Thailandia

English French German Italian Portuguese Russian Spanish

แท็กซี่ วินมอไซค์ จองคิวรับเงิน 5,000-10,000 บาท อย่างไร ?

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:47

เปิดรายละเอียดการลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5,000-10,000 บาท สำหรับแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ อายุเกิน 65 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 29 จังหวัด

วันที่ 17 ตุลาคม 2564 กรณี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ อายุเกิน 65 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ใน 29 จังหวัด ของกรมการขนส่งทางบก

กระทรวงคมนาคมจะเปิดให้ลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2564 ณ กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-4 และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ โดยวันพรุ่งนี้ (18 ต.ค.) จะเป็นวันเปิดลงทะเบียนวันแรก

ช่องทางการลงทะเบียน
  • จองคิวออนไลน์ล่วงหน้าเพื่อมาดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.th/
ช่วงเวลาลงทะเบียน
  • 18 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2564
ผู้ได้รับสิทธิ
  • กลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ
  • อายุเกิน 65 ปี
  • ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ใน 29 จังหวัด
2 กลุ่มผู้รับเงินเยียวยา
  • กลุ่มที่ 1 ใน 13 จังหวัด ช่วยเหลือ 10,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา
  • กลุ่มที่ 2 ใน 16 จังหวัด ช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง
เอกสารที่ต้องเตรียม
  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ
  • บัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ
การจ่ายเงิน

จ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ 2 รอบ

  • รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2564 สำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะและรถแท็กซี่ส่วนบุคคล
  • รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-26 พฤศจิกายน 2564 สำหรับรถแท็กซี่ที่เช่าขับ

อ่านข่าวต้นฉบับ: แท็กซี่ วินมอไซค์ จองคิวรับเงิน 5,000-10,000 บาท อย่างไร ?

Categories: Thailandia

จ่อบังคับใช้ “มาตรฐานสินค้าเกษตรใหม่” 9 รายการ 10 พ.ย. 64

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:44

กรมการค้าต่างประเทศ เตือนผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมและศึกษารายละเอียดกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ชัดเจน ก่อนบังคับใช้ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 2564 นี้

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การปรับปรุงกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1. กฎกระทรวงการขอจดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานและการกำหนดเงื่อนไขการทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน พ.ศ. 2564 2. กฎกระทรวงการขอรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและการกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า พ.ศ. 2564

3. กฎกระทรวงการขอรับอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและการกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า พ.ศ. 2564 4. กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานและการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า พ.ศ. 2564

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 2564 โดยกฎกระทรวงทั้ง 4 ฉบับ มีเป้าหมายในการส่งเสริมการค้าสินค้ามาตรฐานทั้ง 9 สินค้า (ข้าวหอมมะลิไทย แป้งมันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ปุยนุ่น ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ และปลาป่น) และยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามมาตรฐานสากล ซึ่งในสาระสำคัญของกฎกระทรวงแต่ละฉบับ กรมการค้าต่างประเทศได้ปรับปรุงรายละเอียดให้แนวทางปฏิบัติมีความชัดเจนและลดขั้นตอนการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นตลอดจนสอดคล้องกับบริบทการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน รวมถึงยกระดับการให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกและเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าให้กับกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับท้องถิ่นได้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกการยื่นเอกสารประกอบการขอจดทะเบียน/ขอรับอนุญาต หรือการต่ออายุบางรายการ การยกเว้นค่าธรรมเนียมคำร้องขอและค่าแบบพิมพ์คำร้องขอ และการปรับปรุงเงื่อนไขการปฏิบัติงาน เพื่อมุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำของการให้บริการภาครัฐ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างให้การส่งออกสินค้ามาตรฐานของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ และสามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก

นายกีรติ กล่าวอีกว่า กรมการค้าต่างประเทศมีความพร้อมในการเดินหน้ากำกับดูแลการส่งออกสินค้ามาตรฐานให้สอดคล้องตามบทบัญญัติของกฎกระทรวงทั้ง 4 ฉบับข้างต้น อีกทั้ง ยังมุ่งมั่นพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยรองรับการบังคับใช้กฎกระทรวงฉบับใหม่ ตอบสนองการค้ายุค New Normal อีกด้วย

ทั้งนี้ จึงขอให้ผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า สมาคมการค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องศึกษาทำความเข้าใจกฎกระทรวงทั้ง 4 ฉบับ เพื่อเตรียมความพร้อมและลดอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการส่งออกสินค้ามาตรฐาน เมื่อกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการหรือผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้าสินค้ามาตรฐานได้ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า โทร 02 547 4747 หรือสายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385

อ่านข่าวต้นฉบับ: จ่อบังคับใช้ “มาตรฐานสินค้าเกษตรใหม่” 9 รายการ 10 พ.ย. 64

Categories: Thailandia

ศบค. เกาะติดโควิดชายแดนใต้ ตายพุ่ง 21 ราย 5 จังหวัดป่วย 2,918 คน

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:37

ศบค. รายงานวิกฤติโควิด “ชายแดนใต้” ป่วย-ตาย พุ่งสูง “ยะลา-นครศรีธรรมราช-ปัตตานี-สงขลา-นราธิวาส” ยอดเสียชีวิต 21 ราย จาก 8 จังหวัดใต้ พบผู้เดินทางจาก “มาเลเซีย” แพร่เชื้อ “ประยุทธ์” แต่งตั้ง “พล.อ.ณัฐพล” นั่ง ผอ.ศบค.ส่วนหน้า เกาะติดแก้ปัญหาโควิดใต้ 

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 10,111 ราย จำแนกเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 10,046 ราย ติดเชื้อจากต่างประเทศ 24 ราย จากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 41 ราย

ผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,764,949 ราย หายป่วยเพิ่ม 10,612 ราย หายป่วยสะสม 1,640,824 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 1,668,250 ราย

วันนี้มีผู้เสียชีวิต 63 คน เสียชีวิตสะสม 18,242 คน เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 รวม 18,336 คน ส่วนผู้ป่วยรักษาอยู่ 107,226 ราย แบ่งเป็นรักษาในโรงพยาบาล 41,894 ราย โรงพยาบาลสนาม 65,332 ราย อาการหนัก 2,831 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 644 ราย

ห่วงชายแดนใต้ ติดเชื้อเพิ่ม 23%

แนวโน้มการติดเชื้อในประเทศ (จากกราฟด้านล่าง) แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล (กราฟเส้นสีน้ำเงิน) จะเห็นว่า มีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 16% ซึ่งเป็นทิศทางการลดลงของการติดเชื้ออย่างชัดเจน ขณะที่ต่างจังหวัด (กราฟเส้นสีเขียว) มีทิศทางลดลงเช่นเดียวกัน แต่เป็นการลดลงอย่างช้า ๆ

สำหรับการติดเชื้อในชายแดนใต้ (กราฟเส้นสีส้ม) มีทิศทางการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว 16-17% แต่วันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 23% ซึ่งมีความน่าเป็นห่วง โดย ศบค.ชุดเล็ก ได้มีการหารือ วิเคราะห์สาเหตุการติดเชื้อในชายแดนภาคใต้

ภาคใต้ตายเพิ่ม 21 ราย “นครศรีธรรมราช” มากสุด 8 คน

ขณะเดียวกัน การติดเชื้อในชายแดนภาคใต้ เป็นไปเช่นเดียวกับจำนวนผู้เสียชีวิตในวันนี้ 63 ราย โดยมีรายงานเสียชีวิตจากภาคใต้ถึง 21 ราย จากนครศรีธรรมราช 8 ราย ประจวบคีรีขันธ์ 3 ราย ภูเก็ต 3 ราย สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส จังหวัดละ 2 ราย ยะลา ชุมพร และสตูล จังหวัดละ 1 ราย

ทั้งนี้ 94% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ก็ยังมาจากผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป จำนวน 44 ราย คิดเป็น 70% อายุน้อยกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 15 ราย คิดเป็น 24% ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 4 ราย คิดเป็น 6%

5 จังหวัด “ใต้” ติดท็อปลิสต์พบเชื้อมากสุด

การรายงาน 10 จังหวัด ที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด ยังเป็นกรุงเทพมหานคร 1,046 ราย ส่วนลำดับที่ 2-6 เป็นจังหวัดในภาคใต้ทั้งสิ้น ได้แก่ ยะลา 756 ราย นครศรีธรรมราช 615 ราย สงขลา 579 ราย ปัตตานี 502 ราย และนราธิวาส 466 ราย ตามลำดับ ส่วนลำดับที่ 7 ระยอง 402 ราย ชลบุรี 354 ราย เชียงใหม่ 314 ราย และสมุทรปราการ 247 ราย

พบผู้เดินทางจาก “มาเลเซีย” แพร่เชื้อภาคใต้

เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงการติดเชื้อที่อยู่ในจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด ในภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงกลางเดือนตุลาคม 2564 จะพบว่า ปัจจัยเสี่ยงนอกจากมาจากสถานบันเทิงเป็นแห่งแรกแล้ว ยังมาจากเรือนจำ ผู้ต้องขัง โรงงาน ผู้มีอาการทางเดินทางหายใจ ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ยังพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี

เฝ้าระวังคลัสเตอร์ 10 จังหวัดต่อเนื่อง

สำหรับคลัสเตอร์อื่น ๆ ใน 10 จังหวัดที่พบติดเชื้อมากที่สุด ที่ยังคงให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง คือ คลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้าง จ.จันทบุรี ระยอง ส่วนใน จ.ชลบุรี พบว่าติดเชื้อจากสหกรณ์กองทุนสวนยาง และยังมีจาก ล้งผลไม้ ที่พบมากใน จ.จันทบุรี

ในส่วนของคลัสเตอร์งานศพ ยังคงมีต่อเนื่อง และมีอีกหลายจังหวัด ได้แก่ ลำพูน ขอนแก่น เลย สระแก้ว และกาญจนบุรี

นายกฯ ตั้งศูนย์ฯ คุมโควิดใต้ ตั้ง “พล.อ.ณัฐพล” นั่ง ผอ.ศบค.ส่วนหน้า

ขณะที่สถานการณ์การติดเชื้อภาคใต้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ จากที่รายงานวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศบค. ได้มีคำสั่งจัดตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสงขลา โดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เริ่มมีผลบังคับใช้วันนี้ (18 ต.ค.)

นอกจากศูนย์ฯ ดังกล่าวแล้ว ทาง ศบค.ชุดเล็ก ยังหารือถึงการส่งผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมควบคุมโรค ลงไปช่วยในการสอบสวนโรคในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มเติมด้วย

นับถอยหลัง 2 สัปดาห์ “เปิดประเทศ”

แพทย์หญิงสุมนี ระบุว่า นอกจากปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ยังได้หารือถึงเรื่องการเปิดประเทศ ซึ่งนับจากวันนี้ (18 ต.ค.) มีระยะเวลาในการเตรียมตัวเพียง 2 สัปดาห์ ก่อนจะถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยแผนการเปิดประเทศมีการพูดคุยหารือจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ศบค. กระทรวงสาธารณสุข นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ได้เตรียมความพร้อมก่อนที่จะออกแผนการท่องเที่ยวมานานแล้ว และมีการปรับหลายครั้ง

มีการหารือกับภาคธุรกิจ สถานประกอบการ อาจจะไม่มีรูปแบบที่ดีที่สุด หรือสมบูรณ์ที่สุด แต่ต้องมีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่จะดำเนินมาตรการไปได้ด้วยการที่ประชาชนจะต้องมีความปลอดภัย และระบบสาธารณสุขมีความมั่นคง

การระบุรายชื่อประเทศ หรือเที่ยวบิน ตามข้อเท็จจริงแล้ว บางประเทศยังไม่ได้เปิดให้คนออกนอกประเทศตัวเอง แต่การเปิดเที่ยวบิน เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่คนไทยในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้เดินทางกลับบ้านได้สะดวกขึ้น แต่ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

เตรียมพร้อม 3 ด้าน รับ “เปิดประเทศ”

นอกจากนี้ แพทย์หญิงสุมนี ระบุอีกว่า ยังมีการหารือการเปิดประเทศเป็นระยะ ๆ โดยจะต้องมีความพร้อม 3 ด้านด้วยกัน ด้านแรก คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดต้องทรงตัวหรือคงตัว

ด้านที่ 2 คือ จะต้องพิจารณาถึงขีดความสามารถของสาธารณสุข ว่ามีความพร้อม ทั้งในเรื่องป้องกัน การควบคุม และการรักษา

ด้านที่ 3 คือ พื้นที่นำร่อง สีฟ้า 15 จังหวัด จะต้องมีความครอบคลุมของการวัคซีนไม่น้อยกว่า 70%

“ดังนั้นการเปิดประเทศต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องทยอยเปิด ถ้าเกิดว่าพร้อมก่อนก็เปิดก่อน โดยมาตรการหลักในการเปิดจะต้องอยู่ภายใต้มาตรการ Covid free setting ขณะนี้เราอยู่ในระยะนำร่องของการเปิดประเทศ และได้มีการเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์มาแล้ว ซึ่งภูเก็ตแซนด์บอกซ์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่จะดำเนินการเปิดประเทศในจังหวัดที่เป็นจังหวัดนำร่องพื้นที่สีฟ้าอื่น ๆ ในระยะถัดไป”

หลักการการเปิดประเทศระยะที่ 1 จะต้องมาจากประเทศที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดที่มีความเสี่ยงต่ำ และจะต้องเดินทางมาจากทางอากาศเท่านั้น หรือทางเครื่องบิน มีเอกสารรับรองการรับวัคซีนครบ 2 เข็ม ตามที่ราชการกำหนด ต้องมีผลตรวจโควิดด้วยวิธี RT-PCR เป็นลบ พร้อมทั้งต้องทำประกันสุขภาพอย่างน้อย 5 หมื่นเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้ว จะต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น OQ, ASQ หรือ โรงแรมชาพลัสที่มีศูนย์โรงพยาบาลคู่ปฏิบัติการ และเมื่อผลเป็นลบจึงจะเดินทางเข้าพื้นที่สีฟ้า ที่เป็นนำร่องได้

