดยจากรายงานเฟดมีผลกดดันต่อราคาทองคำในเชิงค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า แต่จะถูกชดเชยด้วยการโยกย้ายเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงมาสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ตราสารหนี้ (บอนด์) ถูกกดดันจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ราคาบอนด์ถูกกดลง” นายภราดรกล่าว

หุ้นไทยปัจจัย “นอก-ใน” รุมเร้า

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย มี 2 ปัจจัยลบที่เข้ามากดดันในระยะนี้ เรื่องแรก เป็นปัจจัยจากต่างประเทศจากที่เฟดเปิดเผยรายงานการประชุมครั้งล่าสุด ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องในระบบที่อาจจะลดลงเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์

และปัจจัยที่ 2 เป็นปัจจัยภายในประเทศที่สถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาทะลุ 5,000 รายต่อวัน เป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งต้องติดตามว่า ศบค.จะมีการออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างไร

“ความไม่แน่นอนจาก 2 ส่วนนี้ เป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นให้ร่วงลงมาในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังเปิดปีใหม่ยังบวกขึ้นมาได้ค่อนข้างดีพอสมควร กรณีตลาดหุ้นที่ตกเมื่อวันที่ 6 ม.ค. จึงเป็นภาพของการโดนเทขายสินทรัพย์ลงมา” นายชาญชัยกล่าว

สภาตลาดทุนชี้หุ้นไทยลงชั่วคราว

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การส่งสัญญาณของเฟด เรื่องขึ้นดอกเบี้ยและลดคิวอีเร็วขึ้น มองเป็นปัจจัยระยะสั้น เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังคงทำผลงานได้ดีกว่า (outperform)

เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในอาเซียน แต่ปัจจัยเฟดเป็นปัจจัยใหม่ที่เข้ากระทบตลาดหุ้นทั่วโลกให้ร่วงลง แต่ยังคงมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในขาขึ้นอยู่ โดยให้เป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2565 ไว้ที่ 1,800 จุด

“ตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างจากตลาดอื่นและมีจุดขายที่ดี ด้วยราคาหุ้นที่ยังไม่สูงมาก ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และตลาดหุ้นไทยได้เปรียบจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว ที่เศรษฐกิจเกือบจะแย่ที่สุดในโลกโตไม่ถึง 1%

ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโตถึง 4-5% ฉะนั้นปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อในไทยก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนไม่น่ากังวล ทำให้ไม่มีความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” นายไพบูลย์กล่าว

ลุ้นเงินต่างชาติเดือนละหมื่น ล.

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีช่องว่างทางนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อีก จากที่ผ่านมาก็ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว อย่างเช่น มาตรการช้อปดีมีคืน เป็นต้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีอานิสงส์อยู่

ซึ่งเชื่อว่าจากความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยก็มีความเป็นไปได้ที่จะหนุนให้เม็ดเงินต่างชาติ(ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาที่ตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ โดยคาดว่าเม็ดเงินน่าจะไหลเข้ามาราว ๆ ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 ล้านบาท

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในด้านปัจจัยด้านการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งโดยปกติก่อนการเลือกตั้งจะมีการทำนโยบายต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจปรับตัวขึ้น

“ดูจากในอดีตช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 3-4% และหลังจากเลือกตั้ง 6 เดือน ตลาดหุ้นก็ปรับขึ้นอีก 6-7%” นายไพบูลย์กล่าว

เทียบฟอร์ม “ทองคำ-คริปโท”

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวด้วยว่า ในส่วนราคาทองคำจะมีทิศทางสวนทางกับดอกเบี้ย เพราะความน่าสนใจในการลงทุนทองคำ จะมีอยู่ 2 ช่วงคือ ในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำและในช่วงที่เงินเฟ้อสูง ซึ่งเมื่อเกิดภาวะดังกล่าว ส่วนใหญ่นักลงทุนจะนึกถึงการลงทุนในทองคำ

