Traduci pagina

English French German Italian Portuguese Russian Spanish

Thailandia

เฟซบุ๊ก ปรับลดเป้าหมายจ้างงานวิศวกรใหม่

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 6:37am

ซีอีโอเมตา “มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก” ตอบคำถามพนักงาน กรณีการรับพนักงานใหม่ เผยปรับเป้าหมายการจ้างงานตำแหน่งวิศวกรในปีนี้ 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 “มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เมตา แพลตฟอร์มส์” บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก เผยว่า บริษัทฯจะปรับลดเป้าหมายในการจ้างงานตำแหน่งวิศวกรในปี 2565 เหลือ 6,000-7,000 คน ซึ่งลดลงจากแผนเดิมที่จะจ้างวิศวกรใหม่ประมาณ 10,000 คน

ซักเคอร์เบิร์กกล่าวถึงตัวเลขดังกล่าวในระหว่างช่วงถาม-ตอบของพนักงานประจำสัปดาห์ ซึ่งได้รับการยืนยันโดยรอยเตอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กำไรไตรมาสแรกของ “เมตา” และจำนวนผู้ใช้รายวัน พุ่งขึ้นเกินความคาดหมายของตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ว่าการเติบโตของรายได้จะน้อยที่สุด นับตั้งแต่เฟซบุ๊กเปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ขณะที่หุ้นของเมตาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงซื้อขายนอกเวลาทำการ

บริษัทฯมีรายได้ 7,470 ล้านดอลลาร์ หรือกำไรต่อหุ้นที่ 2.72 ดอลลาร์ ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ซึ่งลดลง 21% จาก 9,500 ล้านดอลลาร์ หรือกำไรต่อหุ้น 3.30 ดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

รายได้ของเมตาเพิ่มขึ้น 7% เป็น 27,910 ล้านดอลลาร์ จาก 26,170 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบทศวรรษสำหรับยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้จากการโฆษณาออนไลน์ ซึ่งโดยปกติการเติบโตของรายได้จะเป็นเลขสองหลัก

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: เฟซบุ๊ก ปรับลดเป้าหมายจ้างงานวิศวกรใหม่

Categorie: Thailandia

“กฤษฎีกา” ออกโรงยืนยันไม่มีการยื่นหารือข้อกฎหมายปมร้อนรีดค่าการกลั่น

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 6:35am

จับโป๊ะพลังงาน “กฤษฎีกา” ออกโรงแจงไม่มีการยื่นหารือข้อกฎหมายปมร้อนรีดค่าการกลั่น ย้ำหากหารือมาก็พร้อมจะพิจารณาตามอำนาจหน้าที่

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอชี้แจงข่าวกรณีการสอบถามแนวทางดำเนินการตามข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการส่งกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการส่งเรื่องหารือข้อกฎหมายดังกล่าว มายังสํานักงานฯ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากมีการส่งเรื่องหารือมา สํานักงานฯ ก็จะพิจารณาตามอํานาจหน้าที่ต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถูกต้องโดยทั่วกัน

นพดล เภรีฤกษ์นพดล เภรีฤกษ์

อ่านข่าวต้นฉบับ: “กฤษฎีกา” ออกโรงยืนยันไม่มีการยื่นหารือข้อกฎหมายปมร้อนรีดค่าการกลั่น

Categorie: Thailandia

โพลชี้ ประชาชนสวมหน้ากาก-ป้องกันโควิดมากขึ้น หลังราชกิจจาฯประกาศ

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 6:29am

อนามัยโพล ชี้ หลังราชกิจจาฯประกาศ พบประชาชนสวมหน้ากากอนามัย-ป้องกันตัวเอง เพิ่มขึ้น ย้ำกลุ่ม 608 ควรแมสก์ให้ถูกวิธีตลอดเวลา เมื่ออยู่กับผู้อื่น

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ภายหลังที่ได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 46 เรื่อง การสวมหรือถอดหน้ากากตามความสมัครใจเป็นแบบมีเงื่อนไขนั้น

จากข้อมูลการสำรวจอนามัยโพลของกรมอนามัย เรื่อง “แนวโน้มพฤติกรรม การปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรค” ระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2565 หลังจากการประกาศ ราชกิจจานุเบกษา พบว่า ประชาชนสวมหน้ากากเมื่อเข้าสถานที่ปิด เมื่อใกล้ชิดผู้ป่วย ผู้มีความเสี่ยงสูง หรือร่วมกิจกรรมที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 89.7 เป็นร้อยละ 91

ล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์ทุกครั้ง เมื่อสัมผัสวัตถุหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 89.8 เป็นร้อยละ 91 และคัดกรองตนเองเมื่อมีอาการ หรือเมื่อมีความเสี่ยงด้วย ATK เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.4 เป็น 83.5

“แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการให้สวมและถอดหน้ากากตามความสมัครใจได้ แต่ขอแนะนำ ให้ประชาชนยังคงป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม โดยให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสถานที่ ที่มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก และไม่สามารถเว้นระยะห่างได้”

“รวมทั้งสถานที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดี ส่วนในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มที่หากติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง ได้แก่ กลุ่ม 608 และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ควรสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีตลอดเวลา เมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ของโรค” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: โพลชี้ ประชาชนสวมหน้ากาก-ป้องกันโควิดมากขึ้น หลังราชกิจจาฯประกาศ

Categorie: Thailandia

ทรู ขานรับนโยบาย BIO-CIRCULAR-GREEN ECONOMY โชว์ศักยภาพระบบนิเวศดิจิทัล 5G

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 6:28am

เชียงใหม่ 30 มิถุนายน 2565  – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ที่ 4 จากซ้าย) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน FTI EXPO 2022 : มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมอุตสาหกรรมไทย ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. – 3 ก.ค. 2565 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะผู้บริหาร ด้านกิจการองค์กร และกลุ่มทรู โดย นายธวัชชัย ฤกษ์สำราญ (ขวาสุด) รองผู้อำนวยการธุรกิจโมบายล์ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ 5G ที่ร่วมแสดงศักยภาพและความก้าวหน้าของเครือฯ ซึ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบาย BIO-CIRCULAR-GREEN ECONOMY (BCG Economy) ด้วยแนวคิด “MAKING TODAY A BETTER TOMORROW” โดยกลุ่มทรู ในฐานะผู้นำดิจิทัลเทคโนโลยี ได้นำศักยภาพระบบนิเวศทรู 5G นวัตกรรมและโซลูชัน รวมทั้ง Use Case ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกมิติของทุกอุตสาหกรรม มาร่วมพัฒนาทั้งด้านการเกษตร  อันได้แก่ นวัตกรรม True 5G Digital Solution for Bio-Circular ที่ประกอบด้วย Smart Farm Automation Solution ศูนย์กลางการเชื่อมต่อข้อมูลจากทุกระบบของฟาร์มผ่านอุปกรณ์ IoT sensor อาทิ Wind speed sensor – เซนเซอร์วัดความเร็วลมในเล้าแบบเรียลไทม์ Temperature, humidity and luminosity sensor – loT เซนเซอร์วัดสภาพแวดล้อม ภายในโรงเรือนพื้นฐาน Silo sensor – เซนเซอร์วัดปริมานอาหารคงเหลือภายในถังไซโลอาหารไก่ นอกจากนี้ยังได้พัฒนา 5G Autonomous Poultry Robot หุ่นยนต์กลับแกลบอัตโนมัติ ซึ่งดิจิทัลโซลูชันดังกล่าวสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือนปศุสัตว์ให้เหมาะสม ปลอดเชื้อ พร้อมช่วยเกษตรกรรุ่นใหม่ลดความเสี่ยงการติดเชื้อโรค ตลอดจนเสริมประสิทธิภาพผลผลิตดั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ขณะเดียวกัน กลุ่มทรู ยังร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยด้านสาธารณสุข ผ่านนวัตกรรม “ทรู เฮลท์” (True HEALTH) แพลตฟอร์มดูแลสุขภาพอัจฉริยะที่เชื่อมโยงบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ เพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น ผ่านแอปพลิเคชัน หมอดี (MorDee) หมอประจำบ้านในมือคุณ ให้หาหมอออนไลน์ได้ทุกที่โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล โดดเด่นด้วย 6 ฟังก์ชันที่เหนือกว่า ครบจบในแอปเดียว ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบแพทย์ตามวันและเวลาที่ต้องการ หรือเลือกพบทันที ช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้เร็วกว่า ระบบค้นหาแพทย์ด้วยคีย์เวิร์ดที่ใช้งานง่าย มีบริการส่งยาถึงบ้านทั่วประเทศ สบายกระเป๋ากับ “เทเลเมดิเคลม” เคลมประกันกับบริษัทประกันที่เป็นพันธมิตรโดยไม่ต้องสำรองจ่าย สามารถบันทึกข้อมูลสุขภาพและเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา และบริการทักแชตสอบถามได้ทันที พร้อมบริการออฟไลน์ “มุมสุขภาพทรู เฮลท์” ที่โลตัสและแม็คโคร และ 7-11 (ร้านยาเอ็กซ์ต้า) จำนวน 31 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้น พบแพทย์ออนไลน์ และซื้อยาตามแพทย์สั่งได้ทันที สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยอีกด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับ: ทรู ขานรับนโยบาย BIO-CIRCULAR-GREEN ECONOMY โชว์ศักยภาพระบบนิเวศดิจิทัล 5G

