Thailandia

ผลสลากออมสิน งวดวันที่ 16 พ.ค. 2564

ประชาชาติ - 50 min 5 sec fa

ตรวจผลการออกสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และสลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี งวดวันที่ 16 พฤษภาคม 2564

ผลสลากออมสิน-16 May

 

ผลสลากออมสินพิเศษ 3 ปี และสลากออมสินพิเศษดิจิทัล 3 ปี งวดวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 (กรุณารอสักครู่-กำลังรอการออกรางวัล)

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: ผลสลากออมสิน งวดวันที่ 16 พ.ค. 2564

Categorie: Thailandia

หมอธีระวัฒน์ เตือน ตัวเลขน้อยไม่ได้แปลว่า ไม่มี แนะระวังตนเอง-ฉีดวัคซีน

ประชาชาติ - 1 ora 31 min fa

หมอธีระวัฒน์ เตือนตัวเลขน้อยไม่ได้แปลว่า ไม่มี หรือมีน้อย เพราะเป็นการแพร่แบบมองไม่เห็น ไม่มีอาการ แนะทุกคนต้องระวังตัวเอง และฉีดวัคซีน

วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ระบุว่า การที่ไม่มีรายงานในพื้นที่หรือจังหวัดใด หรือมีรายงานเลขตัวเดียว ไม่ได้หมายความว่า ไม่มี หรือมีน้อย เพราะเป็นการแพร่แบบมองไม่เห็น ไม่มีอาการ และเราต้องเข้าใจและเห็นใจผู้ปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องไม่ปล่อยตัว ต้องไม่ลืมว่า มีคนแพร่เชื้อได้อยู่ โดยระบุว่า

“จำนวนที่เห็นในแต่ละวันหมายถึงอะไร?

16/5/64

การที่ไม่มีรายงานในพื้นที่ หรือ จังหวัดใด หรือการที่เห็นแต่ตัวเลขตัวเดียว ไม่ได้หมายความว่าไม่มีหรือมีน้อย เพราะเป็นการแพร่แบบมองไม่เห็น ไม่มีอาการ และเราต้องเข้าใจและเห็นใจผู้ปฎิบัติงาน

เห็นตัวเลขน้อย ก็ปล่อยตัวไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่ามีคนแพร่เชื้อได้หนึ่งคน สภาพเหมาะ แพร่ไปเรื่อยๆ คนต่อคน คนต่อหลายคน ติดกระจายที่บ้าน ที่ทำงาน การเดินทาง หนึ่งเดือน หนึ่งเป็น 1,700 คนได้

ในประเทศไทยเอง ขณะนี้ที่ตรวจได้จำกัด เพียงแค่ตรวจตัวอย่างจากโพรงจมูก ด้วย กระบวนการ PCR ที่ดูว่ามีเชื้อเฉยๆ ยังทำได้ด้วยความยากลำบาก และไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกคนในกลุ่มเสี่ยงและทำไม่ได้ทุกห้าถึงเจ็ดวัน และตัวเลขแต่ละวันที่เห็น ต้องยอมรับและพิจารณาให้ชัดเจนว่า “แท้จริงมาจากการตรวจกี่ราย และพบว่ามีเชื้อกี่ราย”

ที่เห็นในประกาศในเชิงรุก และที่ไม่ได้ตรวจ มีจำนวนเท่าใด

นึกถึงภาพ เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างมาส่งที่ห้องปฏิบัติการซึ่งต้องทำงานด้วยความระมัดระวังทั้ง ด่านหน้า และด่านหลัง

และการที่จะดูว่ามีสายไวรัสดื้อ ต้องให้ความสำคัญที่เจอในคนพื้นที่ ที่แพร่กันเองไม่ใช่ที่เจอในสถานกักกัน

เช่นสายพันธุ์อินเดีย…มีในหลายประเทศแล้ว

นอกจากอินเดีย ไปเยอรมัน อเมริกา อังกฤษ เดนมาร์ค สิงคโปร์ ที่แพร่ใน คนในพื้นที่กันเอง

การที่จะดูว่ามีสายนั้นสายนี้ ต้องลงทุนมาก ยกเว้นดูแต่มีการผันแปรรหัสในตำแหน่งที่เอื้อต่อไวรัส มากขึ้นเรื่อยๆ จะชี้บ่งว่าระวังวัคซีนได้ผลน้อยลง

ระวังตนเอง ฉีดวัคซีน และฉีดใหม่เมื่อโควิดใหม่เข้าครองตลาดโดยวัคซีนเดิมด้อยประสิทธิภาพลง