อ่านข่าวต้นฉบับ: ศบค. เกาะติดโควิดชายแดนใต้ ตายพุ่ง 21 ราย 5 จังหวัดป่วย 2,918 คน

Categories: Thailandia

ดร.อนันต์ เปิดงานวิจัย ฉีดโมเดอร์นาเข็ม 3 ครึ่งโดส กระตุ้นแอนติบอดีได้

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:19

ดร.อนันต์ นักไวรัสวิทยา เปิดงานวิจัย ฉีดวัคซีนบูสเตอร์โมเดอร์นาครึ่งโดส แอนติบอดีพุ่งสูงเมื่อเทียบหลังฉีดเข็ม 2

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่า

Moderna เข็มกระตุ้นที่ใช้โดสต่ำลงคือจาก 100 mcg เป็น 50 mcg มีข้อมูลยืนยันออกมาจาก Moderna ว่าสามารถทำได้ครับ ค่าแอนติบอดีที่กระตุ้นมาได้ด้วยปริมาณวัคซีนที่ลดลงครึ่งนึง สามารถพุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับหลังเข็มสองใหม่ ๆ มาได้ประมาณ 70% รวมถึงผู้สูงอายุด้วย

ภาพนี้เป็นข้อมูลที่ Moderna แสดงออกมาว่า ค่าแอนติบอดี (NAb) หลังเข็มสอง 1 เดือน อยู่ที่ 1081 พอผ่านไป 6-8 เดือน ลดลงเหลือ 126 และ ถูกกระตุ้นด้วยเข็มสามปริมาณ 50 mcg หรือ ครึ่งโดส ค่า NAb พุ่งสูงขึ้นมาที่ 1893 และ 1762 ในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงว่า การลดโดสครึ่งนึงเป็นเข็มกระตุ้นได้ครับ

แต่ข้อจำกัดของข้อมูลคือ การทดสอบนี้มาจากผู้ได้ Moderna x2 มา ยังไม่มีข้อมูลว่า ผู้ได้วัคซีนรูปแบบอื่นเช่นเชื้อตาย หรือ Viral vector จะสามารถถูกกระตุ้นด้วยปริมาณโดสดังกล่าวแล้วภูมิจะกระตุ้นได้มากน้อยอย่างไร คงต้องเก็บข้อมูลกันต่อไปครับ

อ่านข่าวต้นฉบับ: ดร.อนันต์ เปิดงานวิจัย ฉีดโมเดอร์นาเข็ม 3 ครึ่งโดส กระตุ้นแอนติบอดีได้

Categories: Thailandia

“สมชัย” อดีตปลัดคลัง แนะ สศค. 5 แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:09

“สมชัย” อดีตปลัดคลัง แนะสศค. 5 แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ ควรเพิ่มบทบาทกองทุนหมู่บ้าน ด้าน ธปท. ควรปรับนโยบาย หนุนประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน-ความยากจนซ้ำซาก พร้อมสร้างสมดุลรายได้ของประเทศ

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นายสมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเสวนาวิชาการ เรื่อง “เพิ่มมุมคิด เติมมุมมอง ก้าวข้ามวิกฤต COVID-19” ในงานครบรอบวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปีที่ 60 โดยระบุว่า ยังมีความท้าทายอีกมากที่ภาครัฐ กระทรวงการคลัง และ สศค. ต้องเข้าใจ และหาทางแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่การแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ หรือ แบบผักชีโรยหน้า โดย 5 สิ่งที่ควรทำ ได้แก่

1.การแก้ปัญหาคนตกงานให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้งอย่างมั่นคง โดยระบุ การแจกเงินไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่การจะยิงนก เมื่อกระสุนออกไป 1 นัดต้องได้นกกลับมา 2 ตัว ไม่ใช่ 1 ตัว พร้อมแนะให้มีการแบ่งโซนสีความรุนแรงของปัญหา ให้โอกาสท้องถิ่นเป็นผู้ออกมาตรการ มีการเชื่อมโยงกับกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ควรฟื้นบทบาทของ “กองทุนหมู่บ้าน” ให้มีส่วนร่วมในการเสนอโครงการและการปล่อยสินเชื่อ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ

2.การแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือคนตัวเล็กกลับมาค้าขายได้เหมือนเดิมแบบนิวนอมัล ชี้นโยบายเสริมสภาพคล่องของกระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ตาข่ายรูใหญ่ ทำให้คนตัวเล็กหลุดจากตาข่าย ทำให้ธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ บนเงื่อนไขที่ผ่อนปรนจริงหรือไม่ ขณะเดียวกันในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้นพบว่าแบงก์พาณิชย์มีกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งแบงก์พาณิชย์ควรเข้ามามีบทบาทช่วย แต่มีการอ้างกฎเกณฑ์ของ ธปท. จึงต้องย้อนไปดูที่ ธปท. ว่าการทำนโยบาย ทำบนเครื่องมือใหม่ๆ ได้หรือไม่ ปรับนโยบายได้หรือไม่

“มองว่าที่ผ่านมา ธปท. ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำนโยบายน้อยมาก ดังนั้น นโยบายการเงินต้องปรับใหม่และนอกกรอบมากกว่านี้ เราเห็นปัญหาชัดเจน เราต้องยอมรับความจริง ขณะที่รัฐบาลไม่เคยทำผิดวินัยการเงินการคลัง เพราะเมื่อก่อหนี้เพิ่มและสุ่มเสี่ยงเกินเพดานหนี้สาธารณะ ก็ขยับเพดานหนี้ขึ้นเรื่อยๆ การทำแบบนี้ทำให้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังหมดประสิทธิภาพ การจะขยายหนี้ต้องมีแผนรองรับการลดหนี้ที่ชัดเจน”

3.การแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนภาคประชาชนให้ลดลงเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการออกมาตรการปรับโครงสร้าง ต้องมีมาตรการเสริมออกมาควบคู่ พร้อมแนะใช้ AO แก้ปัญหาความยากจนแบบรายคน ให้คำปรึกษาและติดตามผล ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบได้ผล และต้องร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่นและต้องใช้ทรัพยากรบุคคลทั้งหมดที่มีเข้าไปช่วยแก้ปัญหา

4.การแก้ปัญหาความยากจนซ้ำซาก ซึ่งวิกฤตโควิดนี้กระทบอย่างมากต่อกลุ่มคนจน พร้อมระบุว่า กระทรวงคลัง และ สศค. กำลังใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ผิดวัตถุประสงค์ ไม่ใช่การใส่เงินเข้าไปแล้วจบ ซึ่งปรัชญาหลักของบัตรฯ นี้มีขึ้น เพื่อทำให้คนถือบัตรลดลง ช่วยเปลี่ยนจากคนจนเป็นคนชั้นกลาง

“การเพิ่มจำนวนบัตรฯ มากขึ้น ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ หากในช่วง 3 ปีตั้งแต่มีบัตรฯ เกิดขึ้นในปี 60 และคนจนยังไม่ลดลง ต้องกลับมาแก้ที่ สศค. ต้องปรับเพิ่มมาตรการหรือนโยบายในการเข้าไปช่วยเหลือให้คนถือบัตรฯ หลุดจากการเป็นคนจน ฝาก สศค. ให้ปรับวิธีการ เพราะที่ทำตอนนี้ไม่ใช้วัตถุประสงค์ของบัตร”

และ 5.การสร้างความสมดุลของรายได้ประเทศ โดยยังคงพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ แต่ต้องสร้างความสมดุลหรือความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจจากภายในประเทศด้วย เช่น ด้านเกษตรอาหาร ด้านสุขภาพการแพทย์ ด้านการท่องเที่ยวที่ปรับมาเป็นการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เป็นต้น

นอกจากนี้ อดีต ผอ.สศค. ยังได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ โดยระบุว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเป็นปัญหาที่โครงสร้าง เพราะในช่วงเศรษฐกิจดี รัฐบาลก็จัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้น จึงไม่ควรบอกว่า เมื่อเศรษฐกิจดีแล้วจะทำให้การจัดเก็บภาษีมากขึ้น ซึ่งจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ใหม่

อ่านข่าวต้นฉบับ: “สมชัย” อดีตปลัดคลัง แนะ สศค. 5 แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

Categories: Thailandia

เจ้าชายวิลเลี่ยม มอบรางวัลสิ่งแวดล้อม “Earthshot” ทีมจากไทยได้ด้วย

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:06

เปิดรายชื่อ 5 ทีม ที่ได้รับรางวัล “Earthshot” รางวัลด้านสิ่งแวดล้อมของเจ้าชายวิลเลียม มีจากประเทศไทยด้วย คนชนะได้เงิน 1 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 45 ล้านบาท

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 บีบีซีรายงานว่า กองทุนรอยัล เฟาน์เดชัน (Royal Foundation) องค์กรการกุศลของเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ รัชทายาทลำดับ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ และแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พระชายา ได้จัดงานประกาศรางวัลเอิร์ธช็อต (Earthshot) รางวัลด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกเพื่อจูงใจให้ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงและซ่อมแซมโลกซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 10 ปี จำนวน 5 รายการ เมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ (17 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ที่พระราชวังอเล็กซานดรา ในกรุงลอนดอน

PHOTO : Alberto Pezzali, pool : AP /

 

รางวัล “Earthshot” ก่อตั้งโดย เจ้าชายวิลเลียม โดยล้อกับชื่อโครงการ Moonshot ของสหรัฐอเมริกา ในช่วงยุค 60 ที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี ในตอนนั้นให้คำมั่นว่าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ให้ได้ภายใน 1 ทศวรรษ ซึ่งรางวัล Earthshot เพื่อแก้ปัญหาสภาพอากาศโลกปีละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 10 ปี โดยผู้ชนะแต่ละรายการได้รับเงิน 1 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 45 ล้านบาท

 

PHOTO : Alberto Pezzali, pool : AP /

ในการประกาศรางวัลครั้งนี้ มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมงาน อาทิ เอ็มมา วัตสัน, เดม เอ็มมา ทอมป์สัน, เดวิด โอเยโลโว เอ็ด ชีแรน, ดาเนียล อัลวีส นักฟุตบอลชาวบราซิล, รวมถึงเยมิ อาเลเด นักร้องนักแต่งเพลงชื่อดัง ทุกคนที่เข้าร่วมงาน ไม่มีคนใดที่เดินทางมายังกรุงลอนดอนด้วยเครื่องบิน อีกทั้งในงานไม่มีการใช้พลาสติกในการสร้างเวทีและมีการปั่นจักรยานกว่า 60 คันเพื่อผลิตไฟฟ้าแทน

PHOTO : Alberto Pezzali, pool : AP / ผู้ได้รับรางวัล 5 รายการ

ปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ (Protect and Restore Nature:)

สาธารณรัฐคอสตาริกา : เป็นประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเคลียร์พื้นที่ป่าเกือบทั้งหมด แต่ตอนนี้ได้เพิ่มจำนวนต้นไม้เป็นสองเท่า และถูกมองว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติตาม

ทำความสะอาดอากาศของเรา (Clean our Air)

บริษัท ทาคาชาร์ (Takachar) จากประเทศอินเดีย : ผู้พัฒนาอุปกรณ์พกพาที่เปลี่ยนของเสียทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ย กับเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรหยุดเผาไร่นากำจัดเศษซากผลผลิตทางการเกษตรซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

ฟื้นฟูมหาสมุทร (Revive our Oceans) 

โครงการโครอลวิตา จากประเทศบาฮามาส ที่ดำเนินการโดยเพื่อนรักสองคน ที่ร่วมกันปลูกปะการังในบาฮามาสเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังที่กำลังจะสูญหายไปจากโลก และด้วยถังพิเศษที่พัฒนาขึ้น ทำให้ปะการังเหล่านี้เติบโตได้เร็วกว่าปกติถึง 50 เท่า

สร้างโลกที่ปราศจากขยะ (Build a Waste-Free World)

เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมืองศูนย์กลางขยะจากอาหาร เปลี่ยนความท้าทายของอาหารเหลือทิ้งด้วยการให้ธุรกิจร้านอาหารมีส่วนร่วมในการบริจาคอาหารที่เหลือจากการขายและนำไปมอบให้ผู้ยากไร้ นอกจากช่วยลดขยะอาหารแล้ว ยังช่วยแก้วิกฤตความหิวโหยได้ด้วย

แก้ไขสภาพอากาศ (Fix our Climate)

เครื่องผลิตไฮโดรเจน ทีมเออีเอ็ม อิเล็กทรอไลเซอร์ (AEM Electrolyser) เป็นความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ไทย, เยอรมนี และอิตาลี ต่อการออกแบบที่ชาญฉลาดด้วยการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฮโดรเจน โดยแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน แทนที่การผลิตก๊าซไฮโดรเจนแบบทั่วไปซึ่งนิยมผลิตด้วยการเผาเชื้อเพลิงถ่านหิน

โดยคณะกรรมการระบุว่า เป็นความคิดอันชาญฉลาดในการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างไฮโดรเจน ด้วยการแยกส่วนน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน

อ่านข่าวต้นฉบับ: เจ้าชายวิลเลี่ยม มอบรางวัลสิ่งแวดล้อม “Earthshot” ทีมจากไทยได้ด้วย

Categories: Thailandia

ปาฐกถาผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เปิดแผนสร้างภูมิทัศน์ใหม่ระบบการเงินไทย

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:05

“เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลง “เร็วและแรง” ภาคการเงินต้องปรับตัว เผย ธปท. ใช้หลัก 3 เปิด หรือ 3 OPEN ดันบทบาทผู้กำกับดูแล ตอบรับโจทย์ประชาชน-เอกชน

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษ ในงาน “Bangkok FinTech Fair 2021: Shaping Digital Finance in the New Decade” ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย จัดขึ้น โดยมีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