Categorie: Thailandia

สิงห์อาสา เคลียร์ผักตบชวา เปิดทางระบายน้ำ รับปริมาณฝนป้องกันน้ำท่วม

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 6:23am

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด บริษัทในเครือ, องค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด – บางยี่หน กรมชลประทาน, เครือข่ายสิงห์อาสา 3 สถาบันการศึกษาภาคกลาง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี และวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่ ริมคลองญี่ปุ่นหน้าวัดปทุมวัน ต.หลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา จัดโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม ร่วมกันกำจัดผักตบชวารวมถึงเก็บขยะที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเตรียมรับปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝน ซึ่งคลองดังกล่าวเป็นคลองที่สำคัญของชาวลาดบัวหลวงและเป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง

คุณสุชิน อิงคะประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด เผยว่า “พื้นที่ จ.นครปฐมและ จ.อยุธยา เป็นพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเมื่อเกิดฝนตกจะมีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากไหลลงสู่คลองสาขาต่างๆ ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำท่าจีน หากการระบายน้ำเป็นไปได้ดีก็จะลดปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้ ดังนั้น ในทุกๆ ปี บริษัทฯ จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลชุมชนและนำเครือข่ายสิงห์อาสาที่มีอยู่มาช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่ โดยร่วมกันจัดกิจกรรมกำจัดผักตบชวาและขยะที่กีดขวางทางน้ำ ซึ่งผักตบชวาที่เก็บได้จะนำไปต่อยอดทำเป็นปุ๋ย เพื่อนำไปใช้ในแปลงเกษตรโรงงานที่บางเลน และนำไปแบ่งปันให้ชุมชน รวมทั้งโครงการโรงเรียนเกษตรพอเพียง รอบๆโรงงานต่อไป”

คุณอรรถสิทธิ์ พรหมสุข ผู้จัดการฝ่ายงานกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “ในแต่ละปีสิงห์อาสาจะมีโครงการที่ช่วยดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงป้องกันมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำมาโดยตลอดก่อนช่วงเข้าสู่ฤดูฝน คือการดูแลปัญหาขยะและผักตบชวาที่อยู่ตามลำคลองต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในกรณีที่มีฝนตกจำนวนมาก ผ่านโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม กำจัดผักตบชวา ซึ่งในครั้งนี้ได้ร่วมมือกับเครือข่ายสิงห์อาสา 2 มหาวิทยาลัย ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.พระนครศรีอยุธยา แปรรูปผักตบชวาทำปุ๋ยอินทรีย์ และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี สร้างเครื่องตัดย่อยผักตบชวา เพื่อแปรรูปผักตบชวาให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างรายได้ให้ชุมชนต่อไป”

ทั้งนี้ผักตบชวาที่เก็บขึ้นมา สิงห์อาสา ได้ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สอนวิธีการแปรรูปผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในการเกษตรให้แก่ชาวบ้าน และร่วมกับ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี สร้างเครื่องตัดย่อยผักตบชวาเพื่อแปรรูปผักตบชวาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยปุ๋ยที่ได้ในครั้งนี้จะนำไปต่อยอดใช้ในแปลงเกษตรไร้สารเคมีที่บริษัท สิงห์ เบเวอเรช จำกัด ซึ่งเป็นเป็นแหล่งเพาะปลูก Smart Farm ที่แบ่งปันผลผลิตให้ชุมชนอยู่เป็นประจำ และจะนำปุ๋ยไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในชุมชนรอบโรงงาน นอกจากนี้ยังนำผักตบชวาที่ได้ นำไปให้นักเรียนทำผลิตภัณฑ์จักสาน เผยแพร่ในโรงเรียนเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

กิจกรรม กำจัดผักตบชวา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สิงห์อาสาสู้น้ำท่วม” ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวากีดขวางทางเดินน้ำซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างผลกระทบให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสิงห์อาสา และเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคกลาง ทั้งมหาวิทยาลัย, และสถาบันอาชีวศึกษามากกว่า 20 สถาบัน ร่วมกันผนึกกำลังดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยมาโดยตลอด

อ่านข่าวต้นฉบับ: สิงห์อาสา เคลียร์ผักตบชวา เปิดทางระบายน้ำ รับปริมาณฝนป้องกันน้ำท่วม

Categorie: Thailandia

เปิดภาพ ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือร่วมพิธีสวนสนาม

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 6:16am

เปิดภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สวมชุดลูกเสือ ในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ 1 ก.ค.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ที่สนามกีฬาศูนย์เยาวชน กทม. (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง เวลา 07.55 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ กทม. ประจำปี 2565 เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ 1 กรกฎาคม

นายชัชชาติ แต่งกายด้วยชุดลูกเสือ พร้อมทักทายสื่อมวลชนแล้วถามว่า หล่อไหม ชุดที่ใส่มาใหม่เอี่ยมเลย แต่หมวกลูกเสือเล็กไปหน่อย เข็มขัดนั้นดีหน่อย ไม่ต้องขัดเอง สมัยเด็กจำได้ว่าต้องขัดเอง

จากนั้นนายชัชชาติ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีว่า กทม.มีชุดลูกเสือให้อยู่แล้ว เพราะมีนโยบายว่าจะต้องไม่เป็นภาระให้ผู้ปกครอง แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผ่อนผันให้ผูกผ้าพันคอกับชุดนักเรียน ทั้งนี้ หัวใจของลูกเสือ คือ การมีจิตวิญญาณในการช่วยเหลือ ซึ่งจะต้องกลับไปดูหลักสูตรการเรียนการสอนว่า มีความสอดคล้องกับคำปฏิญาณหรือไม่ เพื่อปรับหลักสูตรให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับปัจจุบัน

ขณะที่จุดมุ่งหมายของลูกเสือคือ ระเบียบวินัยและการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไรก็ตามเรื่องการผ่อนผันและหลักสูตรจะต้องไปหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อีกครั้งด้วย

ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ยืนยันว่า กทม. มีชุดลูกเสือให้ฟรี 100% และมีการจัดสรรปีเว้นปีอยู่แล้ว แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์โควิด ส่งผลให้นักเรียน ไม่ได้สวมชุดลูกเสือ ดังนั้น นักเรียนคนใดที่มีความประสงค์จะส่งชุดลูกเสือกับรุ่นน้อง สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานกฎหมายและคดี ไปศึกษาการให้นักเรียนสามารถสวมผ้าพันคอกับชุดนักเรียนเวลามาเรียน เพื่อผ่อนคลาย แต่ในงานพิธีจำเป็นต้องสวมเครื่องแบบเต็มยศ

ชัชชาติสวมชุดลูกเสือชัชชาติ สวมชุดลูกเสือ ร่วมพิธีสวนสนาม ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือ ร่วมพิธีสวนสนาม ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือ ร่วมพิธีสวนสนาม ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือ ร่วมพิธีสวนสนาม ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือ ร่วมพิธีสวนสนาม ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือ ร่วมพิธีสวนสนาม ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือ ร่วมพิธีสวนสนาม

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดภาพ ชัชชาติ สวมชุดลูกเสือร่วมพิธีสวนสนาม

Categorie: Thailandia

Bitkub หรือ ‘บิทคับ เอ็กเช้นจ์’ ที่ดำเนินการโดย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ในกรณีถูกปรับจาก ก.ล.ต. เรื่องการสร้างปริมาณซื้อขายเทียมในศูนย์ซื้อขายฯ

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 6:06am

Bitkub หรือ ‘บิทคับ เอ็กเช้นจ์’ ที่ดำเนินการโดย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ในกรณีถูกปรับจาก ก.ล.ต. เรื่องการสร้างปริมาณซื้อขายเทียมในศูนย์ซื้อขายฯ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วที่เป็นช่วงดำเนินธุรกิจในระยะเริ่มต้นและยังไม่มีความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนชัดเจนในกฎเกณฑ์ที่ตั้งมาใหม่เช่นกัน

“สืบเนื่องจากประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรณีการเปรียบเทียบปรับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บริษัทฯ”) จากการที่ผู้ดูแลสภาพคล่อง หรือ Market Maker ในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทฯ  ได้ดำเนินการจับคู่ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ในบัญชีซื้อขายของ Market Maker ในปี 2562 อันทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปริมาณซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น