อย่าลืมว่า เตียงที่รองรับระดับอาการหนัก ชนิดเต็มที่ระดับ 3 มีจริง แต่ไม่มีมากนัก ต้องช่วยกัน”

อ่านข่าวต้นฉบับ: หมอธีระวัฒน์ เตือน ตัวเลขน้อยไม่ได้แปลว่า ไม่มี แนะระวังตนเอง-ฉีดวัคซีน

Categorie: Thailandia

ญนน์ โภคทรัพย์ เปิดใจ โควิดสะเทือน 4 แสนล้าน วัคซีนหัวใจฟื้นธุรกิจ

ประชาชาติ - 2 ore 12 min fa
สัมภาษณ์พิเศษ

ปัจจัยชี้ขาดในการเดินหน้าเศรษฐกิจไทยให้กลับไปสู่แดนบวกหลังโควิดระบาดระลอก 3 คือ การเคลื่อนธุรกิจ-การค้าให้คืนสู่ภาวะปกติอย่างเร็วที่สุด

หอการค้าไทยภายใต้นโยบาย Connect the dots ฟื้นเศรษฐกิจไทยใน 99 วัน ขับเคลื่อนทุกองคาพยพร่วมกับสมาชิกสภาหอการค้าฯ สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ผนึกกับรัฐบาล เปลี่ยนผ่านพลิกวิกฤตสู่โอกาสใหม่

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ญนน์ โภคทรัพย์” ในฐานะประธานกลุ่มการค้าและบริการ หอการค้าไทย ภายหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถึงวิสัยทัศน์บทบาทใหม่ในสถานการณ์โรคระบาด และอีกบทบาทหนึ่งคือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ค้าปลีกรายใหญ่ในเครือเซ็นทรัล ที่กำลังสร้างการเติบโตได้เป็นอย่างดีทั้งในไทยและต่างประเทศ

“ญนน์” ฉายภาพผลกระทบจากการระบาดของโควิด ระลอก 3 ในประเทศครั้งนี้ว่า “ทำให้เศรษฐกิจถอยหลังไปอีกหลายก้าว หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายใน 3 เดือน GDP ของไทยจะเติบโตลดลงจากเดิมคาดไว้ที่ 4% เหลือ 2-2.5% ส่งผลให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจหายไป 3-4 แสนล้านบาท และจะมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 5 แสนคน ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 2-3 ปีที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเป็นปกติ และจะฟื้นตัวแบบ K-Shaped Recovery”

แต่ในทางกลับกันหากการระบาดระลอกนี้ไม่สามารถควบคุมได้ใน 3 เดือนนับจากนี้ มูลค่าเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจะเสียหายมากไปกว่านี้ และฉุด GDP ประเทศให้ทรุดตามลงไปด้วย ซึ่งหากคิดเพียงแค่กลุ่มส่วนของการค้า และส่วนของบริการ ที่ประกอบไปด้วยธุรกิจหลัก 4 ส่วน คือ ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง, ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, ธุรกิจศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม

ส่วนของการบริการมี 3 ส่วน คือ โลจิสติกส์, เพย์เมนต์, และการบริการต่าง ๆ โดยมีจำนวน SMEs อยู่ถึง 2.4 ล้านราย คิดเป็น 80% ของ SMEs ทั้งประเทศ (ภาคการค้า 43% ภาคบริการ 37%) มีการจ้างงานมากที่สุดกว่า 12 ล้านคน คิดเป็น 70% ของแรงงานทั้งประเทศ ก็มีมูลค่ามากถึง 5.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 34% ของ GDP การบริโภคทั้งประเทศแล้ว

รัฐ-เอกชน รวมพลังฟื้น ศก.

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการฟื้นเศรษฐกิจร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีมาตรการใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้องควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดให้ลดลงและเร็วที่สุด โดยเป็นการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เมื่อการระบาดลดลงต้องทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปลอดโควิด เพราะฉะนั้น การจัดหาวัคซีนโดยภาครัฐกับเอกชนควรทำงานร่วมกันในการนำเข้าวัคซีนให้เพียงพอ และการกระจายวัคซีนให้เร็วที่สุดจึงเป็นคำตอบ ต้องควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดขึ้นอีก เศรษฐกิจไทยบอบช้ำมามากแล้วไม่สามารถรองรับการระบาดครั้งที่ 4 ได้อีกต่อไป