ผู้ว่าแบงก์ชาติ กล่าวถึง ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น 2 เรื่อง โดยบอกว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น “เร็ว” และ “แรง” อย่างน้อย 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก คือ พัฒนาการทางเทคโนโลยีที่พลิกโฉมการใช้ชีวิต การดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมต่างๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันวิกฤติ COVID ก็เข้ามาเร่งให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องเรียนรู้เทคโนโลยี และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องที่ 2 คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เราเห็นภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนภาคเศรษฐกิจในหลายส่วน ทำให้เราต้องหันมาคิดอย่างจริงจังว่า ทำอย่างไรที่จะผลักดันให้ภาคเศรษฐกิจและประเทศ เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนภายใต้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้

อุตสาหกรรมการเงิน รับมือดิจิทัลเทคโนโลยี

พร้อมนำเสนอความคิดเกี่ยวกับการปรับตัวของภาคการเงินในทศวรรษนี้ เป็นมุมมอง 3 ส่วน ว่า

ส่วนแรก เราเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของภาคการเงินไทย ซึ่งมีอย่างน้อย 2 ด้าน คือ

เรื่องแรก คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางการเงินอย่างกว้างขวาง เช่น ด้านบริการชำระเงิน โครงสร้างพื้นฐาน PromptPay ทำให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมฝาก ถอน โอนเงิน หรือชำระเงินได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว ทุกที่ ทุกเวลา

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียน PromptPay มากกว่า 60 ล้านหมายเลข และมีมูลค่าธุรกรรมเฉลี่ยต่อวันกว่า 85,000 ล้านบาท หรือการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Blockchain มาใช้ในการออกหนังสือค้ำประกันให้กับองค์กรต่าง ๆ ช่วยลดเวลาออกหนังสือค้ำประกันจากเดิม 3-5 วัน ปัจจุบันเหลือเพียง 10 นาที ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้กับธุรกิจและภาครัฐได้มาก

เรื่องที่ 2 คือ การเพิ่มขึ้นของบทบาทของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ทั้งในรูปแบบที่เป็น non-bank เดี่ยวหรือ non-bank ร่วมมือกับธนาคาร ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่หลากหลาย และมีส่วนสำคัญ
ในการเข้ามาเติมเต็มให้กับกลุ่มประชาชนหรือ SMEs ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินบางประเภท โดยเฉพาะเรื่องของสินเชื่อ

ตัวอย่างเช่น การทำธุรกรรมต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดข้อมูลทางเลือก หรือที่เรียกกันว่า alternative data ที่ช่วยให้ประชาชนที่ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีหลักประกัน หรือไม่มีข้อมูลกับสถาบันการเงิน สามารถใช้ข้อมูลพฤติกรรมในการขอสินเชื่อและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

ในเรื่องนี้ ธปท. ได้อนุญาตให้มีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลแล้ว ซึ่งได้รับผลตอบรับดี โดยปัจจุบันการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลนี้ช่วยให้ประชาชนกว่า 2 แสนราย เข้าถึงสินเชื่อกว่า 2 พันล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นใหม่ๆ จากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่พยายามเข้ามาปิดช่องว่างในการให้บริการทางการเงินหรือสนับสนุนการทำธุรกิจให้กับกลุ่ม เช่น กลุ่ม FinTech startups ที่เข้ามาให้บริการในส่วนที่ยังเป็นช่องว่างของการให้บริการโดยกลุ่มธนาคาร อย่างผู้ให้บริการ peer-to-peer lending platform ที่เชื่อมโยงผู้กู้
กับผู้ให้กู้โดยตรง หรือ BigTech platforms ที่มีการให้บริการครบวงจรตั้งแต่ให้บริการซื้อขายสินค้า ส่งของ ลงทุน ไปจนถึงการให้บริการทางการเงิน และล่าสุด มีการให้บริการในลักษณะเป็น Decentralized Finance หรือ DeFi ที่ดำเนินกิจกรรมทางการเงินทุกอย่างด้วย smart contracts ซึ่งเป็นการตัดบทบาทของตัวกลางออกไป

แม้ปัจจุบันจะยังมีจำนวนไม่มาก แต่แนวโน้มเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจปัจจุบันจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้

ส่วนที่ 2 จากแนวโน้มที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากผู้ประกอบการต้องปรับตัว ธปท. เอง ก็จำเป็นต้องปรับ และดำเนินการเพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากโอกาสที่มากับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างเต็มที่

โดยการเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำกับดูแล และรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินที่จะคำนึงถึงต้นทุนจากการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของผู้ประกอบธุรกิจ และการกำกับดูแลตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายขนาดและประเภทมากขึ้น

สำหรับในเรื่องเสถียรภาพนั้น จะให้น้ำหนักของเรื่อง resiliency มากขึ้น คือ ความสามารถในการรับมือกับผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดันต่าง ๆ รวมถึงความสามารถในการฟื้นตัวหลังจากถูกแรงกระทบ เพื่อให้เกิดวิวัฒนาการสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

3 แนวทาง ธปท.ปรับภูมิทัศน์ระบบการเงินไทย

นอกจากการปรับตัวของ ธปท. ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงแล้ว ธปท. จะดำเนินการใน 3 แนวทางสำหรับสร้างภูมิทัศน์หรือ Landscape ของระบบการเงินไทยในระยะต่อไป หรือที่เรียกกันภายในว่า 3 Open

แนวทางที่ 1 หรือ Open แรก คือเรื่องของ Open, shared and interoperable infrastructure ได้แก่ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม โดยต้องเปิดกว้างให้ผู้ให้บริการ ทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถเข้ามาต่อยอดบริการทางการเงินได้ และแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกัน

ประเด็นนี้เป็นเรื่อง open infrastructure นอกจากนี้ ต้องมีการ share infrastructure เพื่อลดต้นทุน และทำให้ Infrastructure ที่สร้างขึ้นมา interoperable หรือสามารถเชื่อมโยงกันได้ ตัวอย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน หรือที่เรียกว่า “Smart financial and payment infrastructure for business” ที่จะเชื่อมโยงกระบวนการทางธุรกิจ การรับส่งใบแจ้งหนี้ การชำระเงินและการชำระภาษี พร้อมใบเสร็จรับเงิน ให้เป็นดิจิทัลอย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการตรวจสอบข้อมูล การจ่ายและรับเงินได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ลดความผิดพลาดและโอกาสเกิดการทุจริต รวมทั้งนำไปต่อยอดได้ เช่น ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อขอสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจและ SMEs

พร้อมกับการพัฒนาเงินบาทดิจิทัล หรือ CBDC ก็จะเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบการเงินของเราในอนาคต เพิ่มทางเลือกสำหรับประชาชนและธุรกิจให้สามารถเข้าถึงเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยได้ ช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมต่าง ๆ และ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการหลากหลายประเภทนำไปพัฒนานวัตกรรมเพิ่มเติมได้ และยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ ธปท. ร่วมผลักดัน เช่น digital ID ภายใต้ NDID platform เพื่อใช้ยืนยันตัวตนสำหรับธุรกรรมในภาคธุรกิจ ภาคธนาคาร และภาครัฐ

“เป็นที่น่ายินดีว่า มีลูกค้าลงทะเบียนใช้งาน NDID แล้วเกือบ 2 ล้านราย ในอนาคต ธปท. จะร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในการผลักดันให้มีการใช้งาน digital ID อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนา digital ID สำหรับนิติบุคคลในระยะต่อไป” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ กล่าว

แนวทางที่ 2 หรือ Open ที่ 2 คือเรื่องของ Open environment ได้แก่ การสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมจากผู้เล่นทุกประเภท โดยจะปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อทั้งการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมและการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ กำกับดูแลเป็นสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงของผู้ประกอบการ หรือ risk proportionality รวมถึงการปรับปรุง regulatory sandbox ของ ธปท. ให้ยืดหยุ่น เปิดรับนวัตกรรมของผู้เล่นใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรมสามารถเข้าทดสอบได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระที่ผู้ประกอบการต้องติดต่อกับผู้กำกับดูแลหลายราย

แนวทางที่ 3 หรือ Open ที่ 3 คือเรื่อง Open data คือ การพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยง
กันได้ เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูล และนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เป็นทิศทางที่ทุกประเทศกำลังเดินหน้าไป สำหรับในภาคการเงินไทย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการทางการเงินต่าง ๆ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำถูกต้องในการวางนโยบาย การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้ การเปิดให้เข้าถึงข้อมูลสะดวกขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยี APIs ที่มีมาตรฐานร่วมกัน จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมของการมีข้อมูล และเพิ่มประโยชน์จากการใช้ digital footprint ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแข่งขันกันที่บริการอย่างแท้จริง โดยต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ซึ่งในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรฐานและแนวทางในการใช้งานร่วมกัน

ปัจจุบัน ธปท. ร่วมกับภาคธนาคารกำลังดำเนินการเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล bank statements เพื่อให้ลูกค้านำข้อมูลการเงินของตนเองไปขอใช้บริการอื่น ๆ เช่น การขอสินเชื่อ หรือการยืนยันฐานะกับหน่วยงานอื่นได้สะดวกมากขึ้น และจะขยายไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลอื่น ๆ ในระยะต่อไป โดย ธปท. จะร่วมกับผู้ประกอบการภาคการเงินกำหนดมาตรฐานและทิศทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางการเงิน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรข้อมูลร่วมกันอย่างชัดเจน

ประชาชน-ผู้ประกอบธุรกิจ ได้อะไร?

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวในช่วงท้ายว่า มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ ท่านอาจมีคำถามในใจว่า จากสิ่งที่ได้เล่าไป พวกท่านจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ในส่วนที่ 3 นี้ ผมจึงจะฉายภาพอนาคตของโอกาสหรือประโยชน์ที่แต่ละภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคผู้ให้บริการทางการเงินจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้

ในมุมของประชาชน จากเดิมที่มีบริการทางการเงินลักษณะเดียวสำหรับทุกคน และยังมีความไม่สะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำธุรกรรม online การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการดังกล่าวข้างต้นจะช่วยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่ตรงกับความต้องการรายบุคคลมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกกันว่า mass customization

รวมทั้งได้รับความสะดวกในการใช้บริการทางการเงิน เช่น สามารถทำธุรกรรมโดยไม่ต้องไปที่สาขาธนาคาร จากการยืนยันตัวตนข้ามหน่วยงานผ่านโครงสร้างพื้นฐาน digital ID และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการผ่านการใช้มาตรฐาน APIs ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนในการทำธุรกรรม เปิดโอกาสให้มีบริการทางการเงินที่หลากหลาย ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น

ขณะเดียวกันผู้ที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยากในอดีต จะมีโอกาสมากขึ้นจากการทำธุรกรรมทางการเงินดิจิทัล ทำให้มี digital footprint ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ประกอบการให้บริการของผู้ประกอบการได้ด้วย

ในมุมของผู้ประกอบธุรกิจ การเร่งให้มีการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานจากการลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด ลดเวลาในการให้บริการ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวางมากขึ้นจากการให้บริการช่องทางดิจิทัล และการเข้าถึงข้อมูลที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ในมุมของผู้ให้บริการทางการเงิน การสนับสนุนให้มีการพัฒนาและใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน เช่น โครงการ Smart financial and payment infrastructure และโครงการอื่น ๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น จะส่งเสริมให้มีการพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนการปรับปรุงกฎเกณฑ์การกำกับดูแลของ ธปท. ที่จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนและเอื้อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน

และสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกล่าวถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งด้านภัยไซเบอร์และการหลอกลวงที่ทวีจำนวนและความหลากหลายของรูปแบบมากขึ้น ธปท. จึงยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถให้การป้องกันและรับมือกับภัยไซเบอร์ของผู้ประกอบการทางการเงินอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ใช้บริการในการระวังป้องกันตัวเอง

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: ปาฐกถาผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เปิดแผนสร้างภูมิทัศน์ใหม่ระบบการเงินไทย

Categories: Thailandia

ประยุทธ์ สั่งแก้ปัญหาบัญชีธนาคารถูกดูดเงิน พร้อมคืนเงินให้ผู้เสียหาย

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:05

ประยุทธ์ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหากรณีประชาชนถูกหักเงินบัญชีธนาคารผิดปกติ พร้อมดูแล-คืนเงินให้ผู้เสียหาย

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 จากกรณี กระแสบนโซเชียลมีเดียปรากฏบัญชีธนาคารหลายแห่งถูกแฮกพร้อมกัน เป็นจำนวนมาก โดยมีการอ้างว่าหลายบัญชี ถูกตัดเงินครั้งละไม่มาก แต่ตัดบ่อย ๆ ถี่ ๆ ในช่วงวันที่ 1-2 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเพจดังหลายเพจต่างรายงานเรื่องนี้ ตามที่ได้เคยรายงานไปแล้วนั้น

ต่อมา ไทยคู่ฟ้า สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาล เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและเร่งแก้ไขปัญหา หลังพบประชาชนถูกหักเงินจากบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตอย่างผิดปกติเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด สมาคมธนาคารไทยและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า เบื้องต้นพบว่าไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลธนาคาร แต่เป็นรายการจากการทำธุรกรรมกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปฯ หักเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว

ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ระงับการใช้บัตรของประชาชนที่มีรายการผิดปกติแล้ว พร้อมเร่งตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติ หากประชาชนพบความผิดปกติของธุรกรรมบัญชี สามารถติดต่อ Call center หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรได้ทันที และจะเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายโดยเร็วต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับ: ประยุทธ์ สั่งแก้ปัญหาบัญชีธนาคารถูกดูดเงิน พร้อมคืนเงินให้ผู้เสียหาย

Categories: Thailandia

ไวซ์ไซท์เผยข้อมูลโลกโซเชียลพูดถึงซีรีส์ SQUID GAME 95 ล้านครั้งตลอด 1 เดือน

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 09:04

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยข้อมูลโลกโซเชียลพูดถึงซีรีส์ SQUID GAME 95 ล้านครั้งตลอด 1 เดือน