เนื่องจากเชื่อว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาขึ้นความน่าสนใจในช่วงนี้ จึงมาจากเงินเฟ้อที่สูง

อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูในปี 2564 จะเห็นว่าในช่วงที่เงินเฟ้อกลับมา แต่ทองคำก็ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นจริง ๆ ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในภาวะที่เงินเฟ้อสูง จึงทำให้ความน่าสนใจในทองคำนั้นลดลง และมีการติดลบถึง 4% ในปีที่แล้ว ทำให้ความต้องการถือทองคำของนักลงทุนอาจจะลดน้อยลง

“แต่ทั้งนี้ ทองคำก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่นักวิเคราะห์หลายคนแนะนำให้ถือไว้ในช่วงที่เงินเฟ้อสูง ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างคริปโท เช่น บิตคอยน์ หรืออีเทอเรียม มองว่าเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรและมีความผันผวนสูง

ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่จะส่งผลต่อราคา ส่วนโทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน (investment token) ปัจจุบันในประเทศไทยถือว่ายังมีน้อย จึงยังไม่เห็นความชัดเจนของตัวนี้มากเท่าไหร่นัก” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล่าว

ขึ้นดอกเบี้ยกดราคา “ทองคำ”

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ทิศทางราคาทองคำ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันแกว่งตัวเป็นไซด์เวย์

หรือเคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบ เพราะถูกกดดันจากปัจจัยนโยบายการเงินของเฟดที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกเร็วกว่าที่คาดการณ์ และการเร่งลดวงเงินคิวอี

ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันให้ราคาทองคำไม่ไปไหนไกลดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนรอซื้อที่แนวรับ 1,750-1,770 เหรียญต่อออนซ์ จากนั้นแนะนำให้ติดตามการประชุมของเฟดเป็นหลัก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวที่จะบ่งชี้เงินเฟ้อ และจะส่งผลต่อนโยบายการเงินของเฟด

“มีโอกาสได้เห็นทองคำขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีนี้ ได้ในช่วงไตรมาสแรกหรือไตรมาส 2 เป็นช่วงที่เฟดลดวงเงินคิวอี ซึ่งทองคำถูกกดดันน้อยกว่าสินทรัพย์อื่น โดยให้กรอบที่ 1,750-1,850 เหรียญต่อออนซ์ แต่เมื่อไหร่ที่เฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อนั้นจะเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำให้ร่วงลงมาได้” นายณัฐวุฒิกล่าว

สำหรับโอกาสที่ทองคำจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,900 เหรียญก็เป็นไปได้ หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแย่มาก เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว และเฟดมีการปรับนโยบายว่าอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าลง เพราะปีที่แล้วทองคำผลตอบแทนติดลบ ขณะที่สินทรัพย์อื่นปรับตัวขึ้นไปถึง 15-20%

อ่านข่าวต้นฉบับ: ตลาดผันผวน “เฟด” ดูดเงินกลับ เทขาย “คริปโท” หันซบ “ทองคำ”

Categorie: Thailandia

เยียวยาคนกลางคืน รับ 5,000 บาท สมัคร ม.40 ภายใน 14 ม.ค. เท่านั้น

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 02:43

“ประยุทธ์” ติดตามการช่วยเหลือ “กลุ่มคนบันเทิงกลางคืน” สำนักงานประกันสังคมแจงโอนเงินเยียวยา 5,000 บาทแล้ว กว่า 7 หมื่นราย ย้ำกลุ่มตกหล่นผูกพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนด่วน ชวนกลุ่มแรงงานอิสระในสถานบันเทิงที่ผ่านการรับรอง สมัคร ม.40 พร้อมชำระเงินสมทบได้ถึง 14 ม.ค.นี้

วันที่ 9 มกราคม 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการและลูกจ้างอาชีพกลางคืนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