นอกจากนี้ ควรจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะกลุ่ม ส่วนภาคเอกชนและคนที่มีกำลังซื้อต้องร่วมกันกระตุ้นการจับจ่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับ SMEs ไทยพร้อมสร้างงานเพื่อให้คนที่ต้องการทำงานมีงานทำ และลดอัตราการว่างงาน พร้อมสนับสนุนให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างธุรกิจที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

โดยธุรกิจที่เป็นดาวรุ่งที่ยังมีโอกาสทางการเติบโตนับจากนี้ คือ ธุรกิจด้านสุขภาพ, ธุรกิจด้านเทคโนโลยี, กลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่เป็นแบบออมนิแชนเนล, ธุรกิจออนไลน์แพลตฟอร์ม และธุรกิจดีลิเวอรี่

ขณะที่ฟากของกลุ่มธุรกิจที่เน้นการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก อย่างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการและการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจสายการบิน และโรงแรม มองว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากต้องพึ่งพารายได้จากการเดินทางของผู้คน ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถกลับมาเที่ยวประเทศไทยได้เหมือนเดิม ซึ่งสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็น 10% ของ GDP โดยเฉพาะภูเก็ตจังหวัดเดียว คิดเป็น 9% ของ GDP

ดังนั้น ถ้าหากการฉีดวัคซีนล่าช้า นักท่องเที่ยวจะไม่กลับมา เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ช้า คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยในปีนี้ เหลือเพียง 1 ล้านคน และอาจต้องใช้เวลา 4-5 ปีกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาที่ระดับก่อนโควิด

โควิด ดิสรัปต์ธุรกิจ

ในฐานะประธานกลุ่มการค้าและบริการ หอการค้าไทย “ญนน์” สะท้อนภาพรวมธุรกิจประเทศไทยภายหลังการระบาดของโควิดผ่านพ้นไปว่า ธุรกิจอาจจะยังไม่กลับมาเหมือนก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง (customer disruption) รวมทั้งยังมีคู่แข่งที่นำเสนอสินค้าและบริการที่ดีกว่า และน่าตื่นเต้นกว่า ทำให้องค์กรต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัว มีความยืดหยุ่น และความคล่องตัว เพื่อที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อช่วยบริหารต้นทุนให้ต่ำลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมทั้งรักษากระแสเงินสดเพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ (cash rules everything) สร้างพันธมิตรและความร่วมมือจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้ไกลกว่า

“ท้ายที่สุด ไม่ว่ามาตรการจากกลุ่มผู้ประกอบการแต่ละธุรกิจจะออกมาพลิกฟื้นเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด แต่การฟื้นภาพรวมประเทศนับจากนี้คงต้องฝากความหวังไว้ที่การฉีควัคซีนให้แก่ประชาชน ซึ่งสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดรอบนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นสูงสุดต่อวันเมื่อไร และคลี่คลายได้ช่วงใด หรือจะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน”

การระบาดรอบ 3 นี้สร้างปัญหาซ้ำเติมให้กับเศรษฐกิจไทยที่บอบช้ำอยู่แล้ว และต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่จะพลิกฟื้น อีกทั้งภาคธุรกิจต่าง ๆ จะฟื้นตัวสะดุดและไม่เท่ากัน “หัวใจสำคัญที่จะเยียวยาวิกฤตครั้งนี้ได้ คือ การจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ และการเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งกลุ่มพนักงานในภาคธุรกิจที่ต้องติดต่อกับคนจำนวนมาก เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน ธุรกิจค้าขาย และคนขับรถขนส่งสาธารณะ”

“เราจำเป็นจะต้องหยุดยั้งการแพร่ระบาดระลอก 3 ในครั้งนี้ให้สำเร็จและรวดเร็ว โดยต้องเร่งการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศ พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้กับ SMEs และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ”

ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการชี้ชะตาสุขภาพอนามัยของประชาชน คน และเศรษฐกิจไทยโดยรวมว่าจะกลับฟื้นมาได้อีกครั้งหรือไม่ และจะรวดเร็วเพียงใด

อ่านข่าวต้นฉบับ: ญนน์ โภคทรัพย์ เปิดใจ โควิดสะเทือน 4 แสนล้าน วัคซีนหัวใจฟื้นธุรกิจ

Categorie: Thailandia

KBANK ปรับสิทธิใช้คะแนนแลกส่วนลด “บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย” เริ่ม 15 มิ.ย.