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยข้อมูลจากการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ระหว่างวันที่ 17 กันยายน-17 ตุลาคม 2564 ถึงกระแสความนิยมของซีรีส์เกาหลีเรื่อง Squid Game ที่ฉายผ่านทาง Netflix ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 พบว่ามีการพูดถึงซีรีส์เรื่องนี้ในโลกโซเชียล 95,112,359 เอ็นเกจเมนต์

บนโลกโซเชียลมีการทำคอนเทนต์วิเคราะห์ และรีวิวซีรีส์ในหลากหลายแง่มุม ซึ่งได้รับเอ็นเกจเมนต์สูงถึง 9,193,176 เอ็นเกจเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของซีรีส์, การฉีกกรอบเดิม ๆ ของซีรีส์เกาหลี, การสร้าง ‘Soft Power’ ของเกาหลีใต้ผ่านซีรีส์ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก, เนื้อหาที่มีความรุนแรง, วิธีการดำเนินเนื้อเรื่องของผู้กำกับ, วิเคราะห์เรื่องของงานโปรดักส์ชั่น และอาร์ตไดเรกชั่น, บทความวิเคราะห์เปรียบเทียบกับซีรีส์แนวเอาชีวิตรอดเรื่องอื่น ๆ รวมถึงยังมีการวิเคราะห์ถึงวิธีการลงทุนสร้างซีรีส์ของแพลตฟอร์ม Netflix ที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จในระดับโลก

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ ไวซ์ไซท์จึงทำการรวบรวมข้อมูล 5 ประเด็นฮอต โดยเรียงลำดับตามเอ็นเกจเมนต์ ดังนี้

การจำลองฉากเกมส์จากซีรีส์ 51,801,373 เอ็นเกจเมนต์

เหล่าเกมเมอร์ชื่อดังสร้างคอนเทนต์เลียนแบบเกมในซีรีส์ ผ่านเกม Minecraft และ Roblox รวมถึงเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ทำคอนเทนต์แข่งขันบนด่านต่าง ๆ โดยด่านที่ได้รับความนิยมได้แก่ ด่าน A E I O U และด่านแกะน้ำตาล

คอนเทนต์เกาะกระแส 9,288,103 เอ็นเกจเมนต์

มีการทำคอนเทนต์ออกมาในหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำคอนเทนต์ของแบรนด์รองเท้านันยาง, การแกะน้ำตาลเป็นรูปต่าง ๆ และการทำคอนเทนต์ในรูปแบบของการสมมติว่าหากเป็นด่านของ Squid Game ในประเทศไทยจะมีรูปแบบอย่างไร เช่น สะกด ‘นะคะ’ ผิด ตาย, แกะยางมัดถุงแกงให้ได้ในเวลาที่กำหนด เป็นต้น

แฟชั่นเครื่องแต่งกาย 4,709,189 เอ็นเกจเมนต์

มีการพูดถึงแฟชั่นเสื้อวอร์มและรองเท้าผ้าใบสีขาว ซึ่งทำให้ยอดขายรองเท้า Vans เพิ่มขึ้น 7,800% นอกจากนี้ยังมีเหล่าคนดัง, ศิลปิน, ดารา, นักแสดง และอินฟลูเอ็นเซอร์ต่าง ๆ ได้ออกมาแต่งตัวตามคาแรคเตอร์ในซีรีส์ไม่ว่าจะแต่งเป็นผู้เข้าแข่งขัน และตุ๊กตาสังหาร กันอย่างคึกคัก อย่าง กิต จากวง Three Man Down, น้องมายู กำเนิดพลอย, นัท นิสามณี เป็นต้น

Dalgona ขนมน้ำตาลแผ่นเกาหลี 4,139,459 เอ็นเกจเมนต์

‘ขนมทัลโกนา’ มีการพูดถึงขนมชนิดนี้กันอย่างคึกคักในโลกโซเชียล ทั้งกระแสที่ทำให้ขนมชนิดนี้กลับมาเป็นที่สนใจจนเจ้าของร้านที่ขายขนมชนิดนี้ที่เกาหลียอดขายเพิ่มขึ้นถล่มทลาย นอกจากนี้พบว่ามีการทำคอนเทนต์แจกสูตรพร้อมวิธีทำ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ซึ่งทำให้กระแสการพูดถึงขนมน้ำตาลแผ่นนี้โด่งดังไปทั่วโลกและมีการจัดอีเวนต์ในต่างประเทศรวมถึงที่เกาหลีเองด้วยที่มีทั้งการขายขนมชนิดนี้และให้ลองแกะขนมชนิดนี้

นักแสดง 3,746,717 เอ็นเกจเมนต์

มีการพูดถึงนักแสดงในซีรีส์ ในแง่มุมที่ว่านักแสดงมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างจากซีรีส์เกาหลีเรื่องอื่นๆ, ผลงานที่ผ่านมาของนักแสดง รวมถึงการตามหาอินสตาแกรมของเหล่านักแสดงซึ่งทำให้หลายคนมียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

อ่านข่าวต้นฉบับ: ไวซ์ไซท์เผยข้อมูลโลกโซเชียลพูดถึงซีรีส์ SQUID GAME 95 ล้านครั้งตลอด 1 เดือน

Categories: Thailandia

ธปท. จับตา 3 ปัจจัย ฟื้น-ฉุดเศรษฐกิจไทยปี65

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:55

ธปท.เผยแม้เศรษฐกิจพ้นจุดต่ำสุดไตรมาสที่ 3 แต่ยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำ พร้อมเกาะติด 3 ปัจจัยหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการคุมระบาดในประเทศ-แรงสนับสนุนจากภาครัฐ-ปัจจัยต่างประเทศ ด้านตลาดแรงงานยังเปราะบาง คนว่างงาน-เสมือนว่างงานพุ่ง 3.4 ล้านคน มั่นใจจีดีพีปีนี้ยังโตได้ 0.7% และขยายตัว 3.7% ในปี 65 ตามอุปสงค์ภายในประเทศ ลั่น ยังไม่รวมปัจจัยการเลือกตั้ง พร้อมทบทวนในการประชุมกนง.ต่อไป

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ครั้งที่ 3/2564 ว่า แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยคาดว่าผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ 0.7% และในปี 2565 จะขยายตัวอยู่ที่ 3.7% ตามแรงส่งอุปสงค์ภายในประเทศเป็นสำคัญผ่านการบริโภคเอกชนที่ขยายตัวดีขึ้นจากการฉีดวัคซีนที่ดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่ได้รวมปัจจัยการเลืออกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีหรือต้นปี 2566 ซึ่งกนง.จะมีการทบทวนตัวเลขอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้ายังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำ แม้ว่าจะดีขึ้น ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวจำเป็นต้องติดตามใน 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1.พัฒนาการของมาตรการควบคุมการระบาดระบาด ซึ่งการเปิดเมืองมากขึ้นยังคงจำเป็นต้องติดตามความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง 2.ความต่อเนื่องของแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยจะเห็นว่าอัตราการใช้จ่ายภาครัฐต่ำกว่าคาดในปีนี้ แต่ในปี 2565 น่าจะมีแรงกระตุ้นต่อเนื่องจากเม็ดเงินคงเหลือของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 5 แสนล้านบาท น่าจะเป็นแรงสนับสนุนได้

และ 3.ปัจจัยต่างประเทศ ในส่วนของ Travel restriction โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับลดลงจากการะบาดของโควิด-19 ที่ทำให้แผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวล่าช้า โดยปีนี้คาดว่าจะเหลือ 1.5 แสนคน จากเดิมอยู่ที่ 7 แสนคน และในปี 2565 จาก 10 ล้านคน เหลือ 6 ล้านคน ส่วนหนึ่งมาจากคาดว่ายังไม่สามารถเปิดให้บริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ได้ปกติภายในปี 2565 รวมถึงปัญหา Supply Disruption การขาดแคลนตู้คอนเทรนเนอร์ การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงผลกระทบชั่วคราวจากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ ทั้งในการปิดโรงงานและขาดแคลนแรงงาน

ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงเปราะบาง โดยมีผู้เข้าลงทะเบียนว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน (ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมง) ปัจจุบันมีตัวเลขสูงถึง 3.4 ล้านคน ส่งผลให้เกิดหลุมรายได้ขนาดใหญ่ เนื่องจากแรงงานมีรายได้ที่ลดลง ซึ่งกดดันรายได้ครัวเรือนและการบริโภคปรับลดลง รวมถึงตัวเลขแรงงานย้ายถิ่นปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

“เราคาดว่าไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจบอททอมเอ้าท์แล้ว แต่ความเสี่ยงในระยะข้างหน้ายังเบ้ด้านต่ำ เราจึงต้องติดตามสถานการณ์และปัจจัยหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยในปี 65 เราเห็นแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากโดเมทติกส์ดีมานด์ การบริโภคเอกชนที่ฟื้นตัวจากวัคซีนและมาตรการคุมการระบาดทยอยหมดไปในไตรมาสที่ 1/65”

อ่านข่าวต้นฉบับ: ธปท. จับตา 3 ปัจจัย ฟื้น-ฉุดเศรษฐกิจไทยปี65

Categories: Thailandia

บีทีเอส เลิกโปรฯ รายเดือน เปลี่ยนเป็นสะสมพอยท์แลกเที่ยวเดินทางฟรี

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:41

บีทีเอส เปลี่ยนโปรฯ ค่าโดยสารจากรายเดือนเป็นใช้พอยท์แลกเที่ยวเดินทางฟรี เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย.นี้ ถึง 31 ต.ค. 2565 พร้อมจัดโปรฯ พิเศษช่วง 3 เดือนแรก เพิ่มพอยท์ 2 เท่า

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท หรือ BTSGIF แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ว่าตามที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ได้สิ้นสุดโปรโมชั่นบัตรโดยสารประเภทรายเดือน ในส่วนของเส้นทางสัมปทานระยะทาง 23.5 กิโลเมตร สายสุขุมวิท (สถานีหมอชิต-อ่อนนุช) และสายสีลม (สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีสะพานตากสิน รวมสถานีส่วนต่อขยาย จากสถานีสะพานตากสินถึงวงเวียนใหญ่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ที่ผ่านมานั้น

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้ว่าจ้างให้บริษัท แรบบิท รีวอร์ดส จำกัด จัดโปรโมชั่นใหม่ มอบสิทธิพิเศษผ่าน แรบบิท รีวอร์ดส (Rabit Rewards) โปรแกรมสะสมพอยท์จากการเดินทาง เพื่อแลกรับเที่ยวเดินทางฟรี รวมถึงส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากร้านค้าชั้นนำ โดยโปรโมชั่นใหม่นี้มีระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 นอกจากนี้ ทางบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะเพิ่มพอยท์พิเศษให้อีก 1 เท่า เป็น 2 เท่า ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับ: บีทีเอส เลิกโปรฯ รายเดือน เปลี่ยนเป็นสะสมพอยท์แลกเที่ยวเดินทางฟรี

Categories: Thailandia

อัดฉีดแพ็กเกจจูงใจซื้อ EV ค่ายรถขานรับประเดิมภาษีใหม่ปี’65

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:37

 

รัฐบาลบิ๊กตู่เตรียมคลอดแพ็กเกจชุดใหญ่หนุนรถยนต์ไฟฟ้า “ลวรณ” แจงเคาะแล้วทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีนำเข้าและมาตรการจูงใจให้คนไทยซื้อรถอีวี พร้อมดีเดย์มีผลบังคับใช้ปี’65 เตรียมแถลงความชัดเจนปลายปีนี้ ค่ายรถเฮเร่งทำคลอดเร็วขึ้น ยันภาษีสรรพสามิต 0% แบบมีเงื่อนไขรับได้ แย้มปลายปี’65 ได้ยลโฉม อีวีจีนลั่นพร้อมขึ้นไลน์ผลิตทันที

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการผลักดันแจ้งเกิดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าเเห่งชาติได้เสนอรัฐบาล คาดว่าในช่วงปลายปี 2564 นี้จะมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งอัตราภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร กรณีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายก่อนในช่วงแรก รวมถึงมาตรการอุดหนุนผู้บริโภคเพื่อให้เป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้ภายในปี 2573 จะมียอดจดทะเบียนใหม่ภายในประเทศที่เป็นยานยนต์ไร้มลพิษ หรือ Zero Emission Vehicle (ZEV) เกือบทั้งหมด และผลักดันการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทราว ๆ 1.5 ล้านคัน ใกล้ความจริงมากขึ้น

แจกชุดใหญ่ครบเครื่อง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการตอนนี้คือ ภาษีสรรพสามิต แต่ยังตอบไม่ได้ และอาจจะไม่ได้เป็นศูนย์อีก เหมือนที่เคยผ่านมา เพราะที่ผ่านมากำหนดภาษีอัตรา 0% ไปแล้ว แต่ยังไม่มีค่ายใดผลิตรถยนต์อีวีในประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องมีรายได้จากภาษีด้วย อย่างไรก็ดี ทางกรมสรรพสามิตจะมีการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

แต่ที่สำคัญคือในปีหน้าจะมีมาตรการจูงใจให้คนซื้ออีวีออกมาหลากหลาย ซึ่งน่าจะประกาศได้ภายในปลายปีนี้ หลังผ่านงานมอเตอร์เอ็กซ์โปไปแล้ว อย่างในต่างประเทศ รัฐบาลจะซัพพอร์ตเป็นเงินก้อนให้กับคนซื้ออีวีโดยตรง หรือสามารถนำใบเสร็จการซื้ออีวีไปลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ซึ่งแนวทางก็คงไม่ต่างกันมาก นอกจากนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการลงทุน ผลผลิตที่ยังไม่ออกมาก รัฐบาลก็มีออปชั่นให้สามารถนำเข้ามาจำหน่ายได้ก่อน โดยแหล่งที่มาของสินค้า ถ้าเป็นประเทศที่ได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าก็สามารถใช้สิทธิ์นั้นได้เลย

“ตอนนี้พูดได้เต็มปากว่า รัฐบาลชุดนี้พร้อมที่จะคลอดมาตรการจูงใจแบบชุดใหญ่ เพื่อแจ้งเกิดรถยนต์ไฟฟ้าแน่นอน” แหล่งข่าวกล่าว