เป็นผู้มีรายชื่อในฐานข้อมูลผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมของกลุ่มคนทำงานในสถานบันเทิงจำนวนประมาณ 120,000 คน โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้เริ่มโอนเงินเยียวยารอบแรกเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา เข้าบัญชีพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชน คนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน

ให้กับผู้ประกันตนที่มีสัญชาติไทย ทั้งมาตรา 33 ที่ทำงานในกิจการสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 และได้รับการรับรองจากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ หรือสมาพันธ์เครือข่ายคนบันเทิงที่จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่าทำงานในสถานบันเทิงกลางคืนจริง

ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มกราคม 2565) สำนักงานประกันสังคม ได้โอนเงินให้ผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตราไปแล้วกว่า 70,000 ราย ประกอบด้วยผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับเงินแล้วจำนวน 7,935 ราย ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 3,514 ราย และผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 61,462 ราย รวมทั้งสิ้น จำนวน 72,911 ราย รวมเป็นเงิน 364,555,000 บาท

ทั้งนี้ พบปัญหากลุ่มตกหล่นโอนไม่สำเร็จจากสาเหตุต่าง ๆ อีก 1,521 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหายังไม่ผูกพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชน ทำให้ผู้ประกันตนยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาดังกล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบอาชีพอิสระคนบันเทิงกลางคืนที่ยังไม่ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ให้รีบสมัคร พร้อมชำระเงินสมทบให้ทันภาย ในวันที่ 14 มกราคม 2565 และให้ทางสมาคมฯ ดังกล่าวข้างต้น รับรองภายในวันที่ 28 มกราคม 2565 เท่านั้น

โดยสามารถสอบถามได้ที่เพจกลุ่มสมาคมศิลปินกลางแจ้ง สามารถตรวจสอบสิทธิโครงการเยียวยาผู้ประกันตนในกิจการสถานบันเทิง และผู้ประกอบการอาชีพอิสระที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ได้ที่หน้าเว็บไซต์ สปส. หรือหากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

“นายกรัฐมนตรีเข้าใจความลำบากของประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทำงานอิสระ คนบันเทิงกลางคืน ผับ บาร์ คาราโอเกะ หรือที่ทำงานบันเทิง นักร้อง ลิเก นักดนตรี พนักงานเสิร์ฟ คนขับรถรับ-ส่ง ที่ยังไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนต้องปิดกิจการชั่วคราวมาเป็นระยะยาวนาน จึงได้กำชับให้กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้รวดเร็วและทั่วถึงทุกกลุ่มอย่างเต็มที่ ขอย้ำให้ผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิ เร่งตรวจสอบบัญชีธนาคารว่าได้ผูกพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนไว้หรือไม่ ให้ดำเนินการให้เรียบร้อยเพื่อรับเงินเยียวยาดังกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: เยียวยาคนกลางคืน รับ 5,000 บาท สมัคร ม.40 ภายใน 14 ม.ค. เท่านั้น

Categorie: Thailandia

คาลเท็กซ์ จ่อดึงพันธมิตรใหม่ สู้ศึกธุรกิจน็อนออยล์

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 02:25

การแข่งขันของสถานีบริการน้ำมันที่หันไปรุกธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือน็อนออยล์มากขึ้น ค่ายบิ๊กเนมต่างชาติอย่างเชฟรอนผู้ให้บริการคาลเท็กซ์ก็มีการวางกลยุทธ์น็อนออยล์อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ดร.ศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด (บริษัท) ปีนี้ยังคงมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เข้ามาร่วมดำเนินงานในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์อย่างต่อเนื่อง จากในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ดึงพันธมิตรใหม่ ๆ เข้ามาเสริมความหลากหลายและเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคกว่า 15 แบรนด์ มีทั้งแบรนด์ดังระดับโลกและแบรนด์ไทย และครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สินค้า หรือบริการอื่น ๆ