บริษัทฯ ขอกราบเรียนว่า วัตถุประสงค์ของการมี Market Maker ณ ขณะนั้น เป็นไปเพื่อดูแลสภาพคล่องในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทฯ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการไม่นาน ให้มีราคาซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก โดยมีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของลูกค้าในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น ทั้งนี้ โดยจากการตรวจสอบ Market Maker เพียงแต่ทำการส่งราคาซื้อขายให้สอดคล้องกับทิศทางของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดโลก ณ ช่วงเวลานั้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทฯ ได้รับทราบข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต.”) ถึงการกระทำข้างต้น บริษัทฯ จึงได้ตรวจสอบ ยับยั้ง สั่งยุติการส่งคำสั่งซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของ Market Maker ที่มีลักษณะดังกล่าวรายดังกล่าวตั้งแต่ปี 2562 และบริษัทฯ ก็ได้ทำการพัฒนาระบบเพื่อป้องกันการจับคู่กันเองของคำสั่งซื้อขายที่ส่งมาจากบัญชีเดียวกันเสร็จสิ้นแล้วเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้จัดตั้งทีม Market Surveillance เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม เช่น การส่งคำสั่งซื้อขายจับคู่กันเองจากหลายบัญชีของผู้ไม่หวังดีเพื่อดูแลให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทฯ ดำเนินการไปตามกลไกตลาดภายใต้มาตรการป้องกันและการตรวจสอบการส่งคำสั่งซื้อขายที่ผิดปกติในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทฯ และได้มีการรายงานสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ทราบมาโดยตลอด บริษัทฯ จึงขอให้ลูกค้า นักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านเชื่อมั่นและวางใจว่า บริษัทฯ ได้มีมาตรการป้องกันและการตรวจสอบและได้ใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุดในการประกอบกิจการ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก

บริษัทฯ ขอเรียนว่า บริษัทฯ ไม่มีเจตนากระทำผิดกฎหมายและไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการส่งคำสั่งซื้อขายของ Market Maker แต่อย่างใด โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ประกอบธุรกิจด้วยความสุจริตตามหลักบริษัทภิบาลและตามกฎหมาย โดยถือเอาประโยชน์ของลูกค้าและนักลงทุนเป็นสำคัญ ทั้งยังใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการกำกับดูแลและตรวจสอบให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังและเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงยึดมั่นหลักการดังกล่าวในการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ
บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด

จากนั้นได้มีการเปิดเผยผ่านเฟสบุ๊คบัญชี Sakolkorn Sakavee ซึ่งเป็นบัญชีเฟสบุ๊ค ส่วนตัวของ นาย สกลกรย์ สระกวี ประธานกรรมการบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ใจความว่า “ผมขอชี้แจงกรณี โดน กลต สั่งปรับ และสั่งห้ามเป็นผู้บริหาร 12 เดือน หน่อยนะครับ

การถูกปรับครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 2562 หรือ 2019 กลต เข้ามาตรวจบริษัท Bitkub Online หลังจากได้ License ณ ขณะนั้นมี Exchange 3 เจ้า BX , Bitkub , Satang

ณ ขณะนั้นวงการคริปโตใหม่มาก พึ่งจะได้ License กัน ผมเชื่อว่าการกระทำ การสร้างปริมาณเทียมสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ เป็นสิ่งที่ Exchange ทั่วโลก ณ เวลานั้น มีระบบพวกนี้เกือบหมด จึงทำให้มีความผิดพลาด และความไม่เข้าใจกฏเกณอย่างถี่ถ้วน จากทั้ง Bitkub และ Satang (ไม่ขอพาดพิง BX เพราะปิดไปแล้ว)

และเมื่อเราโดน กลตเข้ามาตักเตือน และสั่งหยุด และเราก็ยอมรับ และหยุดการกระทำตั้งแต่ กลต เข้ามา พร้อมทั้งมีการติดตั้งระบบป้องกันการจับคู่กันเองของคำสั่งซื้อขายที่ส่งมาจากบัญชีเดียวกัน และ มีทีม Market Surveillance เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม เช่น การส่งคำสั่งซื้อขายจับคู่กันเองจากหลายบัญชี โดยเร็วที่สุดตั้งแต่นั้นมา

สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า การที่ กลต ได้สั่งปรับ และยกเรื่องนี้เป็นสำคัญ หลังจากผ่านมา 3 ปี มาแล้วนั้น เพื่อเป็นการยกระดับการกำกับดูแลที่เข้มข้น เข้มงวดขึ้น

ซึ่งผมหวังว่ามาตราฐานที่ดีเช่นนี้ จะเป็นการกระทำที่ไม่เจาะจง เพียง Exchange บางราย แค่ Bitkub หรือ Satang แต่ กลต จะเข้าตรวจสอบทุกเจ้าที่มี License อยู่ในปัจจุบันด้วย เพราะผมเชื่อว่า เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ผู้ประกอบการท่านอื่นก็จะยินดีให้ทาง กลต เข้าไปตรวจสอบเช่นกันครับ

ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น จนถึงปัจจุบัน ผ่านมา 3 ปี Bitkub ไม่เคยปั้ม Volume trade   รายได้ และ ภาษีที่ Bitkub จ่าย เมื่อปีที่แล้วเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

ผมยังคงสู้อยู่ และดูแลภาพรวมของกลุ่ม Bitkub เช่นเดิม  ยังมีอะไรให้เราต้องพัฒนาอีกมากมาย หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจและ เชื่อมั่นใน Bitkub ต่อไปครับ

ต้น  สกลกรย์ สระกวี

อ่านข่าวต้นฉบับ: Bitkub หรือ ‘บิทคับ เอ็กเช้นจ์’ ที่ดำเนินการโดย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ในกรณีถูกปรับจาก ก.ล.ต. เรื่องการสร้างปริมาณซื้อขายเทียมในศูนย์ซื้อขายฯ

Categorie: Thailandia

สมช. ชงแผนรับมือวิกฤตพลังงาน ประยุทธ์ ตั้งทีมพิเศษ ดึงกูรูเศรษฐกิจร่วม

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:58am

ประยุทธ์ ถกสภาความมั่นคงจันทร์นี้ เคาะแผนรับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร ระยะ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ก่อน ครม.ไฟเขียว จ่อตั้งกลไกพิเศษ ดึงกูรูเศรษฐกิจร่วมวง

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมายให้เตรียมแผนรับมือวิกฤตพลังงานและอาหาร ว่า ความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมการเตรียมพร้อมแห่งชาติ

ซึ่งเราประเมินว่าอาจจะเกิดวิกฤตในวันข้างหน้า หลังจากเชิญกรรมการที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจทั้งหมด มาหารือ ได้ประชุมไป 2 ครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้เชิญภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานมาพูดคุย รับฟังปัญหาและให้ข้อเสนอแนะ โดยจะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 2565 และสิ่งที่จะได้ คือ ความคิดเห็นของสภาความมั่นคงแห่งชาติและแผนที่จะรองรับ ซึ่งอาจจะไม่สมบูรณ์ ต้องมีการปรับแต่ง

“สิ่งที่เราจะเสนอคือการประเมินสถานการณ์และกำหนดแผนการเตรียมความพร้อม แม้จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต แต่เราจะมีข้อเสนอการแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วย แม้ สมช.จะไม่เชี่ยวชาญ ที่มีข่าววว่า สมช.ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เราไม่ทำงานคนเดียว เมื่อรับหน้าที่ สิ่งแรกที่ผมทำคือการไปพบเพื่อพูดคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจทุกกระทรวง ความเห็น รับทราบปัญหา เชิญหน่วยงานมาพูดคุย” พล.อ.สุพจน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า รายละเอียดของแผนจะครอบคลุมน้ำมัน ไฟฟ้าทั้งหมดหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ครอบคลุมทั้งหมด ภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบตอนนี้พลังงานมาอันดับ 1 ส่งผลถึงราคาสินค้าทั้งหมดซึ่งกระทบกับชีวิตประชาชน

เมื่อถามว่า มาตรการจะออกมาเป็นอย่างไร พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า เราจะว่าในภาพรวมและกำหนดเป็นแผนตามห่วงระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี เพื่อเตรียมการรองรับ และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“การเปลี่ยนแปลงแผนที่เสนอจะต้องถูกตัดแต่ง เพิ่มเติมให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในสภา สมช. และ ครม. ซึ่งอาจจะไม่ได้ข้อยุติ อาจจะมอบแนวทางเพิ่มเติม สมช.จะทำหน้าที่จัดการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ หรืออาจจะตั้งกลไกพิเศษเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ตรงนี้ และมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจก็เป็นได้” พล.อ.สุพจน์กล่าว

พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า เรื่องพลังงานและอาหาร สินค้า เป้าหมาย คือ กลุ่มเปราะบาง คือ ความเร่งด่วน สำหรับอนาคต ตอนนี้มีเรื่องราคาและมีแนวโน้มที่สินค้าจะขาดแคลน เนื่องจากภาคการขนส่ง ภาพรวมกระทรวงการต่างประเทศใช้แก้ไขปัญหาได้มากในเรื่องของการดีลกับต่างประเทศทั่วโลกในการแก้ไขปัญหา

อ่านข่าวต้นฉบับ: สมช. ชงแผนรับมือวิกฤตพลังงาน ประยุทธ์ ตั้งทีมพิเศษ ดึงกูรูเศรษฐกิจร่วม

Categorie: Thailandia

เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-220 d AMG กระชับ ดุดัน ขับสนุก

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:56am
คอลัมน์ : เทสต์คาร์ ผู้เขียน : วุฒิณี ทับทอง

 