คลังยันภาษีสรรพสามิตจบ

ด้านนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมได้หารือร่วมกับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อรายงานความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นแรงจูงใจให้ประชาชนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา

โดยทิศทางในการใช้มาตรการภาษีในส่วนของกรมสรรพสามิตชัดเจนแล้ว แต่ให้กรมกลับมาพิจารณาในรายละเอียดย่อย ๆ ที่ต้องปรับเพิ่มเติมเล็กน้อย ซึ่งรองนายกฯจะแถลงรายละเอียดอีกครั้ง คาดว่าปลายเดือน พ.ย.-ต้นเดือน ธ.ค. จะมีความชัดเจนมากขึ้น

“เร็ว ๆ นี้จะมีการแถลงทิศทางในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อเริ่มใช้จริงจังในปี 2565 ซึ่งในปีนี้จะเตรียมการทุกอย่างให้เสร็จ ซึ่งในเรื่องการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้ามีหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องเยอะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของกระทรวงการคลังฝ่ายเดียว ยังรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงพลังงาน เป็นต้น ดังนั้น จึงต้องดูรายละเอียดให้รอบคอบด้วย” นายลวรณกล่าว

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวด้วยว่า ในด้านของผู้ประกอบการไม่ได้มีปัญหาในการดำเนินงาน หากมีการดำเนินมาตรการจูงใจให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกันมาโดยตลอด และได้ข้อสรุปแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า และกรมก็รับฟังทุกข้อห่วงใยจากผู้ประกอบการด้วย

“ผู้ประกอบการรถยนต์แต่ละค่ายก็มีข้อห่วงใยไม่เหมือนกัน กรมก็จะมาดูรายละเอียดว่าส่วนใดที่สามารถปรับได้ให้สมเหตุสมผล ก็จะแก้ไขให้ลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว

ภาษีคลอด ค่ายรถพร้อม

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการส่งเสริมยานยนต์แห่งชาติกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิตได้มีการเรียกค่ายรถยนต์เข้าไปหารือ เรื่องแนวทางการจัดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะรถยนต์ประเภทต่าง ๆ โดยกรอบคร่าว ๆ จะกำหนดค่าการปล่อย CO2 ให้เข้มข้นขึ้น และสอดรับกับนโยบาย 30@30 เพื่อผลักดันไปสู่การใช้อีวี 100% ให้ได้มากที่สุด

“คาดว่าเร็ว ๆ นี้ สรรพสามิตจะมีการเรียกค่ายรถยนต์เข้าไปรับฟังข้อสรุป ก่อนที่จะมีการประกาศภายในปีนี้ เพราะทุกอย่างต้องให้เวลาผู้ประกอบการได้รับทราบและเตรียมตัว แต่เท่าที่คุยกับค่ายรถ ส่วนใหญ่รอภาษีคลอด คลอดเมื่อไหร่ก็พร้อมทำทันที”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งที่ค่ายรถเรียกร้องไป คือ อัตราภาษีสำหรับไฮบริด และปลั๊ก-อิน ไฮบริด ไม่ควรเท่ากัน เพราะในแง่ของการปล่อย CO2 ต่างกัน ปลั๊ก-อิน ไฮบริดควรต้องนำหลักเกณฑ์ของขนาดแบตเตอรี่ และระยะทางที่รถวิ่งได้จากแบตเตอรี่มาเป็นตัววัด เพื่อผลักดันให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์ไฟฟ้าจริง ๆ และลดค่า CO2 จากการใช้งาน ส่วนรถยนต์อีวีขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ที่ถ้าได้อัตรา 0% ก็น่าจะดีมาก ๆ

รับได้ 0% แบบมีเงื่อนไข

แหล่งข่าวผู้ผลิตรถยนต์รายหนึ่งกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รัฐบาลเคยพูดหลายครั้งว่า การจะผลักดันให้ประเทศไทยใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นต้องมีมาตรการจูงใจ ซึ่งกรมสรรพสามิตเคยบอกว่า อัตราภาษี 0% จะใช้ใน 2 ปีแรก คือ ปี 2564-2565 ก่อน และจะขยับเป็น 2% ในปี 2566-2567 ตรงนี้ค่ายรถรับได้ แต่สิ่งที่ค่ายรถต้องการคือต้องผลักดันให้ครบถ้วนทั้งองคาพยพ สร้างสังคมรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นด้วย สถานีชาร์จต้องพร้อมและใช้งานได้จริง ทุกอย่างต้องไปพร้อม ๆ กัน

และรัฐบาลต้องโฟกัสสิ่งที่ค่ายรถร้องขอด้วย ตัวอย่าง เช่น กลุ่มรถยนต์พีเอชอีวี ในเชิงเทคนิคแล้วมีค่ายรถบางค่ายใช้แบตเตอรี่ซึ่งมีขนาดเล็กกำลังไฟน้อย เพื่อขอใช้สิทธิประโยชน์ทำราคาได้ต่ำลงจริง แต่ประสิทธิภาพการใช้งานยังไม่ดีพอ พลังงานไฟฟ้า
จากแบตเตอรี่แทบไม่มีเลย ซึ่งภาครัฐน่าจะเล็งเห็นช่องว่างดังกล่าวและเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้น

“ปัจจุบันอีวีมีผู้ทำตลาดอย่างจริงจังคือ ค่ายเอ็มจี ส่วนค่ายญี่ปุ่นนั้นยังไม่เห็นความชัดเจน ขณะที่ค่ายยุโรปเริ่มมีการทำตลาดบ้างแล้ว โดยอัตราภาษีนำเข้าปัจจุบันคิดอยู่ 8% สำหรับรถซีบียู ขณะที่รถจีนภาษีเป็นศูนย์ เนื่องจากได้ใช้สิทธิประโยชน์ข้อตกลงระหว่างจีน-อาเซียน”

ค่ายยุโรปลั่นขึ้นไลน์ผลิตปีหน้า

นายโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากโรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ในประเทศไทย หลังจากได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และลงทุนสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่กับการผลิตรถกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ประกอบในไทยหลายรุ่น แต่เป้าหมายที่สำคัญของโรงงานนี้ก็คือ การรองรับแผนการประกอบอีวีในไทย

โดยในช่วงปลายปี 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า อีคิวเอส และเริ่มส่งมอบได้ในช่วงต้นปี 2565 ทั้งนี้ อนาคตยังมีแผนขึ้นไลน์ประกอบอีคิวเอส ที่ผลิตในประเทศ (CKD) จากโรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ สำโรง สมุทรปราการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เตรียมความพร้อมรองรับการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยได้ลงทุนตั้งโรงงานแบตเตอรี่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ใช้เม็ดเงินลงทุน 100 ล้านยูโร เป็นโรงงานแห่งที่ 6 ใน 3 ทวีป ใช้เทคโนโลยีใหม่ลิเทียม-ไอออน ป้อนเฉพาะแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และส่งออกในภูมิภาคนี้เป็นหลัก

ส่วนค่ายบีเอ็มดับเบิลยู ก่อนหน้านี้ได้ประเดิมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่น อาทิ BMW iX, BMW iX3 และมินิคูเปอร์ เอสอี ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโรงงานแบตเตอรี่ที่จังหวัดระยอง ภายใต้ความร่วมมือกับแดร็คเซิลไมเออร์ กรุ๊ป ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ใช้เงินลงทุนไปกว่า 400 ล้านบาท

ด้านนายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าว่า บริษัทได้ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนกับทางบีโอไอ แต่ขณะนี้รอความชัดเจนจากบริษัทแม่ คือ ออดี้ เอ.จี. ว่าจะพร้อมขึ้นไลน์เมื่อใด ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ออดี้นำเข้ามาจำหน่ายอย่าง ออดี้ อีตรอน นั้นยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไป และลูกค้าองค์กรที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

รถจีนทยอยบุกตลาดอีวี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับการลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ค่ายรถจีนถือว่ามีบทบาทมาก โดยเริ่มต้นจากค่ายเอ็มจี ตามมาด้วยเกรท วอลล์ฯ และเร็ว ๆ นี้ยังมีอีกหลายยี่ห้อมีแผนเปิดตัวในไทยปีนี้ เพียงแต่ต้องชะลอไปจากสถานการณ์โควิด อาทิ รถยนต์นั่งของบีวายดี ซึ่งกลุ่มสยามกลการจับมือกับกลุ่มเอสซีจี (ปูนซิเมนต์ไทย) หรือ “เฌอรี่” ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มยนตรกิจนำเข้ามาขาย ก็มีข่าวว่าจะเปิดตัวเพื่อทำตลาดอีกครั้ง รวมถึง “ฉางอัน ออโตโมบิล” ที่ถึงขั้นเข้ามาเจรจาหารือกับนิคมอุตสาหกรรมย่านปราจีนบุรี

สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ล่าสุดกลุ่ม ปตท.ประกาศความชัดเจนว่า นโยบายการพัฒนาธุรกิจอีวีได้ลงนามตั้งบริษัทร่วมทุนกับ “ฟ็อกซ์คอนน์” ยักษ์ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของจีน เพื่อตั้งโรงงานผลิตแพลตฟอร์มชิ้นส่วนสำคัญของรถอีวี รวมถึงการเป็นโรงงานประกอบรถอีวี โดยจะถือเป็นฐานผลิตอีวีแห่งที่ 2 ของฟ็อกซ์คอนน์ที่อยู่นอกประเทศจีน

เกรท วอลล์ฯลั่น 2 ปีขึ้นไลน์อีวี

นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธานฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย เคยกล่าวในงานสัมมนา ZEV Thailand Policy : Road to EV ASEAN Production Hub ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ว่า เกรท วอลล์ฯ มีแผนนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) รุ่นแรก เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยภายในปีนี้ แบรนด์โอร่า (ORA) รุ่นกู๊ดแคต

และในปี พ.ศ. 2566 บริษัทจะเริ่มสายการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระยะทางวิ่งไกล (long-range BEV) เพื่อจำหน่ายในตลาดประเทศไทย และส่งออก รวมทั้งนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าอื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคตให้กับทั้งผู้บริโภคชาวไทยและตลาดรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน

ไม่ต่างจาก นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การดำเนินงานของเอ็มจีขณะนี้ยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ หลังจากก่อนหน้านี้มีการแนะนำรถยนต์พีเอชอีวีอย่าง เอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี ที่ผลิตจากโรงงานประเทศไทยออกสู่ตลาดแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ทั้งนี้ เอ็มจีอยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดยเฉพาะการพิจารณารุ่นของรถยนต์อีวีที่จะนำเข้ามาผลิตในโรงงานประเทศไทย ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

เร่งอนุมัติส่งเสริมลงทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากการตรวจสอบการขออนุมัติลงทุนของผู้ประกอบการเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า ล่าสุดจำนวน 26 โครงการ ที่ยื่นขอส่งเสริมลงทุนปี 2562 ตอนนี้มีผู้ทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV แล้ว 2 ราย คือ FOMM กับ Tacano กระบะเล็ก ส่วน PHEV มีเมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู มิตซูบิชิ และนิสสัน

ทั้งนี้ ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเรื่อง นโยบายส่งเสริมการลงทุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า กำหนดให้กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่เป็นหลัก (Battery Electric Vehicles : BEV) จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และหากมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาก็สามารถได้รับสิทธิเพิ่ม

แต่ถ้ามีขนาดการลงทุนน้อยกว่า 5,000 ล้านบาท จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และจะได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น หากดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เริ่มผลิตรถยนต์ภายในปี 2565 มีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเพิ่มเติมจากข้อกำหนดพื้นฐาน มีปริมาณการผลิตจริงมากกว่า 10,000 คันต่อปี

และมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา และถ้ามีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicles หรือ PHEV ด้วย จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี แต่ต้องผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 3 ชิ้น

ส่วนสิทธิประโยชน์ของประเภทกิจการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า จะเพิ่มเติมรายการชิ้นส่วนสำคัญอีก 4 รายการ ได้แก่ 1) high voltage harness 2) reduction gear 3) battery cooling system และ 4) regenerative braking system พร้อมทั้งปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้จูงใจมากขึ้นสำหรับกิจการผลิตแบตเตอรี่ที่มีการลงทุนในขั้นตอนที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยให้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ไม่มีการผลิตในประเทศ ในอัตราร้อยละ 90 เป็นระยะเวลา 2 ปี ในกรณีที่มีขั้นตอนการผลิต module หรือ cell เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิต

อ่านข่าวต้นฉบับ: อัดฉีดแพ็กเกจจูงใจซื้อ EV ค่ายรถขานรับประเดิมภาษีใหม่ปี’65

Categories: Thailandia

ธปท.ห่วงธุรกิจงบการเงินไม่แข็งแรงเจอพิษบาทอ่อน-ซัพพลายดิสรัปชั่น

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:37

ธปท.รับดูแลค่าเงินบาทใกล้ชิด 2 ทิศทาง ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว ชี้บาทอ่อนมาจากปัจจัยในประเทศ-ต่างประเทศ เผยการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนกระทบกับสภาพคล่อง-รายได้ ห่วงภาคธุรกิจที่งบการเงินยังไม่แข็งแรงเจอกระทบหนัก ยันเห็นสัญญาณบริษัทบริหารความเสี่ยงค่าเงินเพิ่ม พร้อมเดินหน้าผลักดัน FX ecosystem ด้านนโยบายการเงินยังคงผ่อนคลายต่อเนื่อง ย้ำมีความเสี่ยงเพิ่มพร้อมดูแล

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ครั้งที่ 3/2564 ว่า สำหรับแนวโน้มความผันผวนของค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ยอมรับว่ามาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องความผันผวนนั้น ธปท.เข้าไปดูแลทั้ง 2 ทาง เพื่อดูแลไม่ให้ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวโดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่การฟื้นตัวยังมีความไม่แน่นอนอยู่ เพราะฉะนั้น ธปท.ก็เข้าไปดูแล และติดตามเรื่องความผันผวนอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว

สักกะภพ พันธ์ยานุกูล

โดยให้ความสำคัญกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนกระทบธุรกิจเพียงใด ซึ่งเป็นหัวใจของ ธปท.ในการเข้าไปดู ซึ่งจากการพูดคุยและจากการสำรวจ พบว่าธุรกิจไทยมีการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น ส่วนหนึ่งทอนผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนได้ระดับหนึ่ง ไม่ว่าด้านแข็งค่าหรืออ่อนค่า ซึ่งหลัก ๆ จากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนจะกระทบกับสภาพคล่อง เรื่องรายได้จากการแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทกับผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนปัจจัยด้านการส่งออกส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับรายได้กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงภาคธุรกิจที่งบการเงินยังไม่แข็งแรง เนื่องจากเจอโควิดหลายรอบและกระทบเพิ่มเติมจากซัพพลายดิสรัปชั่นและความผันผวนของเรื่องเงินบาท อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมาธุรกิจหันมาให้ความสำคัญบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท.พยายามผลักดัน FX ecosystem ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ประกอบการในการดูแลความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน โดยผ่อนความและยืดหยุ่นให้ต้นทุนลดลงมากขึ้น ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการและลูกค้าสามารถเปรียบเทียบอัตราการบริหารต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสถาบันการเงินบนเว็บไซต์ของ ธปท.ด้วย

“ค่าเงินบาทอ่อนค่าและผันผวนสูง และเมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งในภูมิภาคเราอ่อนค่าที่สุด ส่วนหนึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมองไปข้างหน้าตลาดการเงินยังคงมีความผันผวนสูง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ สื่อสารการลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือ QE และจะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้น รวมถึงความกังวลที่ประเทศจีนจะมีการเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกยังคงมีความผันผวน”

นายสักกะภพกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินการคลังภายหลังจากเห็นพัฒนาการฉีดวัคซีนที่ดีชึ้น และการทยอยมาตรการควบคุมการการระบาดโควิด-19 และการเปิดเมือง โดยในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3

โดยนโยบายการเงินยังคงต้องเอื้อให้มีความผ่อนคลายต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญคือการผลักดันสภาพคล่องให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงจุด และเพิ่มขนาดให้มากขึ้น จะเห็นว่าโดยรวมนโยบายการเงินยังคงผ่อนคลายสะท้อนจากการระดมทุนยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อใหม่วงเงินต่ำกว่า 100 ล้านบาทอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี หากมีความเสี่ยงเพิ่มเติม ธปท.ก็พร้อมจะทำนโยบายการเงินเพิ่มเติม

ขณะที่นโยบายการคลังจะเห็นว่ามีการขยับเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 60% เป็น 70% โดยภาพรวมเป็นการเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวมถึงในระยะถัดไปจะต้องเร่งฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การขยับกรอบเพดานดังกล่าวไม่ได้หมายถึงต้องการกู้เงิน แต่ขยับเพื่อความคล่องตัว ซึ่งสัดส่วนในระดับ 60% ของไทยยังถือว่าต่ำกว่าประเทศในเอเซียในระดับใกล้เคียงที่มีเพดานหนี้อยู่ที่ 70% และหนี้ของไทยส่วนใหญ่อยู่ในรูปเงินบาทที่สามารถโรลโอเวอร์ได้

“การขยับเพดานหนี้สาธารณะในระยะสั้น ธปท. และกระทรวงการคลังมีการประสานงานเพื่อดูเรื่องของความผันผวนในตลาดการเงิน เพื่อให้การออกบอนด์เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่กระโดดจนเกินไปนัก”

อ่านข่าวต้นฉบับ: ธปท.ห่วงธุรกิจงบการเงินไม่แข็งแรงเจอพิษบาทอ่อน-ซัพพลายดิสรัปชั่น

Categories: Thailandia

ผลสำรวจของฟอร์ติเน็ตพบองค์กร 2 ใน 3 ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแรนซัมแวร์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:36

85% มีความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีของแรนซัมแวร์มากกว่าภัยไซเบอร์อื่นๆ

จอห์น แมดดิสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และรองประธานอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์แห่งฟอร์ติเน็ตแจ้งว่า “จากรายงานภูมิทัศน์ภัยคุกคามทั่วโลกของฟอร์ติการ์ดแล็บส์ล่าสุด พบแรนซัมแวร์เติบโตขึ้น 1070% เมื่อเทียบเป็นปีต่อปี ในขณะที่องค์กรต่างๆ อ้างว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการป้องกันการโจมตีของแรนซัมแวร์คือภัยคุกคามที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้ ผลการสำรวจในหัวข้อแรนซัมแวร์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่องค์กรจะนำโซลูชันเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ การแบ่งส่วนเครือข่าย (Segmentation), SD-WAN, Zero Trust Network Access (ZTNA) ตลอดจนความปลอดภัยสำหรับอีเมลเกทเวย์ (Secure Email Gateway: SEG) และ EDR เข้ามาช่วยป้องกันภัยแรนซัมแวร์และปกป้องวิธีการเข้าถึงเครือข่ายอันเป็นส่วนที่ผู้ตอบแบบสอบถามเองรู้สึกกังวลที่สุดนั้นให้ปลอดภัย นอกจากนี้ องค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการรักษาความปลอดภัยที่สามารถจัดการกับเทคนิคการหลอกล่อและโจมตีใหม่ๆ ของแรนซัมแวร์ที่เกิดขึ้นมากมายไปทั่วทั้งเครือข่าย อุปกรณ์ปลายทาง และคลาวด์ ซึ่งองค์กรต่างตระหนักดีว่าประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มในการป้องกันแรนซัมแวร์เป็นสิ่งสำคัญ”

Fortinet® (NASDAQ: FTNT) ฟอร์ติเน็ตผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรออกรายงาน Global State of Ransomware ปี พ.ศ. 2564 เผยให้เห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่มีความวิตกถึงภัยแรนซัมแวร์มากกว่าภัยคุกคามไซเบอร์ประเภทอื่นๆ ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ระบุว่าตนเองมีความพร้อมในการรับมือกับการโจมตีแรนซัมแวร์ ซึ่งรวมถึงการจัดเตรียมฝึกอบรมสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องภัยไซเบอร์ให้แก่พนักงาน จัดทำแผนการประเมินความเสี่ยงต่างๆ และจัดหาประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม รายงานพบความไม่สอดคล้องอันชัดเจนระหว่างคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากที่ตอบในเรื่องโซลูชั่นเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการป้องกัน และคำตอบในเทคโนโลยีที่องค์กรเห็นว่าสามารถป้องกันวิธีที่การเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายของตนที่ดีที่สุด


ภาพที่ 1: เทคโนโลยีที่มีความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยจากแรนซัมแวร์

จากคำถามว่า องค์กรเห็นว่าเทคโนโลยีใดจำเป็นที่สุดในการสู้ภัยแรนซัมแวร์นั้น เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติงานจากทางไกลและที่อุปกรณ์มากที่สุด จึงเห็นว่าเทคโนโลยีความปลอดภัยสำหรับเว็บเกทเวย์ (Secure Web Gateway: SWG) วีพีเอ็น (VPN) และวิธีการเข้าถึงเครือข่าย (Network Access Control) สำคัญและเลือกเป็นอันดับต้นๆ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงเครือข่ายองค์กร (ZTNA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่น่าจะได้รับการพิจารณาแทนที่เทคโนโลยีวีพีเอ็นแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความสำคัญของการแบ่งส่วนเครือข่าย (Segmentation) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่ป้องกันผู้บุกรุกไม่ให้เคลื่อนที่ข้ามเครือข่ายภายในเพื่อเข้าถึงข้อมูลและไอพีที่สำคัญได้โดยง่ายนั้น ได้รับเลือกใช้งานอยู่ในระดับต่ำที่ 31% และในทำนองเดียวกัน เทคนิคการตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ (UEBA) และแซนบ็อกซ์ (Sandbox) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการระบุการบุกรุกและมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ได้รับเลือกอยู่ในระดับต่ำกว่า ความประหลาดใจอีกประการหนึ่งคือเทคโนโลยีความปลอดภัยสำหรับอีเมลเกทเวย์ (Secure Email Gateway) ได้ถูกนำมาใช้งานในระดับต่ำเพียง 33% ทั้งที่องค์กรต่างรายงานไว้ว่าฟิชชิงเป็นกลวิธีการหลอกลวงขั้นต้นของผู้โจมตี

พบองค์กรกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการสูญเสียข้อมูล

ข้อกังวลเกี่ยวกับการโจมตีของแรนซัมแวร์ที่องค์กรมีในอันดับต้นๆ เรียงลำดับได้คือ ความเสี่ยงที่จะสูญเสียข้อมูล (62%) ตามด้วยการสูญเสียประสิทธิภาพการทำงาน (38%) และการหยุดชะงักของการดำเนินงาน (36%) นอกจากนี้ 84% ขององค์กรรายงานว่ามีแผนรับมือเหตุการณ์ และ 57% มีประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ไว้แล้ว สำหรับคำถามที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าไถ่หากถูกโจมตีนั้น มีองค์กรจำนวน 49% รับว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนและจ่ายค่าไถ่ทันที และอีกจำนวน 25% เห็นว่าการจ่ายค่าไถ่นั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของค่าไถ่ที่เรียกมา ทั้งนี้ องค์กร 1 ใน 4 ที่ได้เคยจ่ายค่าไถ่ไปแล้วนั้นยอมรับว่า ตนเองได้รับข้อมูลส่วนใหญ่คืน แต่ไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด

องค์กรทั่วโลกต่างกังวลเกี่ยวกับแรนซัมแวร์ในระดับใกล้เคียงกัน

รายงานพบว่า องค์กรต่างกังวลเกี่ยวกับแรนซัมแวร์ในระดับใกล้เคียงกันอย่างสมเหตุสมผลทั่วทั้งโลก แต่ยังมีความแตกต่างบางประการในระดับภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคทวีปยุโรป EMEA (95%) ลาตินอเมริกา LATAM (98%) และเอเชีย-แปซิฟิก/ญี่ปุ่น APJ (98%) วิตกกังวลกับการโจมตีของแรนซัมแวร์สูงกว่าองค์กรในอเมริกาเหนือ (92%) ซึ่งเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงสูงสุดจากภัยแรนซัมแวร์นั้นทุกภูมิภาครับรู้ว่าคือการสูญเสียข้อมูล ตามด้วยความกังวลว่าองค์กรจะไม่สามารถตามให้ทันกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเอเชีย-แปซิฟิก/ญี่ปุ่นเป็นภูมิภาคเดียวที่ระบุอย่างชัดเจนว่าเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือปัญหาการขาดการรับรู้และการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้งาน ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชีย-แปซิฟิก/ญี่ปุ่นและลาตินอเมริการับว่ามักจะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีแรนซัมแวร์ในอดีต (78%) เมื่อเทียบกับในอเมริกาเหนือ (59%) และ ในทวีปยุโรป (58%) โดยวิธีการหลอกล่อเพื่อเข้าคุกคามที่เกิดขึ้นทั่วไปมากที่สุดในทุกภูมิภาคคือฟิชชิง ในขณะที่การใช้ประโยชน์จากโปรโตคอลควบคุมระยะไกล (RDP) และพอร์ตที่มีช่องโหว่ที่เปิดอยู่นั้นเป็นวิธีการโจมตีอันดับต้นๆ ใน APJ และลาตินอเมริกาเช่นกัน

องค์กรต้องการอุปกรณ์ที่ทำงานได้แบบบูรณาการ พร้อมกับข่าวกรองภัยคุกคาม

ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมดมองว่าข้อมูลภัยคุกคามที่สามารถดำเนินการได้จริงด้วยโซลูชันการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการหรือแพลตฟอร์มนั้นมีความสำคัญต่อการป้องกันการโจมตีของแรนซัมแวร์ และควรใช้เอไอมาขับเคลื่อนและยกระดับการทำงานด้านการตรวจจับพฤติกรรมให้ชาญฉลาดและรวดเร็ว


ภาพที่ 2: องค์กรต้องการโซลูชั่นที่ทำงานร่วมกับข่าวกรองภัยคุกคาม เป็นหนึ่งเดียว ใช้เอไอขับเคลื่อนการทำงาน

แม้ว่าผู้ตอบแบบสำรวจเกือบทั้งหมดรู้สึกว่าองค์กรของตนมีความพร้อมในระดับปานกลาง มีการวางแผนที่จะลงทุนในการฝึกอบรมสร้างความตระหนักรับรู้ของภัยไซเบอร์ให้แก่พนักงาน และเห็นคุณค่าของการลงทุนในเทคโนโลยีปลอดภัยอีเมลขั้นสูง การแบ่งส่วนเครือข่าย และแซนบ็อกซ์ เพิ่มเติมมากขึ้นจากอุปกรณ์หลัก อันได้แก่ เน็กซ์เจนเนอเรชั่นไฟร์วอลล์ (NGFW) ความปลอดภัยสำหรับอีเมลเกทเวย์ (SEG) และ EDR เพื่อใช้ในการตรวจจับ ป้องกันและจำกัดแรนซัมแวร์นั้น องค์กรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพิจารณาใช้โซลูชันเหล่านี้เพื่อลดความเสี่ยงจากวิธีและเทคนิคใหม่ๆ ที่แรนซัมแวร์ในปัจจุบันปรับพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรชั้นแนวหน้าที่สุดมักจะเลือกใช้แนวทางการป้องกันแรนซัมแวร์เป็นแบบที่อยู่บนแพลตฟอร์มและอุปกรณ์สามารถทำงานผสานรวมกับข่าวกรองภัยคุกคาม (Threat Intelligence) ที่ดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพและราบรื่น นอกจากนี้ ยังต้องใช้เอไอและแมชชีนเลิร์นนิ่งในการขับเคลื่อนประสานการทำงานให้เป็นระบบหนึ่งเดียว เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเร็วในการตรวจจับ ตอบสนองต่อภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ได้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับการสำรวจเรื่องแรนซัมแวร์ของฟอร์ติเน็ต:

• รายงานนี้อิงจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารด้านไอที โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่า องค์กรต่างๆ มองการคุกคามของภัยแรนซัมแวร์อย่างไร องค์กรกำลังปกป้องตนเองจากแรนซัมแวร์อย่างไร และวางแผนป้องกันในอนาคตอย่างไร

• ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้ตัดสินใจด้านงานไอทีในองค์กรธุรกิจประเภทไอทีและความปลอดภัยชั้นนำจำนวน 455 ราย ในองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ทั่วโลก ใน 24 ประเทศ สามารถนับว่าเป็นตัวแทนเกือบครบทุกสาขาอุตสาหกรรม รวมทั้งภาครัฐ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
• หากท่านต้องการอ่านรายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็ม กรุณาคลิกที่ https://www.fortinet.com/content/dam/maindam/PUBLIC/02_MARKETING/08_Report/report-ransomware-survery.pdf

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: ผลสำรวจของฟอร์ติเน็ตพบองค์กร 2 ใน 3 ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแรนซัมแวร์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง

Categories: Thailandia

CMO สปีดธุรกิจอีเวนต์ทุกรูปแบบ ดันรายได้ปี’65 แตะ 1,400 ล้าน

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:30

“ซีเอ็มโอ” กางแผนยุทธศาสตร์ ต่อยอดนวัตกรรม-เทคโนโลยี ในงานอีเวนต์ออฟไลน์ ออนไลน์ ขานรับนโยบายเปิดประเทศ หวังตอกย้ำความเป็นผู้นำ Creative Event พร้อมเพิ่มทุนหาโอกาสใหม่ มั่นใจรายได้ปี 65 กลับมาแตะ 1,400 ล้านบาท

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) หรือ CMO เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมแผนยุทธศาสตร์ ครอบคลุมด้านการเงิน การตลาด เพื่อเร่งดำเนินกิจการ ขานรับนโยบายการเปิดประเทศ สำหรับแผนยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย การรักษาความเป็นผู้นำ Creative Event ในงานอีเวนต์ทั้งรูปแบบอีเวนต์ปกติ และออนไลน์อีเวนต์ ตามด้วย สร้างงานเปิดเมืองเปิดเศรษฐกิจ บุกงานเทศกาลวัฒนธรรม ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกับการเปิดเมืองของประเทศไทย โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ และโมเดลความร่วมมือหลากหลายกับจังหวัดต่าง ๆ

เสริมคุณ คุณาวงศ์

รวมไปถึงผลักดันยุทธศาสตร์อาเซียน เพิ่มบทบาท CMO ในตลาดอาเซียนทั้งในธุรกิจอีเวนต์ ธุรกิจ Entertainment และงานแฟร์ต่าง ๆ และ Event-Tech Innovation ดำเนินงานเชิงรุกด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ผสมผสานไอเดียสร้างสรรค์เจาะกลุ่มลูกค้าภาครัฐและเอกชน ซึ่งคาดว่าจะกลับมาใช้งบประมาณในการทำกิจกรรมมากขึ้นหลังนโยบายเปิดประเทศ ด้วยการแสวงหาพันธมิตรหรือสร้างกิจการในเครือที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความพร้อมที่จะลุยธุรกิจต่อทันที หลังเปิดประเทศ โดยแผนงานครั้งนี้จะเป็นการเติบโตของ CMO ที่จะมาช่วยฟื้นฟูกิจการสร้างรายได้และทำกำไร ทั้งนี้เพื่อให้แผนงานบรรลุเป้าหมาย บริษัทมีการเพิ่มทุน ตั้งเป้าหมายได้รับเงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 638 ล้านบาท เพื่อมาใช้ในกิจการ และลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ โดยบริษัทจะนำเรื่องการเพิ่มทุนดังกล่าว เสนอ ขออนุมัติต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 พ.ย. 64 ในส่วนทิศทางไตรมาส 4 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งหากสถานการณ์คลี่คลาย บวกกับดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ ก็จะเห็นการฟื้นตัว ในปี 65 รายได้กลับมาแตะ 1,400 ล้านบาท

อ่านข่าวต้นฉบับ: CMO สปีดธุรกิจอีเวนต์ทุกรูปแบบ ดันรายได้ปี’65 แตะ 1,400 ล้าน

Categories: Thailandia

TFM ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ เคาะราคา IPO 13.50 บาท เปิดจอง 19-21 ต.ค.

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:28

บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจแบบครบวงจร เคาะราคาขายหุ้นไอพีโอ 13.50 บาทต่อหุ้น เปิดจองซื้อ 19-21 ต.ค.64 เทรดวันแรกภายในเดือน ต.ค. เดินหน้าเข้าลงทุนธุรกิจอาหารสัตว์น้ำในต่างประเทศ

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นายบรรลือศักร โสรัจจกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจแบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 3 ราย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ TFM ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จและความภาคภูมิใจในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งการเข้าระดมทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจของ TFM ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น บริษัทยังได้มีการขยายธุรกิจไปยังประเทศที่อุตสาหกรรมสัตว์น้ำมีศักยภาพในการเติบโตสูง ผ่าน Model ธุรกิจที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ เช่น

1.การส่งออก เช่น ศรีลังกา มาเลเซีย บังคลาเทศ และพม่า เป็นต้น

2.การเข้าทำสัญญาความร่วมมือกับ AVANTI ซึ่งเป็นผู้นำการผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศอินเดีย โดยการใช้ชื่อทางการค้าและสูตรการผลิตของ TFM ในการขายสินค้าในประเทศอินเดีย และ

3.การเข้าร่วมลงทุนกับพันธมิตร จัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซียและปากีสถาน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทฯ ในช่วง 3 – 5 ปีข้างหน้า

TFM มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำการดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสัตว์น้ำ ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีที่สุด เพื่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นเลิศ พร้อมใช้ประโยชน์จากความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มีมาอย่างยาวนาน ความพร้อมทางด้านบุคลากร และแหล่งเงินทุนของบริษัทและยังเป็นตัวแทนของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารสัตว์เศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคเอเชีย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM กล่าวต่อว่า บริษัทมีกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.รักษาและพัฒนาความเป็นผู้นำในการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมช่วยสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น การให้วงเงินการซื้อสินค้าและระยะเวลาการให้สินเชื่อ (Credit Term) ที่เหมาะสม, ศึกษาข้อมูล ช่วยแก้ไขปัญหา ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเหมาะสม, พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาสายพันธุ์ลูกกุ้งที่มีคุณภาพ, นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และแสดงให้เห็นถึงคุณภาพและความคุ้มค่า (Proof of Performance) ของผลิตภัณฑ์

2.พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ผ่านการมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และสูตรอาหาร รวมถึงสูตรอาหารสำหรับสัตว์น้ำชนิดใหม่ เพื่อส่งเสริมให้มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น อาหารปลากะพงยักษ์ ปลาเก๋า อาหารปลาสลิด อาหารปู และปลากดคัง เป็นต้น พร้อมพัฒนาสูตรอาหารโดยใช้วัตถุดิบใหม่ เพื่อลดการพึ่งพิงวัตถุดิบประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น การใช้โปรตีนจากพืช และการพัฒนาสูตรการผลิตที่ลดปริมาณการใช้น้ำมันปลา เป็นต้น และ

3.ขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยมีปัจจัยสำคัญในการพิจารณา ได้แก่ ความเป็นไปได้ของการลงทุน อัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ ความเสี่ยงและแนวทางการบริหารหรือลดความเสี่ยง ทั้งนี้ บริษัทฯ จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นสูงสุด

ปัจจุบัน TFM มีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์สินค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ โปรฟีด (PROFEED) นานามิ (NANAMI) อีโก้ฟีด (EGOFEED) แอคควาฟีด (AQUAFEED) และดี-โกรว์ (D-GROW) เป็นต้น ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารกุ้ง โดย TFM เป็นหนึ่งในผู้นำในกลุ่มตลาดอาหารกุ้ง มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 17 ของปริมาณอาหารกุ้งในไทย (ปี 2563)

2.ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารปลา (รวมอาหารกบและอาหารปู) แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. อาหารปลาทะเล เช่น อาหารปลากะพงและปลาเก๋า 2. อาหารปลาน้ำจืด เช่น อาหารปลานิลและปลาดุก 3. อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน สำหรับการอนุบาลลูกปลา และ 4. อาหารกบ โดย TFM เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำกลุ่มตลาดอาหารปลากระพง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารปลาที่มีราคาจำหน่ายและอัตรากำไรค่อนข้างสูงกว่าอาหารปลาประเภทอื่นๆ โดยบริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดอาหารปลากะพงประมาณร้อยละ 24 ของปริมาณอาหารปลากระพงไทย (ปี 2563) และ

3.ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารสัตว์บก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. อาหารสุกร 2. อาหารสัตว์ปีก โดยบริษัทฯ เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจอาหารสัตว์บกปลายปี 2561 และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นที่น่าพอใจ

บริษัทฯ มีโรงงานผลิตสินค้า 2 แห่ง คือ (1) โรงงานมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และ (2) โรงงานระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพและเหมาะแก่การประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์น้ำ เนื่องจากภาคกลางและภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีการเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญของประเทศ โดยทั้ง 2 โรงงานมีกำลังการผลิตรวม 273,000 ตันต่อปี (ณ 30 มิ.ย.64) แบ่งเป็นอาหารกุ้ง 153,000 ตันต่อปี อาหารปลา 90,000 ตันต่อปี และอาหารสัตว์บก 30,000 ตันต่อปี รวมถึงเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติที่มีระบบการควบคุมและสั่งงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สามารถติดตามข้อมูลในการผลิตระหว่างกระบวนการผลิตได้ทันที (Real time) ทั้งนี้ TFM มีกลุ่มลูกค้าหลัก คือ ร้านค้าจำหน่ายอาหารสัตว์ และฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์

นายพิเชษฐ สิทธิอํานวย กรรมการผู้อํานวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จํากัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 13.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในช่วงราคาที่ใช้ทำ Bookbuilding ที่ราคานี้คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เท่ากับ 21.7 เท่า หากพิจารณาผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสม โดยเตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2564 และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือนตุลาคมนี้
ทั้งนี้ TFM เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 109.3 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน 90.0 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) จำนวน 19.3 ล้านหุ้น รวมทั้งหมดไม่เกิน 21.9% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในประเทศอินโดนีเซีย ชำระคืนเงินกู้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในอนาคต

“การเดินหน้าเข้าระดมทุนของ TFM ในครั้งนี้ ถือเป็นการพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของกลุ่มไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ประกอบกับด้วยปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคง มีความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจ สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยการกำหนดราคาหุ้น IPO ของ TFM ที่ 13.50 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง จากศักยภาพการเติบโตและแผนการลงทุนในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำในต่างประเทศ เพื่อสร้างรากฐานการผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้ TFM ในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต” นายพิเชษฐ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: TFM ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ เคาะราคา IPO 13.50 บาท เปิดจอง 19-21 ต.ค.

Categories: Thailandia

โควิดทำรายได้ประเทศหาย 2 ล้านล้าน “อาคม” เปิด 4 ทางเพิ่มรายได้รัฐ

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:12

รมว.คลัง เผยวิกฤตโควิดทำรายได้ประเทศหาย 2 ล้านล้านบาท ชี้ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท เยียวยาผลกระทบ ทำให้ต้องขยับกรอบเพดานหนี้ แนะสร้าง 3 ภูมิคุ้มกันสู้วิกฤต พร้อมเปิด 4 หนทางเพิ่มรายได้รัฐ

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายเศรษฐกิจจาก Pandemic สู่ Endemic” ในงานครบรอบวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปีที่ 60 ว่า โควิดกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก และทั่วประเทศไทย โดยส่งผลให้การท่องเที่ยวหยุดชะงัก ซึ่งคิดเป็น 12% ต่อจีดีพี ที่มีรายได้มาจากการท่องเที่ยว ทำให้รายได้ในประเทศหายไปประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนนี้กระทบความเป็นอยู่ภาคท่องเที่ยว โรงแรม รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วย

อย่างไรก็ดี 1-2 ปีที่ผ่านมา คลังมีความสำคัญในการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งทั่วโลกก็มีการจ่ายเงินเยียวยาเช่นกัน โดยตั้งแต่ปี 2563 ก็ได้มีการเยียวยาผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน คนละ 5,000 บาท นาน 3 เดือน ทั้งนี้ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้มีการปิดประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจมีการปิดตัว การจ้างงานก็ได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะแรงงานในระบบที่ถูกเลิกจ้าง แล้วกลับไปสู่ภูมิลำเนา ส่วนเหล่านี้จึงเป็นความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อมาลดผลกระทบ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการทางการเงินเพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชน โดยกระทรวงการคลังก็ได้มีการหาสภาพคล่องให้กับแบงก์รัฐ ส่วนสถาบันการเงินภาคเอกชน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีการดูแลให้ระบบการเงินสามารถทำงานได้ ให้สภาพคล่องในการใช้จ่ายเงิน ทั้งมาตรการพักชำระหนี้ ลดอัตราชำระหนี้ต่างๆ เป็นต้น

นายอาคม กล่าวว่า ความท้าทายของทุกประเทศคือการใช้เงินเยียวยาโควิดมหาศาล โดยประเทศไทยก็ออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับ รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ถือว่ามากกว่าระดับปกติ ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น จึงได้มีการขยับกรอบเพดานหนี้ เพื่อเปิดช่องในการกู้เงินป้องกันและระงับการแพร่ระบาด และฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี มองว่าระยะต่อไปโควิดจะไม่ได้หายไปไหน จะเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ เมื่อติดแล้วก็ต้องเข้ารับการรักษา เหมือนกับโรคประจำถิ่น แต่การที่จะทำให้การแพร่ระบาดทั่วโลก มาเป็นโรคประจำถิ่นนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะต้องคิดไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินหรือนโยบายการคลัง จะต้องสอดประสานกัน

“ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตใดๆ ก็ตาม จะต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ โดยแยกออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ภูมิคุ้มกันระดับมหภาค ภูมิคุ้มกันระดับหน่วยธุรกิจ และภูมิคุ้มกันระดับประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินการคลัง โดยสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ส่วนนั้น มองว่านโยบายที่สำคัญ คือการออม เพื่อให้ทุกคนมีความมั่นใจว่าครอบครัวมีความมั่นคงหากมีวิกฤตเกิดขึ้น และ 3 ภูมิคุ้มกันที่กล่าวมา จะต้องมีการให้ความรู้ทางด้านการเงิน รวมทั้งในเรื่องหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐว่าจะทำอย่างไรให้สถาบันการเงินของรัฐและเอกชน สามารถช่วยเหลือเรื่องการยืดหนี้ พักชำระหนี้ ลดภาระต้นเงินและดอกเบี้ย และสภาพคล่องอื่นๆ เป็นต้น”

โดยภูมิคุ้มกันทั้ง 3 ระดับ เชื่อมโยงมาถึงปริมาณการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มีอยู่มากในทุกประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกันกับประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือวิธีหารายได้ของรัฐบาลจะมาจากส่วนใด ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1. การปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ โดยเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง ฐานะที่เป็นผู้ออกนโยบายการจัดเก็บรายได้ต้องคิดเรื่องนี้ว่าโครงสร้างการจัดเก็บรายได้มีอยู่หลายแหล่ง ทั้งจากภาษีอาการ การจัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจ ค่าธรรมเนียมต่างๆ และรายได้จากสัมปทาน จะมีวิธีการปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้ระดับรายได้มีความมั่นคง

2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันหลายธุรกิจอาจจะดำเนินงานแบบเดิมไม่ได้ ต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งบทบาทกระทรวงการคลัง ในการเสียภาษีอากรก็ต้องมีการนำเทคโนโลยีมากใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และความปลอดภัยด้วย และต่อมาคือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ

3. การปรับโครงสร้างประชากร คือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า อัตราส่วนของจำนวนผู้สูงอายุต่อประชากรจะพุ่งกว่า 24% ของประชากร ฉะนั้น การลงทุนทางด้านการแพทย์ สาธารณะสุข รวมทั้งเรื่องสุขอนามัย เพื่อความยืนยาวของชีวิตคนไทยนั้น ถือเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจอีกแบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ว่าจะทำให้มาตรการภาษีจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนได้อย่างไร

และสุดท้าย 4. การสร้างการเติบโตของเครื่องยนต์อันใหม่ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งเป็นความหวังที่ต้องการการลงทุน ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนเข้าไปได้

“การที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยจาก Pandemic สู่ Endemic คือการสร้างภูมิคุ้มกันทุกระดับ ให้มีความมั่นใจว่าเรามีความมั่นคงเพียงพอในการที่จะรองรับวิกฤตการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโควิด หรือวิกฤตการเงิน และวิกฤตภัยธรรมชาติต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องคิดกันต่อไป”

อ่านข่าวต้นฉบับ: โควิดทำรายได้ประเทศหาย 2 ล้านล้าน “อาคม” เปิด 4 ทางเพิ่มรายได้รัฐ

Categories: Thailandia

เปิดวิธีซื้อ-ขายหุ้นกู้ “ปตท.สผ.” ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เริ่มวันนี้ (18 ต.ค.)

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:04

ปตท.สผ. ร่วมกับ ธ.กรุงไทย เปิดลงทะเบียนซื้อ-ขาย หุ้นกู้ ผ่านแอปฯเป๋าตัง เช็กขั้นตอนสมัครใช้งาน-ซื้อขายหุ้นกู้ตลาดหลัก ตลาดรองบนวอลเล็ต

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียน “ซื้อขายหุ้นกู้” ด้วยระบบดิจิทัลวอลเล็ต ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมขั้นตอนการลงทะเบียนสมัครซื้อขายหุ้นกู้ดังกล่าว ผ่านแอปฯเป๋าตัง พร้อมการเติมเงิน การผูกบัญชีกับธนาคารกรุงไทย รวมถึงวิธีการซื้อขายหุ้นกู้ในตลาดแรก และตลาดรอง (ข้อมูลจากธนาคารกรุงไทย) ดังนี้

ลงทะเบียนสมัคร “ซื้อขายหุ้นกู้” บนแอปฯเป๋าตัง
  1. เข้าแอปฯเป๋าตัง
  2. เลือก “สมัครใช้บริการ”
  3. อ่านรายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขการสมัครเข้าใช้งาน จากนั้นกด “ถัดไป”
  4. อ่านข้อตกลงและเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ กด “ยอมรับ” และกด “ถัดไป”
  5. ให้ความยินยอมการจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
  6. ถ่ายรูปบัตรประชาชน (OCR SCAN)
  7. กรอกข้อมูให้ถูกต้องและครบถ้วน
  8. สแกนใบหน้า
  9. ตรวจสอบและยืนยันข้อมูล
  10. ระบบตรวจสอบข้อมูลสำเร็จ กด “ดำเนินการต่อ”
  11. เข้าสู่หน้าหลักวอลเล็ต “ซื้อขายหุ้นกู้”
  12. หน้าหลังของการ์ด ซื้อขายหุ้นกู้ เมื่อสมัครสำเร็จแล้ว

เติมเงิน เข้าวอลเล็ต

การเติมเงินเข้า วอลเล็ต ซื้อขายหุ้นกู้ จะสามารถดำเนินการได้จาก Mobile Banking ของธนาคารเท่านั้น ไม่รองรับการโอนเงินจาก e-Wallet โดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

เติมเงินโดยใช้เลขที่วอลเล็ต ซื้อขายหุ้นกู้

1. คัดลอก เลขวอลเล็ต ซื้อขายหุ้นกู้ 15 หลัก

2. เปิดแอปฯ Mobile Banking ของธนาคาร และเลือกใช้บริการโอนเงินพร้อมเพย์ หรือ เติมเงินพร้อมเพย์

3. ใส่เลขวอลเล็ต ซื้อขายหุ้นกู้ 15 หลักในช่องกรอกเลขพร้อมเพย์

4. ระบุจำนวนเงินตามที่ต้องการ และทำรายการตามปกติ (บางธนาคารอาจมีข้อจำกัดของวงเงินในการโอนเงินไปยัง e-Wallet ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละธนาคาร ทั้งนี้ผู้ใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดไปยังธนาคารเจ้าของ Mobile Banking นั้น ๆ)

เติมเงินโดยใช้ QR Code

1. กดปุ่ม “บันทึก” เพื่อเก็บภาพ QR Code ไว้ในมือถือ

2. เปิดแอปฯ Mobile Banking ของธนาคาร

3. กดปุ่มสแกน QR Code แล้วสแกน QR นี้ หรือเลือกปุ่มรูปภาพในเมนูสแกนแล้วเลือกภาพ QR Code ที่บันทึกไว้เพื่อทำรายการต่อ

4. ระบุจำนวนเงินตามที่ต้องการ และทำรายการตามปกติ (บางธนาคารอาจมีข้อจำกัดของวงเงินในการโอนเงินไปยัง e-Wallet ขึ้นกับนโยบายแต่ละธนาคาร ทั้งนี้ผู้ใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดไปยังธนาคารเจ้าของ Mobile Banking นั้น ๆ)

ผูกบัญชีกรุงไทยกับวอลเล็ต

1. กดเมนู “ผูกบัญชีกรุงไทยกับวอลเล็ต” หรือ เลือก “ตั้งค่าการใช้งาน” มุมขวาบนของหน้าจอ

2. เลือกบัญชีกรุงไทยที่ต้องการผูกบัญชี

3. ผูกบัญชีกรุงไทยสำเร็จ

4. กดเมนู “โอนเงิน”

โอนเงินออกจากวอลเล็ต

1. กดเมนู “โอนเงิน”

2. โอนเงินผ่านพร้อมเพย์ กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และ Wallet ID

3. โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร จากนั้นกดเลือก ธนาคารที่ต้องการดำเนินการ

วิธีซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรก บนแอปฯเป๋าตัง

1. เลือกเมนู “ซื้อ/ขายหุ้นกู้” ใน หน้าแรกของเป๋าตัง หรือ หน้าแรกของวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้

2. เลือกหุ้นกู้ที่ต้องการซื้อในแถบตลาดแรก

3. เลือกหุ้นกู้ที่ต้องการลงทุน และอ่านเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ จนจบ พร้อมทั้งรับทราบเงื่อนไข และยอมรับข้อกำหนดต่าง ๆ

4. แสดงระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน เทียบกับความเสี่ยงของหุ้นกู้ โดยกดยอมรับ Over Risk (หากความเสี่ยงผู้ลงทุนต่ำกว่าหุ้นกู้)

5. ใส่จำนวนที่ต้องการลงทุน โดยเลือก “จำนวน” คือ จำนวนหน่วย จากนั้นเลือก “มูลค่า” คือ จำนวนเงิน

6. กดชำระเงิน ตรวจสอบรายละเอียดและยืนยันการทำรายการจองซื้อ/ชำระเงิน

7. ใส่รหัส PIN 6 หลัก

8.. ได้รับสลิปการทำรายการสำเร็จ

วิธีซื้อหุ้นกู้ในตลาดรอง บนแอปฯเป๋าตัง

1. เลือกเมนู “ซื้อ/ขายหุ้นกู้” ใน หน้าแรกของเป๋าตัง หรือ หน้าแรกของวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้

2. เลือก ซื้อ/ขาย หุ้นกู้ตลาดรอง

3. เลือกหุ้นกู้ที่ต้องการ จากราคาซื้อ/ขาย ที่แสดงจากสถาบันต่าง ๆ

4. เลือกหุ้นกู้ที่ต้องการลงทุน และ อ่านเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ จนจบ พร้อมทั้งรับทราบเงื่อนไขและ ยอมรับข้อกำหนดต่าง ๆ

5. แสดงระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน เทียบกับความเสี่ยงของหุ้นกู้ จากนั้นกดยอมรับ Over Risk (หากความเสี่ยงผู้ลงทุนต่ำกว่าหุ้นกู้)

6. ตรวจสอบเงื่อนไขของหุ้นกู้ คือ การซื้อขั้นต่ำ หรือ เงื่อนไขของหุ้นกู้อื่น ๆ

7. กดชำระเงิน ตรวจสอบรายละเอียดและยืนยันการทำรายการจองซื้อ/ชำระเงิน

8. ใส่รหัส PIN 6 หลัก

9. ได้สลิปการทำรายการสำเร็จ

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดวิธีซื้อ-ขายหุ้นกู้ “ปตท.สผ.” ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เริ่มวันนี้ (18 ต.ค.)

Categories: Thailandia

หุ้นไทยวันนี้ (18 ต.ค.) ปิดตลาดเช้า +4.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,643 จุด

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:04

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (18 ต.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาดภาคเช้า อยู่ที่ระดับ 1,642.91 จุด ปรับขึ้น +4.57 จุด หรือคิดเป็น +0.28% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 51,296 ล้านบาท อยู่ในกรอบ 1,639.92-1,648.00 จุด โดยหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่ KBANK DELTA และ HANA

ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับขึ้น +2.86 จุด หรือคิดเป็น +0.29% อยู่ที่ 990.30 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 23,320 ล้านบาท คิดเป็นราว 45.46% ของมูลค่าซื้อ-ขายในตลาด SET

10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายสูงสุด

1. KBANK : 3,200.85 ล้านบาท ราคา +2.00 บาท (+1.40%)
2. DELTA : 1,579.58 ล้านบาท ราคา +8.00 บาท (+1.77%)
3. HANA : 1,535.87 ล้านบาท ราคา +4.50 บาท (+6.19%)
4. PTTGC : 1,448.50 ล้านบาท ราคา +2.25 บาท (+3.47%)
5. BANPU : 1,332.43 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
6. 7UP : 1,119.42 ล้านบาท ราคา +0.06 บาท (+3.82%)
7. IRPC : 1,088.04 ล้านบาท ราคา +0.10 บาท (+2.16%)
8. KCE : 1,022.84 ล้านบาท ราคา +1.00 บาท (+1.25%)
9. AOT : 913.84 ล้านบาท ราคา -0.75 บาท (-1.11%)
10. PTT : 903.81 ล้านบาท ราคา +0.50 บาท (+1.27%)

ขณะที่ตลาด mai ปรับขึ้น +4.02 จุด หรือ +0.72% ในทิศทางเดียวกัน มาอยู่ที่ 558.47 จุด มูลค่าซื้อขาย 3087.62 ล้านบาท

หมายเหตุ: ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โปรดตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวต้นฉบับ: หุ้นไทยวันนี้ (18 ต.ค.) ปิดตลาดเช้า +4.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,643 จุด

Categories: Thailandia

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แขวนหุ้น GRAMMY “อากู๋” ขายบิ๊กล็อต

ประชาชาติ - Mon, 18/10/2021 - 08:03

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แขวนหุ้น GRAMMY พบขายบิ๊กล็อต 52.05% ก่อนประกาศปลดเครื่องหมาย H หลังบริษัทชี้แจง “อากู๋-ลูก” ขายเพื่อปรับโครงสร้างถือหุ้น

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประกาศขึ้นเครื่องหมาย H บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY ตั้งแต่เวลา 10.22 น. เป็นต้นไป โดยเครื่องหมายดังกล่าว เนื่องจากปรากฏรายการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานรายใหญ่ หรือ ด้วยวิธีบันทึก การซื้อขายรายใหญ่ (Trade report-Big lot) จำนวน 52.05% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว

อย่างไรก็ดี ต่อมา ทาง GRAMMY ได้ชี้แจงแล้วว่า การจำหน่ายหุ้นบิ๊กล็อตดังกล่าว เป็นการปรับโครงสร้างการถือหุ้นของตระกูลดำรงชัยธรรม

ทำให้ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำการลดเครื่องหมาย H หุ้น GRAMMY แล้วในเวลา 11.45 น.

อ่านข่าวต้นฉบับ: ตลาดหลักทรัพย์ฯ แขวนหุ้น GRAMMY “อากู๋” ขายบิ๊กล็อต

Categories: Thailandia