ส่วนในปี 2565 บริษัทอยู่ระหว่างการหาพันธมิตรแบรนด์ใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือ community mall ที่มองหาพื้นที่ใหม่ ๆ ในสถานีบริการน้ำมัน มาเป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการลูกค้าสถานีบริการน้ำมัน

ซึ่งจุดแข็งหนึ่งของการเป็นพันธมิตรกับคาลเท็กซ์ คือ ฐานสมาชิก ซึ่งบริษัทได้ร่วมกับบัตร The1 ที่มีฐานจำนวนสมาชิกจำนวนมาก โดยสมาชิก The1 สามารถสะสมคะแนนได้จากการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ 1 ลิตร รับ 1 คะแนน ใช้เป็นส่วนลดจากพันธมิตรต่าง ๆ ของ The1 ได้กับกลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัล และกลุ่มพันธมิตรอื่น ๆ อีกจำนวนมากด้วย

ขณะเดียวกันในปีนี้คาลเท็กซ์ยังคงเดินหน้าจัดทำแคมเปญและโปรโมชั่นต่าง ๆ ต่อเนื่องจากช่วงปีใหม่ โดยลูกค้าที่เติมคาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล ครบ 800 บาท จะได้รับน้ำดื่มคริสตัล 1.5 ลิตร มูลค่า 14 บาท 1 ขวด การให้สมาชิก The1 สามารถใช้คะแนนที่สะสมจากการเติมน้ำมัน 8 คะแนนไปแลกรับส่วนลด 1 บาทต่อลิตรได้ถึง 31 ก.ค. 2566 นอกจากนี้ เฉพาะสมาชิก The1 Exclusive รับคะแนนเพิ่มสูงสุด 200 คะแนน เมื่อเติมน้ำมันกลุ่ม Gold 95 with Techron, Gasohol 91 with Techron และ Power Diesel B7 with Techron D ที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ที่ร่วมรายการ ไปจนถึง 28 ก.พ. 2565

นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญร่วมกับพันธมิตรที่มี จะมีทั้งการใช้ ShopeePay เปิดให้ลูกค้า ShopeePay รับส่วนลดสูงสุด 25 บาท เมื่อเติมน้ำมันครบ 600 บาทต่อรายการ จะซื้อคูปองราคาพิเศษผ่าน ShopeePay Voucher (Deal Near Me) ไปถึง 31 มี.ค. 2565 หรือจนกว่าคูปองจะหมด การใช้บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 10% เมื่อเติมน้ำมันคาลเท็กซ์ 800 บาทขึ้นไปต่อรายการ ซึ่งบริษัทจัดทำมาตั้งแต่ 1 พ.ย. 2564 ไปถึง 31 ต.ค. 2565

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้คะแนน Thank You Reward 1,000 คะแนนแทนเงินสด 100 บาทได้ทันที ไปจนถึง 31 ธ.ค. 2565 ส่วนลูกค้าที่ใช้บัตรยูโอบีรับเครดิตเงินคืน 2 ต่อสูงสุด 25% เมื่อเติมน้ำมันคาลเท็กซ์ครบ 800 บาทต่อเซลส์สลิป และยังสามารถแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15% เมื่อใช้คะแนนสะสมทุก 800 คะแนน ไปจนถึง 31 ธ.ค. 2565

อ่านข่าวต้นฉบับ: คาลเท็กซ์ จ่อดึงพันธมิตรใหม่ สู้ศึกธุรกิจน็อนออยล์

Categorie: Thailandia

2565 โหมดเตรียมเลือกตั้ง พรรคการเมือง ประชันนโยบายเข้าสู่อำนาจ

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 02:14
ชั้น 5 ประชาชาติ ณัฐวุฒิ ประชาชาติ

เปิดศักราช 2565 ด้วยการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

เป็นความท้าทายครั้งล่าสุดของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้บัญชาการ