ไม่แปลกใจว่า ทำไมถึงเป็นรุ่นที่ขายดี สำหรับรถในตระกูล C-Class ของเบนซ์ไทยแลนด์

ด้วยชุดแต่ง AMG ทำให้รถคันนี้ดูสปอร์ต ดุดันมากยิ่งขึ้น

รถคันนี้เพิ่งเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการออกแบบมีความเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ด้วยรูปแบบหน้าตาที่ดูดุดันมากขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เน้นความสปอร์ตมากขึ้น

C-220 d AMG

ตัวถังใหญ่ขึ้นทุกมิติ ทำให้พื้นที่ห้องโดยสารโดยเฉพาะด้านหลังมีพื้นที่เฮดรูมเพิ่มขึ้น 11 มิลลิเมตร

กระจังหน้าออกแบบใหม่มีดวงดาวเล็ก ๆ เรียงรายเรียกว่า “star pattern grille” ล้อมรอบกับโลโก้ ดาวดวงใหญ่ ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สวยงามลงตัว แถมช่วยกระชากวัยให้กับรถคันนี้อีกมากโข

ไฟหน้าแบบ LED high-performance โดยมีการออกแบบปรับโคมไฟให้เล็กและเรียวลง พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ

C-220 d AMG

จัดเต็มด้วยชุดกันชนหน้าที่ขับเอาความสปอร์ตออกมาอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการออกแบบด้านหลัง ที่ถือว่าลงตัวกับไฟ LED มีการนำ “กรอบท่อคู่” มาติดตั้ง ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ดีไซน์เก๋ด้วย AMG multi-spoke light alloy ให้ความหรูหรา และเฉียบคม มีหลังคากระจกแบบ panoramic glass roof ด้วย

เข้ามาภายในห้องโดยสาร ต้องสะดุดตากับหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 11.9 นิ้ว ที่จัดวางไว้เด่นชัด แถมให้ภาพการแสดงผลอย่างชัดเจน และสั่งงานได้ง่าย แถมตัวหน้าจอยังให้ภาพค่อนข้างชัดเจน แม้จะเจอสภาพแสงที่แตกต่างกัน เขาใส่ใจด้วยการปรับมุมองศาของจอให้เอียงเข้ามาหาผู้ขับเล็กน้อย ง่ายต่อการใช้งานไปอีกขั้น

ส่วนหน้าจอแสดงผลของผู้ขับขี่ เป็นหน้าจอขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว สามารถเลือกแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ classic, progressive และ sport

C-220 d AMG

พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน พร้อมด้วยปุ่มมัลติฟังก์ชั่น เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตโอบกระชับและนั่งสบาย

ขุมกำลังเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับระบบไมลด์ไฮบริด ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการสร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อนำไปเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถ ด้วยมอเตอร์แบบพิเศษ 48V technology ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 15 กิโลวัตต์/200 นิวตันเมตร ทำให้ได้กำลังรวมมากถึง 200 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที และให้แรงบิด 440 นิวตันเมตรที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที และทำความเร็วได้สูงสุด 245 กม./ชม. มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดีมาก ๆ

เรียกว่าจัดจ้านเอาเรื่อง ทั้งการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง ได้อารมณ์ “สนุก”

จังหวะการออกตัวอาจจะไม่ได้ปรู๊ดปร๊าด ตามบุคลิกของเครื่องยนต์ดีเซล

C-220 d AMG

เมื่อต้องเจอสภาพรถที่จอแจ อยากจะสลัดให้หลุดออกมาจากสภาพการจราจรช่วงนี้ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะความคล่องตัว และความแม่นยำของพวงมาลัย เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ทำได้เนียนไร้รอยต่อ รถคันนี้ทำได้ค่อนข้างดี

เมื่อถึงทางวิ่งกันโล่ง ๆ ยาว ๆ กดแป้นทำความเร็ว ปลุกม้าทั้ง 200 ตัว พร้อมทำงาน เรียกว่า “ดุดัน” เอาเรื่องเลยทีเดียว

C-220 d AMG

แต่ในส่วนของการเซตเบรก…นั้น เบรกลึกไปนิด

อีกจุดที่ประทับใจคือการเซตพวงมาลัยและช่วงล่างมาค่อนข้างดี พอเหมาะพอตัว สำหรับเจ้า C-220 d AMG เหมาะทั้งขับขี่ในเมือง หรือจะสลัดลุกรถบ้าน ออกไปวิ่งปรู๊ดปร๊าด…เพื่อเติมความซิ่ง ก็ทำได้ไม่เคอะเขิน

ขับสนุก…

สำหรับราคาค่าตัว C-220 d AMG อยู่ที่ 2.99 ล้านบาท

C-220 d AMG

C-220 d AMG C-220 d AMG C-220 d AMG

อ่านข่าวต้นฉบับ: เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-220 d AMG กระชับ ดุดัน ขับสนุก

Categorie: Thailandia

โควิด-19 : 1 ก.ค. ไทยเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:56am

เมื่อ 2 นาทีที่ผ่านมา

get

ที่มาของภาพ, Getty Images

วันที่ 1 ก.ค. 2565 ประเทศไทยกำหนดให้โรคโควิด-19 สู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) มีผลให้มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผ่อนคลายลง แต่ยังไม่ใช่ระยะของการเป็นโรคประจำถิ่น ตามการยืนยันของ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า การระบาดใหญ่ในประเทศไทยคงไม่มีแล้ว โรคลดความรุนแรงลง และระบบสาธารณสุขรองรับได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโรคเกิดขึ้น แต่อาจมีเป็นคลัสเตอร์ขึ้นมาบ้างแล้วลดลงไป ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การควบคุม ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีระบบเฝ้าระวังและเตรียมการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนักและใส่ท่อช่วยหายใจ

สำหรับมาตรการด้านสาธารณสุขชุดใหม่ในระยะหลังการระบาดใหญ่ เป็นไปตามมติของศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) เมื่อ 17 มิ.ย. ให้ผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในประเทศและการเดินทางเข้าประเทศ โดยให้มีผลในวันที่ 1 ก.ค.

ปรับพื้นที่สีเขียว 77 จังหวัดทั่วประเทศ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 2

การปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักรโดยให้มีผล 1 กรกฎาคม 2565 พื้นที่สถานการณ์ ปรับระดับพื้นที่สถานการณ์เป็นระดับเฝ้าระวัง (สีเขียว) ทั้งประเทศ โดยมาตรการการใส่หน้ากากอนามัย แม้เป็นไปตามสมัครใจ แต่คำแนะนำของ ศบค. ระบุว่า ควรสวมหน้ากากและให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่แออัด สถานที่ปิด หรือมีการอยู่ใกล้ชิดกับคนจำนวนมาก

ส่วนการบริโภคสุราหรือแอลกอฮอล์ในร้านอาหารในพื้นที่เฝ้าระวังสูงและพื้นที่เฝ้าระวัง ให้เปิดบริการได้ตามปกติตามที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ สามารถเปิดได้ถึงเวลา 02.00 น. ส่วนมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ ไม่มีความจำเป็นต้องคัดกรองอุณหภูมิในอาคารสถานที่

ส่วนโรงแรมที่มีนักท่องเที่ยวพักอาศัย จากเดิมที่ไม่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่เวลา 14.00-17.00 น.นั้น ได้มีการปลดล็อกแล้ว

นอกจากนี้ ยังผ่อนปรนการถ่ายรายการ ถ่ายภาพยนตร์ ทุกคนต้องได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์

ยกเลิก Thailand Pass ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2565 มาตรการเข้าประเทศสำหรับคนไทยและคนต่างชาติ ไม่ต้องลงทะเบียน Thailand Pass

อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางเข้าไทยยังต้องแสดงเอกสารการฉีดวัคซีนครบโดส หรือผลตรวจ RT-PCR หรือผลตรวจ ATK ที่ออกภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และไม่ต้องมีประกันสุขภาพ

get

ที่มาของภาพ, Getty Images

ถอดหน้ากากอนามัยอย่างสมัครใจ แต่มีบางสถานที่ยังให้ใส่อยู่

ข้อกำหนดของ ศบค. เรื่องผ่อนคลายข้อปฏิบัติในการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทั่วราชอาณาจักร ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 46 ให้การสวมหรือถอดหน้ากากให้เป็นตามความสมัครใจ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ในบางสถานที่ นอกจากนี้ หน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ที่ดูแลบริการสาธารณะ ต่างก็ออกมาประกาศมาตรการของตัวเองเช่นกัน

สำหรับสถานที่ที่ยังต้องใส่หน้ากากอนามัย ได้แก่

  • สถานที่นอกอาคารที่แออัด (ตามราชกิจจานุเบกษาผ่อนปรน)

– ให้ประชาชนทั่วไปสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสถานที่หรือในพื้นที่แออัด

– มีการรวมกลุ่มคนจํานวนมาก ไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ หรืออากาศระบายถ่ายเทไม่ดี เช่น ขนส่งสาธารณะ ตลาด สนามกีฬาหรือสถานที่แสดงดนตรีที่มีผู้ชม เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อหรือรับเชื้อ

ส่วนสถานที่ภายในอาคาร ให้สวมหน้ากาก

  • บนเครื่องบิน

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศผู้โดยสารเดินทางเข้าไทย ต้องสวมหน้ากากอนามัยระหว่างอยู่บนเครื่องบิน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2565

  • รถไฟฟ้าบีทีเอส

เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารส่วนรวม รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงกำหนดให้มีการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาการใช้บริการ

  • โรงเรียน/สถานศึกษาที่เป็นที่ปิด

น.ส. ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุกรณีนี้เมื่อ 24 มิ.ย. ในส่วนของสถานศึกษายังให้ยึดแนวปฎิบัติของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหากจัดการเรียนการสอนในสถานที่ปิดก็ยังจำเป็นจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่

แต่หากมีการจัดกิจกรรมในที่โล่งแจ้งก็สามารถผ่อนปรนการสวมหน้ากากได้

รมว. ศธ. กล่าวว่าการกำหนดมาตรการเช่นนี้ เนื่องจากกลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางยังไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้

ยกเลิกรักษาผู้ติดเชื้อโควิดแบบกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และฮอสปิเทล แต่ให้รักษาตามสิทธิ

จากกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การยกเลิกกรณีที่มีเหตุสมควรเกี่ยวกับโรคโควิด-19 เพื่อรองรับการเป็นโรคประจำถิ่น พ.ศ. 2565 ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวสิ่งที่จะยกเลิก คือ การรักษาแบบกักตัวที่บ้าน (Home Isolation-HI) และฮอสปิเทล แต่จะปรับให้มาใช้ระบบการรักษาตามสิทธิ์สำหรับผู้ใช้บัตรทองและประกันสังคม

สำหรับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ระบบ HI จะถูกยกเลิกในวันที่ 1 ก.ค. ส่วนประกันสังคมมีผล 4 ก.ค. ปรับการรักษาเป็นรูปแบบ “เจอ แจก จบ” สำหรับผู้ป่วยนอกเช่นเดิม

ผู้ป่วยสีเหลือง ผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทอง ยกเลิก UCEP Plus เดิมที่เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ารับการรักษาสถานพยาบาลรัฐและเอกชนใดก็ได้ ให้มารักษาตามสิทธิ โดยแนวทางการรักษาจะให้รักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในของโรงพยาบาล

ผู้ป่วยอาการสีแดงที่วิกฤต ยังสามารถใช้สิทธิ UCEP เข้ารักษาแห่งใดก็ได้ตามเดิม

อ่านข่าวต้นฉบับ: โควิด-19 : 1 ก.ค. ไทยเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง

Categorie: Thailandia

ประยุทธ์ เผย เมียนมาขอโทษ ตีวงเลี้ยวกว้างไปหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:45am

ประยุทธ์ แจง เมียนมาขอโทษแล้ว ปมเครื่องบินรบบินล้ำน่านฟ้าไทย ชี้ไม่ได้ตั้งใจ แค่ตีวงเลี้ยวกว้างไปหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดตัวงาน “สูงวัยใจสมาร์ท” เมื่อเวลา 09.50 น. ถึงกรณีกองทัพอากาศตรวจพบอากาศยานไม่ทราบฝ่าย บินล้ำแดนบริเวณ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เพื่อโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยบริเวณแนวชายแดนและบินล้ำแดนเข้ามายังพื้นที่ประเทศไทยว่า

ได้มีการประสานไปยังเมียนมา ซึ่งเขายอมรับแล้วว่ารุกล้ำ พร้อมมีการขอโทษ และระบุว่าไม่ได้ตั้งใจจะมีปัญหา แต่เขาต้องตีวงเลี้ยวจึงล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทยเล็กน้อย ขณะที่เครื่องบินของเราก็ได้ทำการขึ้นบินเผื่อผลักดัน ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามมาตรฐาน

“วันนี้ทูตทหารเองก็ได้มีการพูดคุยกันแล้ว เขาก็ขอโทษมา และตัวผมเองก็คุยกันแล้ว นี่เป็นเรื่องที่มองดูอาจเป็นเรื่องใหญ่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำให้เรื่องใหญ่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกหรือไม่ ซึ่งวันนี้เราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมีอะไรก็พูดคุยหารือกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือเรามีสมรรถนะพอเพียงที่จะป้องกันอธิปไตยของเราไว้ได้ แต่วันหน้าก็ต้องดูว่าเรามีความเข้มแข็งทันสมัยเพียงพอหรือไม่ในอนาคต ฝากเอาไว้ด้วยแล้วกัน และย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: ประยุทธ์ เผย เมียนมาขอโทษ ตีวงเลี้ยวกว้างไปหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่

Categorie: Thailandia

‘กยท.’ แก้วิกฤตราคาน้ำยาง ชวนเกษตรกรแปรรูป-ทำสวนยางยั่งยืน ลดเสี่ยง รับมือความผันผวน

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:44am

ผู้ว่า กยท. ชูมาตรการหาทางออก เร่งการผลิตยางตามความต้องการของตลาด รับมือความผันผวน หลังราคาน้ำยางร่วงแรง พัวพันหลายสถานการณ์โลกตึงเครียด ด้านนายกสมาคมน้ำยางข้นไทยไม่ตระหนก ชี้ราคาเตรียมกลับสู่สมดุล  ขณะที่อุปนายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางฯ มองปัจจัยแฝง เกิดสินค้าทดแทนแย่งความต้องการใช้น้ำยาง

วันที่ 30 มิถุนายน นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ราคาน้ำยางที่เกิดขึ้นว่า จากสภาวะราคาน้ำยางสดที่มีการแกว่งตัวค่อนข้างสูงในช่วงปลาย พ.ค. – ต้น มิ.ย. ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางเกิดความกังวลใจ  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีฝนตกค่อนข้างชุก ทำให้ผลผลิตออกมาน้อย ขณะเดียวกันเป็นช่วงผู้ประกอบการหลายรายต้องมีการส่งมอบสินค้าตามสัญญา จึงทำให้ความต้องการใช้ยางในขณะนั้นค่อนข้างสูง ส่งผลให้ราคาน้ำยางขยับตามกลไกตลาด

ในช่วงเวลานี้ถือว่าราคากลับมาปกติตามภาวะของตลาด แต่อย่างไรก็ตาม กยท. มีมาตรการเพื่อรับมือในเรื่องราคาที่ผันผวน ได้แก่ โครงการชะลอขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยให้เงินอุดหนุนกับสถาบันเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการรับซื้อยางกับเกษตรกรรายย่อยหรือสมาชิกของสถาบัน เพื่อนำมาเก็บไว้และรอขายในเวลาที่เหมาะสม รวมถึงโครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ(ยางแห้ง)วงเงิน 20,000 ล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยในอัตราที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 3
ต่อปี เพื่อช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิต และ กยท. ได้ร่วมกับผู้ประกอบการรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรชาวสวนยางในช่วงเวลาผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ลดภาวะการแกว่งตัวของราคาในตลาด ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถลดซัพพลายส์ออกจากตลาดได้

“กยท. พร้อมให้การสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางในการบริหารจัดการผลผลิตของตนเอง ปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดในแต่ละห้วงเวลาตามความเหมาะสม พร้อมทั้งสนับสนุนการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชร่วมยาง เลี้ยงสัตว์ ลดการพึ่งพิงพืชเชิงเดี่ยว หรือผลผลิตเพียงอย่างเดียว
ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความมั่นคงทางรายได้มากขึ้น”

ด้าน นายพงษ์นเรศ วนสุวรรณกุล นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย เสริมว่า อีกสาเหตุที่ส่งผลต่อราคาน้ำยางเป็นเพราะหลายประเทศทั่วโลกปลดล็อกจากโรคโควิด-19 แล้ว ดังนั้นความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำยาง เช่น ถุงมือยาง และหน้ากากอนามัย จึงลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจมองเป็นข้อดีได้เช่นกัน เพราะจะทำให้ราคาของน้ำยางปรับคืนสู่สมดุล ตามหลักอุปสงค์และอุปทาน

“เกษตรกรหลายคนกังวลว่า ราคาน้ำยางเคยขึ้นสูงมาก ทำไมถึงลงมาเยอะ แต่อย่าลืมว่าราคาของผลิตภัณฑ์ยางตัวอื่น ๆ เช่น ขี้ยาง คงอยู่ที่ช่วง 40 ปลาย ๆ ถึง 50 ต้นๆ มานาน สาเหตุที่ไม่ขึ้นไปมากกว่านั้น เพราะมันสามารถเก็บสต็อกไว้ได้นาน ไม่เหมือนกับน้ำยาง ราคาจึงเคลื่อนไหวไม่เยอะ ถ้าความต้องการสูง ราคาขายย่อมสูง ต้องแย่งกันซื้อแย่งกันผลิต กลับกันถ้าความต้องการชะลอตัว ราคาก็จะตก ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของตลาดทุกประการ”

นายกสมาคมน้ำยางข้นไทยยืนยันว่า ทางสมาคมซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิตน้ำยางข้นทั้งประเทศ ไม่มีใครอยากเห็นราคาน้ำยางตกต่ำ จนเกษตรกรได้รับผลกระทบ และจะพยายามเต็มที่ เพื่อผลักดันราคาให้อยู่ในกรอบสมดุล เหมาะสมต่อความต้องการของทุกฝ่าย