เพราะในปี 2564 รัฐนาวาประยุทธ์ซวนเซด้วยพิษโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ตั้งแต่ช่วงเมษายนยอดติดเชื้อทะลุวันละ 2 หมื่น คนป่วยล้นระบบสาธารณสุข กว่าจะเบาบางก็เลยไปถึงช่วงท้ายปี

การรับมือสายพันธุ์โอไมครอนจึงเป็นอีกบทพิสูจน์ของการรับมือของรัฐบาลในช่วงที่เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนเดือดร้อนเต็มที ครั้นรัฐบาลจะล็อกดาวน์ระงับการระบาดก็ต้องกล้ำกลืนไม่สามารถทำได้เหมือนแต่ก่อน

เคราะห์ยังดีที่หลายงานวิจัยออกมาบอกว่าสายพันธุ์โอไมครอนไม่รุนแรงเหมือนสายพันธุ์เดลต้า เป็นเพียงไข้หวัด อัตราการเสียชีวิตก็ยังน้อยกว่าหลายเท่า และโอไมครอนอาจกลายเป็น “พระเอก” ในบั้นปลาย ทำให้โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เอาอยู่-คุมอยู่ คะแนนนิยมของรัฐบาลในช่วงสุดท้ายก่อนเลือกตั้งครบวาระปี 2566 อาจไม่ติดลบมากนัก

ทว่า ในจังหวะที่การเมืองเข้าสู่ช่วงปีสุดท้ายก่อนเข้าป้ายเลือกตั้ง กิจกรรมการเมืองในปี 2565 ย่อมคึกคักมากเป็นพิเศษ

ฟากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์พยายามคุมสถานการณ์การเมืองให้นิ่งเพื่อไปให้ถึงฝั่ง อย่างน้อยต้องผ่านการประชุมเอเปกจนจบในเดือนพฤศจิกายน อย่างน้อยต้องผ่านกฎหมายงบประมาณปี 2566 และอย่างน้อยต้องโยกย้ายกำลังข้าราชการเพื่อให้ได้เปรียบในการเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกัน โครงการ “ประชานิยม” ฉบับประยุทธ์เดินหน้าต่อเนื่องทั้งเติมเงินเข้าสู่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ผู้มีรายได้น้อยเข็นโครงการคนละครึ่ง เฟส 4

พล.อ.ประยุทธ์กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอบคุณหน่วยงานราชการที่เข็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน อาทิ การลดค่าไฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ทัวร์เที่ยวไทย ช่วยขับเคลื่อนทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 ที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2565 นี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกส่วนราชการดำเนินการเดินหน้ากิจการ แผนงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่องในปี 2565 ต่อไป

โกยแต้มปีสุดท้าย ปูทางสู่การอยู่ต่ออีกสมัย ? แม้ว่าในเดือนสิงหาคม 2565 จะต้องเผชิญความท้าทายที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นนายกฯครบ 8 ปีแล้วหรือไม่ แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนี้ไปได้

อย่างน้อยก็มีฝ่ายกฎหมายสภาผู้แทนราษฎรพิเคราะห์กฎหมายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์สามารถเป็นนายกฯได้ถึงปี 2570 !

อีก movement ในปี 2565 บรรดาพรรคการเมืองพรรคเก่า-พรรคใหม่ ไม่ว่าขั้วฝ่ายค้าน-รัฐบาล เตรียมคิกออฟนโยบายเพื่อมาแข่งขันในสมรภูมิเลือกตั้งปี 2566 หรืออาจเร็วกว่านั้นหาก พล.อ.ประยุทธ์ล้มกระดานยุบสภากะทันหัน

ตัวอย่างเช่น การกลับมาของ 2 กุมาร นายอุตตม สาวนายน และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่มีกุนซือใหญ่ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เตรียมคิกออฟเปิดตัวพรรคสร้างอนาคตไทย แม้ตามกำหนดเดิมจะเปิดตัวสู่สาธารณะวันที่ 3 มกราคม 2565 แต่โดนคั่นจังหวะด้วยโอไมครอนจึงต้องขยับวันออกไป