ขณะที่ นายอดิศักดิ์ กองวารี อุปนายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางแห่งประเทศไทย อธิบายถึงสถานการณ์ราคาน้ำยางตกว่า แม้ตามหลักแล้วเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ราคาน้ำยางจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ในสถานการณ์จริงจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านกว่านั้นว่า มีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ เข้ามาทดแทนหรือช่วงชิงส่วนแบ่งทางตลาดด้วยหรือไม่

“ตอนนี้ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมรถยนต์ ถุงมือยาง หรือการผลิตเส้นด้ายยางยืด ทำหน้ากากอนามัย ล้วนมีปริมาณความต้องการลดลง พอเป็นเช่นนี้ ต้องมองภาพรวมด้วยว่า ยางธรรมชาติมีคู่แข่งไหม หรือมีสินค้าทดแทนเข้ามา เช่น ยางสังเคราะห์ และพลาสติกเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในท้องตลาด หากไม่พิจารณาปัจจัยเหล่านี้ อาจเป็นการมองข้ามตัวแปรสำคัญไป”

นายอดิศักดิ์เสริมว่า วิธีการช่วยให้ราคาน้ำยางเพิ่มสูงขึ้น ยังอยู่ที่การสนับสนุนของภาครัฐ ว่าจะสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าน้ำยางให้สูงขึ้นอย่างไร หากสนับสนุนการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าอย่างแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และทำให้ประเทศสามารถแข่งขันกับต่างชาติในระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง

อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘กยท.’ แก้วิกฤตราคาน้ำยาง ชวนเกษตรกรแปรรูป-ทำสวนยางยั่งยืน ลดเสี่ยง รับมือความผันผวน

Categorie: Thailandia

ค่าโดยสาร “สายสีน้ำเงิน” ราคาเดิมถึงสิ้นปี คมนาคม เร่งถก BEM

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:41am

กระทรวงคมนาคม หารือ BEM คงอัตราค่าโดยสาร MRT “สายสีน้ำเงิน” 17-42 บาท ถึง 31 ธ.ค. ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้น้ำมัน และผู้โดยสารรถสาธารณะ จึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยกระทรวงคมนาคม ได้หารือร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในฐานะผู้รับสัมปทาน เพื่อหาแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น

โดยคงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีน้ำเงิน หรือสายเฉลิมรัชมงคล ในราคาเดิม เริ่มต้นที่ 17 บาท สูงสุด 42 บาท พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ 50% และสำหรับนักเรียน นักศึกษา 10% ของอัตราค่าโดยสารบุคคลทั่วไป ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่งสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้โดยสารไปได้อีกระยะหนึ่ง

นายธนกร กล่าวว่า ที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 มีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับ รฟม. ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าโดยสารฯ สายเฉลิมรัชมงคล สายฉลองรัชธรรม และอัตราค่าโดยสารร่วม รวม 3 ฉบับ ตามนัยมาตรา 18 (13) แห่งพ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ

ร่างข้อบังคับดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่ตามวิธีการในสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยอัตราค่าโดยสารใหม่จะมีอัตราเริ่มต้นที่ 17 บาท สูงสุด 43 บาท โดยสถานีที่ 6, 9, 11 และ 12 ขึ้นไป จะมีอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 1 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป โดยรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสาร จึงร่วมหารือเพื่อคงค่าอัตราโดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินราคาเดิมต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565

“นายกฯ เข้าใจถึงปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของพี่น้องประชาชน จากผลกระทบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งปีนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เช่น ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้น้ำมันและผู้โดยสารรถสาธารณะต่าง ๆ ที่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันด้ ซึ่งนายกฯ ได้กำชับหน่วยงานและขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ช่วยกันดูแลประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วย” นายธนกร กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: ค่าโดยสาร “สายสีน้ำเงิน” ราคาเดิมถึงสิ้นปี คมนาคม เร่งถก BEM

Categorie: Thailandia

เปิดมาตรการบินเข้าไทย มีผล 1 ก.ค. ต้องทำอย่างไรบ้าง

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:32am
อัพเดตข้อมูลล่าสุดวันที่ 1 กรกฎาคม 2565

สำนักงานการบินพลเรือนฯ เปิดเกณฑ์เดินเข้าประเทศทางอากาศ มีผลบังคับใช้ 1 ก.ค.2565

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2565 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกประกาศนักบิน (NOTAM) แจ้งสายการบินทั่วโลกถึงมาตรการที่ปรับปรุงล่าสุดในการเดินทางทางอากาศเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อสร้างความเข้าใจและให้สายการบินปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างถูกต้อง ดังนี้

1. ยกเลิกการลงทะเบียน Thailand Pass เพื่อเข้าประเทศไทย

2. ผู้โดยสารที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน สามารถเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องมีผลตรวจ COVID-19 เพิ่มเติม แต่หากมีอาการป่วย แนะนำให้ตรวจ Rapid Antigen Test (PRO-ATK)

3. ผู้โดยสารที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนแล้วแต่ไม่ครบโดส จะต้องมีผลการตวรจ PRO-ATK หรือ RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

4. สายการบินจะต้องตรวจสอบเอกสารของผู้โดยสารระหว่างประเทศว่า มีเอกสารการรับวัคซีน หรือผลการตรวจ PRO-ATK หรือ ผลการตรวจ RT-PCR หรือไม่ หากผู้โดยสารไม่มีเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจโรค

5. สำหรับสายการบินต่างชาติ สามารถส่งเอกสารรับรองลูกเรือว่า เป็นไปตามข้อกำหนด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกเรือ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ด่านตรวจโรคอาจตรวจสอบเอกสารอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ ยังคงแนะนำให้ผู้โดยสารสวมใส่หน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางในเครื่องบิน เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดมาตรการบินเข้าไทย มีผล 1 ก.ค. ต้องทำอย่างไรบ้าง

Categorie: Thailandia

เปิดมาตรการเข้าประเทศล่าสุด เลิกกำหนดเงินประกัน-Thailand Pass

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:30am
อัพเดตข้อมูลวันที่ 1 กรกฎาคม 2565

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์สาธารณสุข ปรับมาตรการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ยกเลิก Thailand Pass ยกเลิกกำหนดเงินประกัน และมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์สาธารณสุข เสนอการปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ครั้งที่ 9/2565 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ซึ่งที่ประชุมมีมติรับข้อเสนอ มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป

มาตรการการเข้าประเทศในปัจจุบัน

ตามคำสั่ง ศบค. แนวปฏิบัติ ฉ.26 จะต้องมีหลักฐานการลงทะเบียน และพาสปอร์ต หรือเอกสารอื่น ๆ เช่น border pass สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ หรือผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน รวมทั้งผู้มีเหตุยกเว้น

ประกันสุขภาพ สำหรับผู้ที่ได้รับัคซีนครบ หรือผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเท่านั้น และเอกสารผลตรวจ ATK/RT-PCR สำหรับผู้ที่ไม่เคยรับวัคซีน หรือยังไม่ครบโดส (กรณีไม่มีผลตรวจ เข้ารับการตรวจ Pro ATK ก่อนเข้าราชอาณาจักร)

ยกเลิก Thailand Passมาตรการการเข้าราชอาณาจักรในปัจจุบันตามคำสั่ง ศบค. แนวปฏิบัติ ฉ.26 ผลการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สำหรับผลการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 1-12 มิถุนายน

  • ผู้เดินทางต่างชาติ 177,324 ราย จำแนกเป็น ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ 176,646 ราย มีผลตรวจ RT PCR หรือ Pro ATK จำนวน 678 ราย
  • ผู้เดินทางชาวไทยจำนวน 50,536 ราย จำแนกเป็น ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ หรือมีผลตรวจ RT PCR หรือ Pro ATK จำนวน 50,514 ราย ไม่มีวัคซีน หรือผลการตรวจ RT PCR หรือ Pro ATK จำนวน 22 ราย
    รวมทั้งสิ้น 227,860 ราย
มาตรการการเข้าราชอาณาจักร เริ่ม 1 ก.ค. 65
  • ยกเว้นการลงทะเบียนระบบ Thailand Pass ทั้งชาวไทยและต่างชาติ
  • ผู้เดินทางแสดงเอกสารการฉีดวัคซีน หรือผลตรวจเชื้อ
  • ให้ดำเนินการสุ่มตรวจผู้เดินทาง (หากสุ่มแล้วผู้เดินทางไม่มีเอกสารรับรองใด ๆ จะดำเนินการตรวจ Pro ATK ที่สนามบิน) จนกว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
  • คงระบบและเปลี่ยนหน้าที่ Thailand Pass สำหรับโรคโควิด-19 เพื่อให้ผู้เดินทางใช้แจ้งรายงาน กรณีมีอาการต้องสงสัยโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องรายงานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
มาตรการป้องกันควบคุมโรคสำหรับการเดินทางเข้าประเทศ
  • มาตรการ Thailand Pass และ CoE ปัจจุบันคนไทยไม่ต้องลงทะเบียน TP แต่ต้องตรวจคัดกรอง ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ส่วนต่างชาติ ต้องลงทะเบียน TP หรือ CoE มาตรการหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 65 ให้ยกเว้นการลงทะเบียน TP หรือ CoECoE ของคนต่างชาติ ขอให้สำแดงเอกสารวัคซีน หรือผลการตรวจหาเชื้อแบบต่าง ๆ โดยให้มีการสุ่มตรวจเอกสาร ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ
  • การคัดกรองเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ปัจจุบันให้มีการคัดกรองอุณหภูมิ และอาการทางเดินหายใจ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ (สนามบิน หรือจุดผ่านแดนถาวรทางบก หรือด่านทางน้ำ) มาตรการหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 65 ยกเลิกมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ
  • เงินประกันสุขภาพ ปัจจุบันได้กำหนดเงินประกันสุขภาพ 10,000 USD หรือ 352,000 บาท มาตรการหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 65 จะยกเลิกการกำหนดเงินประกัน (ส่งเสริมการซื้อประกัน)
ยกเลิก Thailand Passข้อเสนอเพื่อผ่อนคลายมาตรการป้องกันควบคุมโรคสำหรับการเดินทางเข้าประเทศ ข้อเสนอเพื่อพิจารณา

เห็นชอบ และให้ข้อเสนอแนะ
1. การยกเว้นการลงทะเบียน TP หรือ CoECoE ของคนต่างชาติ โดยขอให้สำแดงเอกสารวัคซีน หรือผลการตรวจหาเชื้อแบบต่าง ๆ โดยให้มีการสุ่มตรวจเอกสาร ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ
2. ยกเลิกมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ และอาการทางเดินหายใจ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ
3. ยกเลิกการกำหนดเงินประกัน (ส่งเสริมการซื้อประกัน)
4. ให้ปรับระบบ Thailand Pass สำหรับใช้คัดกรองและลงทะเบียนในรูปแบบ Health Declaration Form เพื่อควบคุมโรคติดต่อ เช่น ไข้เหลือง เป็นต้น

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดมาตรการเข้าประเทศล่าสุด เลิกกำหนดเงินประกัน-Thailand Pass

Categorie: Thailandia

CH นับหนึ่งไฟลิ่ง ขายหุ้นไอพีโอ 160 ล้านหุ้น

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:29am

ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)  หรือ CH เดินหน้าระดมทุน 160 ล้านหุ้น คาดเข้าเทรด SET หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ภายในปีนี้

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เริ่มนับหนึ่งคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล การเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ของ CH ที่ได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 160 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 20% ของจำนวนหุ้นสามัญภายหลังการ IPO เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565

ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน (โรดโชว์) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจในธุรกิจของบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น โดยจะทำการโรดโชว์ทั้งหมด 14 จังหวัดในเดือนสิงหาคม 2565 และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ภายในปีนี้

“CH มีความพร้อมแล้ว สำหรับการเตรียมเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อให้บริษัทฯ ก้าวสู่ความเป็นเลิศในฐานะผู้นำการผลิตและจำหน่ายผลไม้และอาหารแปรรูป กลุ่มผลิตภัณฑ์ผลไม้อบแห้ง ปลากระป๋อง และขนมเพื่อสุขภาพ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายสุพล ค้าพลอยดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวเสริมว่า CH จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ ไปใช้ในการปรับปรุงโรงงานผลิตสินค้าที่โรงงานท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตสินค้า และปรับปรุงคลังสินค้าท่าทราย จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บวัตถุดิบ (Raw Material) สินค้ากึ่งสำเร็จรูป (Semi-Product) และสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) รวมถึงจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ขณะที่ นายศักดา ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) (CH) กล่าวถึงเป้าหมายของการระดมทุนเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ครั้งนี้ ว่า นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของบริษัทให้มีความแข็งแกร่ง และเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง โดยเฉพาะการลงทุนโครงการในอนาคต รวมถึงมีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน

ทั้งนี้ CH ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลไม้และอาหารแปรรูป ใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลไม้อบแห้ง ภายใต้แบรนด์ EROS และ Bangkok Tasty , ปลากระป๋อง ภายใต้แบรนด์ Sumaco, Eiffel Tower, Pailin, Triangle และเรือรบ รวมถึง ขนมเพื่อสุขภาพ กราโนล่า (Granola) ผักและผลไม้ทอดสุญญากาศ (Vacuum Fried) ภายใต้แบรนด์ Meble และถั่วผสมผลไม้อบแห้ง (Mixed nut) ภายใต้แบรนด์ EROS โดยเน้นส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเป็นหลัก รวมกว่า 50 ประเทศ

CH ประกอบธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องกว่า 90 ปี ด้วยทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ และการจัดจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการ OEM เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว

สำหรับภาพรวมผลประกอบการในปี 2562 ถึงปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 1,656.76 ล้านบาท 1,634.47 ล้านบาท และ 1,442.28 ล้านบาท ตามลำดับ และกำไรสุทธิ 7.90 ล้านบาท 67.29 ล้านบาท และ 67.07 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 1/2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 395.03 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 7.98 ล้านบาท

“การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะทำให้บริษัทฯ มีการพัฒนาศักยภาพในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าทำ OEM เป็นหลัก รวมถึงการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม Healthy Food เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ และเสริมศักยภาพให้ CH ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้าน INNOVATIVE HEALTHY FOOD” นายศักดา กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: CH นับหนึ่งไฟลิ่ง ขายหุ้นไอพีโอ 160 ล้านหุ้น

Categorie: Thailandia

1 ก.ค. ติดโควิด อยู่ Home Isolation ต้องทำอย่างไร รับยาทางไหน

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:27am

เปิดเงื่อนไขรักษาโควิด-19 ฟรี ใครยังมีสิทธิบ้าง หลัง สปสช. ยกเลิก Home Isolation ถ้าอยากได้ยา ต้องทำอย่างไร 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันลดความรุนแรงลง จากจำนวนประชากรที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพิ่มมากขึ้น ทำให้อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายหน่วยงานมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษา โดยยกเลิกระบบการรักษาบางอย่าง

“ประชาชาติธุรกิจ” สรุปข้อมูลของระบบการรักษาโรคโควิด-19 ในแต่ละสิทธิการรักษา

ยกเลิก Home Isolation

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประกาศยกเลิก บริการระบบรักษาที่บ้าน Home Isolation (HI) โดยจะให้บริการระบบดังกล่าว ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เท่านั้น และจะเปลี่ยนไปใช้ระบบ “เจอ แจก จบ” หรือ (OP Self Isolation) แทน

ปรับเหลือแค่ “เจอ แจก จบ”

สำหรับความแตกต่างระหว่างการรักษาแบบระบบเจอ แจก จบ และ ระบบ Home Isolation คือ ระบบ Home Isolation ผู้ป่วยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เบอร์ 1330 เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษา โดยจะมีเจ้าหน้าที่จัดส่งยาให้ถึงที่บ้าน

ส่วนระบบ เจอ แจก จบ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยระดับสีเขียวและสีเหลือง สามารถเดินทางไปรับยารักษาได้ที่สถานพยาบาลหรือร้านยาใกล้บ้านที่เข้าร่วมบริการ เจอ แจก จบ กับ สปสช. ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด

ผู้ป่วยสีเขียว 

•    ไม่มีอาการ
•    มีไข้อุณหภูมิ 37.5 องศาขึ้นไป
•    ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส
•    เจ็บคอ ไอ/มีน้ำมูก
•    มีผื่น ถ่ายเหลว ตาแดง

ผู้ป่วยสีเหลือง 

•    แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย
•    ปอดอักเสบ ไอแล้วเหนื่อย
•    อ่อนเพลีย ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน
•    อาการแทรกซ้อนจากโรคประจำตัว
•    เด็กเล็กซึม หายใจลำบาก กินนม/อาหารน้อยลง
•    กลุ่ม 608 (ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป, ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป

จากการสอบข้อมูลล่าสุดจากทางเจ้าหน้าที่ (วันที่ 30 มิ.ย.) ระบุว่า หากผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมระบบ เจอ แจก จบ แต่ไม่สะดวกที่จะเดินทางไปรับยาได้ด้วยตนเองจริง ๆ สามารถติดต่อ 1330 เพื่อให้เจ้าหน้าที่บริการจัดส่งยาให้ได้

ผู้ป่วยฉุกเฉิน ใช้สิทธิ UCEP Plus

ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามเกณฑ์สีเหลืองและสีแดง ยังใช้สิทธิ UCEP Plus เข้ารักษาโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ตามเดิม

สิทธิบัตรทอง รักษาเหมือนเดิม

ในส่วนของผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 30 บาท สปสช.จะดูแลค่าใช้จ่ายครอบคลุมทั้งหมด หากแพทย์มีดุลพินิจให้รักษาแบบ Home Isolation หรือเป็นผู้ป่วยในที่ต้องแอทมิทนอนโรงพยาบาล ก็อยู่ในความครอบคลุมของสิทธิประโยชน์เช่นกัน