พรรคไทยสร้างไทย พรรคใหม่ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เปิดทัวร์นกขมิ้น 77 จังหวัด รับฟังความคิดเห็นประชาชน ประกาศแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนใครเพื่อน เช่น จัดตั้งกองทุน SMEs เพื่อให้ SMEs โดยเฉพาะ micro SMEs ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำได้ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุน startup

“กองทุนเพื่อคนตัวเล็ก” หรือกองทุนเครดิตประชาชนที่จะช่วยเหลือให้คนตัวเล็กที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินสินเชื่อในระบบปกติได้

ขณะที่ “พรรคกล้า” ของ กรณ์ จาติกวณิช เปิดน้ำจิ้มนโยบาย 5 เรื่อง เช่น 1.เปลี่ยนระบบราชการให้เป็นแบบ one click government 2.สังคมไร้เงินสด cashless society ลดต้นทุนทางการเงิน 3.การปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างระบบราชการ 4.เชื่อมโยงข้อมูลแบบ one data และ open government 5.ผลักดันนวัตกรรมใหม่ให้เกิดด้วยโครงสร้าง ภาษี เงินทุน

ส่วนพรรคเก่าขาใหญ่ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ ยังชุลมุนอยู่กับการเลือกตั้งซ่อม 3 เขตเลือกตั้ง ทั้งสงขลา-ชุมพร และ กทม.หลักสี่โหมโรงการเลือกตั้งซ่อมก่อนเปิดศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มี พรรคก้าวไกล เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ตามเกมช่วงต้นปีพรรคเก่ายังไม่ต้องรีบเปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ แต่ส่งสัญญาณให้ ส.ส.ต่างลงพื้นที่หาคะแนนตุนใส่กระเป๋ากันแล้ว พร้อมทั้งเปิดรับ ส.ส.ย้ายขั้วย้ายข้างกันฝุ่นตลบ

ปี 2565 การเมืองจะขับเคี่ยวกันอย่างสนุก นับถอยหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ที่จะอยู่ครบวาระ หรือไปก่อนวาระอันควร

อ่านข่าวต้นฉบับ: 2565 โหมดเตรียมเลือกตั้ง พรรคการเมือง ประชันนโยบายเข้าสู่อำนาจ

Categorie: Thailandia

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (9 ม.ค.) ปรับลง 0.94% อยู่ที่ 41,855.40 เหรียญสหรัฐ

ประชาชาติ - Dom, 09/01/2022 - 02:04

ราคาบิตคอยน์ประจำวันนี้ (9 ม.ค.) ปรับลง 0.94% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมีราคา 41,855.40 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,406,759.99 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 53.67 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อเวลา 7.58 น. ที่ผ่านมา

ราคาเหรียญดิจิทัลคริปโตฯ อื่นๆ Ethereum ปรับลง .05% Binance Coin ขยับขึ้น .02% และ Dogecoin ปรับลง 1.49% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี

1. Bitcoin (BTC) ราคา 41,855.40 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.94%
2. Ethereum (ETH) ราคา 3,221.13 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.05%
3. Tether (USDT) ราคา 01.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.02%
4. Binance Coin (BNB) ราคา 454.90 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.37%
5. Solana (SOL) ราคา 145.82 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +4.77%
6. Avalanche (AVAX) ราคา 87.03 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.92%
7. USD Coin (USDC) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.01%
8. XRP (XRP) ราคา .77 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.12%
9. Terra (LUNA) ราคา 70.37 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -1.53%
10. Polkadot (DOT) ราคา 25.12 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -1.49%

หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th

อ่านข่าวต้นฉบับ: ราคาบิตคอยน์วันนี้ (9 ม.ค.) ปรับลง 0.94% อยู่ที่ 41,855.40 เหรียญสหรัฐ

Categorie: Thailandia