ประกันสังคม ยังรักษา Home Isolation ได้

ผู้ที่มีสิทธิประกันสังคม ยังสามารถเข้ารับบริการ Home Isolation ได้อีก โดยจะมีการปรับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ ยังรักษาตามสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ติดเชื้อที่มีสิทธิประกันสังคม ตามช่องทางต่อไปนี้

1. โรงพยาบาลที่ผู้ประกันตนลงทะเบียนไว้

2.สถานพยาบาลคู่สัญญาในระบบประกันสังคมทุกแห่ง ดูรายชื่อได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม

3.สถานพยาบาลรัฐทุกแห่ง

ประชาชนทั่วไป รักษาตามสิทธิโรงพยาบาล

นพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. (30 มิ.ย.65) ระบุว่า การติดเชื้อโควิดต่อจากนี้ จะเหมือนการเจ็บป่วยแบบไข้หวัดธรรมดา เมื่อมีการเจ็บป่วยก็ให้รักษาพยาบาลตามสิทธิรักษาเดิมที่มีอยู่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นการไปใช้บริการในสถานพยาบาลใกล้บ้าน หากแพทย์พิจารณาแล้วจำเป็นต้องมีการส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอื่นก็จะใช้ระบบประเมินแล้วส่งต่อของโรงพยาบาล

อ่านข่าวต้นฉบับ: 1 ก.ค. ติดโควิด อยู่ Home Isolation ต้องทำอย่างไร รับยาทางไหน

Categorie: Thailandia

กองทัพไทย ร่วมประชุม มินอ่องหล่าย ก่อนเกิดเหตุรุกล้ำน่านฟ้า

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:27am

สื่อเมียนมารายงานข่าวการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-เมียนมา ระหว่างกองทัพไทย ร่วมกับ มินอ่องหลาย ก่อนเกิดเหตุเครื่องบินรบเมียนมาล้ำน่านฟ้าไทยในวันต่อมา

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อเมียนมา โกลบอล นิว ไลท์ ออฟ เมียนมา รายงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหาร และสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ให้การต้อนรับ พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาค 3 แห่งกองทัพไทย คุมชายแดนติดไทย-เมียนมา ที่ห้องรับรอง โรงแรมเซยาติริ วิลลา กรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565

ประเทศเมียนมาเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการชายแดน ภูมิภาค ไทย-เมียนมา ครั้งที่ 34 (34th meeting of the Thailand-Myanmar Regional Border Committee) โดยมีคณะผู้แทนจากไทยเข้าประชุมด้วย ฝั่งเมียนมามีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพพม่า และผู้นำสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) พลเอก โซวิน รองผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพพม่า เจ้าหน้าที่กองทัพพม่าอื่นๆ และอูชิตส่วย ทูตเมียนมาประจำประเทศไทย

คณะผู้แทนของไทย ประกอบด้วย พันเอก ศรัณยนิษฐ์ สุทธิวัจน์ชินเดช ผู้ติดตามกองทัพไทย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงกองทัพไทย หารือและแลกเปลี่ยนความเห็นในการยกระดับมิตรภาพ และความร่วมมือกองกำลังทั้ง 2 ประเทศ ความมั่นคงพื้นที่ชายแดน รวมถึงด้านนิติธรรม และควบคุมการค้ายาเสพติด

การพัฒนาทางการเมืองเมียนมา ความพยายามของฝ่ายความมั่นคงต่อการปราบกลุ่มผู้ก่อการร้าย มาตรการเพื่อการดำเนินการสันติภาพและการพัฒนา และการต่อต้านการก่อการร้ายในพื้นที่ชายแดนที่ประสบความสำเร็จ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการจัดงานกีฬากระชับมิตรระหว่าง 2 ประเทศ

การแลกเปลี่ยนเยี่ยมเยียนเพื่อสานสัมพันธ์มิตรภาพ และความพยายามของเมียนมาในการเจรจาสันติภาพกับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ด้วยความตั้งใจที่จะบรรลุสันติภาพทั่วประเทศเมียนมา และมาตรการที่จะดึงเจ้าหน้าที่จากขบวนการอารยะขัดขืน (CDM) นักศึกษา และเยาวชน กลับสู่ครรลองกฎหมาย หลังจากการประชุม มินอ่องหล่าย และคณะผู้แทนกองทัพไทย แลกเปลี่ยนของขวัญ และร่วมถ่ายภาพ

ซึ่งการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเหตุเครื่องบินรบเมียนมารุกล้ำน่านฟ้าไทย เพื่อยิงระเบิดใส่ชนกลุ่มน้อยริมชายแดน

อ่านข่าวต้นฉบับ: กองทัพไทย ร่วมประชุม มินอ่องหล่าย ก่อนเกิดเหตุรุกล้ำน่านฟ้า

Categorie: Thailandia

สถิติหวย ตรวจหวย ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 ก.ค. ย้อนหลัง 10 ปี

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:21am

เช็กสถิติผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 กรกฎาคม ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2564-2554 ระยะเวลา 10 ปี

วันที่ 1 กรกฏาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงาน สถิติการออกผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 กรกฎาคม ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2564-2554 เป็นระยะเวลา 10 ปี ผ่านเว็บไซต์สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนี้

งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2564
  • รางวัลที่ 1 : 713517
  • เลขท้าย 2 ตัว : 29
  • เลขหน้า 3 ตัว : 794 , 073
  • เลขท้าย 3 ตัว : 511 , 414
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2563
  • รางวัลที่ 1 : 347258
  • เลขท้าย 2 ตัว : 83
  • เลขหน้า 3 ตัว : 095 , 362
  • เลขท้าย 3 ตัว : 094 , 307
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2562
  • รางวัลที่ 1 : 943647
  • เลขท้าย 2 ตัว : 86
  • เลขหน้า 3 ตัว : 239 , 864
  • เลขท้าย 3 ตัว : 375 , 006
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2561
  • รางวัลที่ 1 : 963623
  • เลขท้าย 2 ตัว : 83
  • เลขหน้า 3 ตัว : 429 , 901
  • เลขท้าย 3 ตัว : 217 , 210
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2560
  • รางวัลที่ 1 : 112360
  • เลขท้าย 2 ตัว : 26
  • เลขหน้า 3 ตัว : 226 , 489
  • เลขท้าย 3 ตัว : 005 , 688
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2559
  • รางวัลที่ 1 : 082460
  • เลขท้าย 2 ตัว : 53
  • เลขหน้า 3 ตัว : 169 , 609
  • เลขท้าย 3 ตัว : 173 , 302
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2558
  • รางวัลที่ 1 : 759049
  • เลขท้าย 2 ตัว : 26
  • เลขท้าย 3 ตัว : 081 , 565 , 567 , 814
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2557
  • รางวัลที่ 1 : 378477
  • เลขท้าย 2 ตัว : 39
  • เลขท้าย 3 ตัว : 123 , 271 , 441 , 864
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2556
  • รางวัลที่ 1 : 646905
  • เลขท้าย 2 ตัว : 51
  • เลขท้าย 3 ตัว : 903 , 075 , 904 , 284
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2555
  • รางวัลที่ 1 : 915900
  • เลขท้าย 2 ตัว : 60
  • เลขท้าย 3 ตัว : 530 , 611 , 656 , 715
งวดประจําวันที่ 1 กรกฎาคม 2554
  • รางวัลที่ 1 : 622953
  • เลขท้าย 2 ตัว : 51
  • เลขท้าย 3 ตัว : 160 , 390 , 463 , 780

อ่านข่าวต้นฉบับ: สถิติหวย ตรวจหวย ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 ก.ค. ย้อนหลัง 10 ปี

Categorie: Thailandia

ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 65) คงที่ รูปพรรณขายออก 30,850 บาท

ประชาชาติ - Ven, 01/07/2022 - 5:14am
อัพเดตข้อมูลล่าสุด วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.14

ราคาทองประจำวันนี้ (1 ก.ค. 2565) คงที่ เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวานนี้ ทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 30,850 บาท ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของสมาคมค้าทองคำ หรือ Gold Traders Association เมื่อ 10.14 น.ที่ผ่านมา

ทองคำแท่งในประเทศ ราคารับซื้ออยู่ที่บาทละ 30,250 บาท ขายออกบาทละ 30,350 บาท ตามประกาศครั้งที่ 2 ประจำวันนี้

ด้านราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 29,698.44 บาท ราคาขายออกบาทละ 30,850 บาท ขณะที่ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 1,804.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

สรุปราคาทองคำ วันที่ 1 ก.ค. 2565

ประกาศครั้งที่ 2

ทองแท่ง
• รับซื้อ บาทละ 30,250 บาท
• ขายออก บาทละ 30,350 บาท

ทองรูปพรรณ
• รับซื้อ บาทละ 29,698.44 บาท
• ขายออก บาทละ 30,850 บาท

ประกาศครั้งที่ 1

ทองแท่ง
• รับซื้อ บาทละ 30,200 บาท
• ขายออก บาทละ 30,300 บาท

ทองรูปพรรณ
• รับซื้อ บาทละ 29,652.96 บาท
• ขายออก บาทละ 30,800 บาท

อ่านข่าวต้นฉบับ: ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 65) คงที่ รูปพรรณขายออก 30,850 บาท

Categorie: Thailandia