ประชาชาติ - 2 ore 31 min fa

ธนาคารกสิกรไทย แจ้งลูกค้าปรับสิทธิประโยชน์ใหม่ใช้คะแนนรับแลกส่วนลด “บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย” ในการใช้จ่ายภายใน “สยามพารากอน-สยามเซ็นเตอร์-สยามดิสคัฟเวอรี่-ไอคอนสยาม” เริ่มตั้งแต่ 15 มิ.ย.64

วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกสิกรไทย เรียนแจ้งลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. สิทธิประโยชน์การใช้คะแนน K Point แลกรับ Siam Gift Card เพื่อมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดให้แก่ลูกค้าผู้ถือบัตรฯ ในการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ธนาคารขอปรับสิทธิประโยชน์การใช้คะแนนแลกรับส่วนลด ดังต่อไปนี้

สิทธิประโยชน์ใหม่ เริ่ม 15 มิ.ย.64 เป็นต้นไป เมื่อช้อปแล้วแลกคะแนน K Point รับเครดิตเงินคืน สูงสุด 30%

– บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทยอินฟินิท ใช้คะแนนทุก 10,000 คะแนน แลกรับเครดิตเงินคืน 30%

– บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทยซิกเนเจอร์ ใช้คะแนนทุก 5,000 คะแนน แลกรับเครดิตเงินคืน 20%

เงื่อนไขการแลกรับสิทธิ์ :

– บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทยแพลทินัม ใช้คะแนนทุก 3,000 คะแนน แลกรับเครดิตเงินคืน 15%

– จำกัดการแลกคะแนนสะสมสูงสุด 500,000 คะแนน/เดือน รวมทุกศูนย์การค้า

– สงวนสิทธิ์การแลกคะแนน โดยต้องมียอดใช้จ่ายมากกว่าหรือเท่ากับคะแนนที่ใช้แลกรับเครดิตเงินคืน ตามเงื่อนไข และไม่สามารถร่วมรับโปรโมชั่นอื่นๆ จากทางธนาคารได้อีก

– จุดแลกรับ สย ามพารากอน ชั้น M (ฝั่ง Star dome), สยามเซ็นเตอร์ ชั้น G, สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น G และไอคอนสยาม ชั้น 1 โซน ICONLUXE และชั้น 1 รัษฎา ฮอลล์

– ธนาคารจะมอบเครดิตเงินคืนภายใน 14 วันถัดจากสัปดาห์ที่ลูกค้าได้ทำการแลกคะแนนที่เครื่อง EDC ที่กำหนด โดยยึดถือข้อมูลรายงานจากเครื่อง EDC ที่ตัดคะแนนสำเร็จเป็นสำคัญ

2.เงื่อนไขการรับยกว้นค่าธรรมเนียมรายปี ของบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย ซิกนเจอร์และแพลทินัม ท่านจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี เมื่อมียอดใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยามครบตามเงื่อนไข

สำหรับบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย ซิกเนเจอร์ เมื่อใช้จ่ายครบ 30,000 บาท/บัตร/ปี และสำหรับบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย แพลทินัม เมื่อใช้จ่ายครบ 20,000 บาท/บัตร/ปิ โดยจะมีผลในรอบชำระตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565

3.เงื่อนไขการรับคะแนนสะสมในหมวดประกัน การใช้จ่ายผ่านบัตรเครคิตวันสยามกสิกรไทยทุกประเภทตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ในหมวดประกัน ไม่สามารถรับคะแนนสะสมได้

ธนาคารหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ที่ธนาคารมอบให้ หากท่านมีข้อสงสัยสิทธิประโยชน์ใหม่ติดต่อ K-Contact Center โทร. 02-8888888

อ่านข่าวต้นฉบับ: KBANK ปรับสิทธิใช้คะแนนแลกส่วนลด “บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย” เริ่ม 15 มิ.ย.

Categorie: Thailandia

วิชัย ศรีวัฒนประภา จากมหาเศรษฐีไทย สู่คนในประวัติศาสตร์บอลอังกฤษ

ประชาชาติ - 2 ore 38 min fa
บทความนี้เผยแพร่ทางออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ปรับปรุงล่าสุด วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง วิชัย ศรีวัฒนประภา หรือเจ้าสัววิชัย แห่งคิง เพาเวอร์ มหาเศรษฐีแสนล้าน หนึ่งในมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย เสียชีวิตในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกมีความรู้สึกสูญเสียร่วมกัน

เส้นทางการสร้างธุรกิจและความสำเร็จทางธุรกิจของเจ้าสัวในเมืองไทยนั้นเป็นเรื่องยาว ถ้าจะกล่าวถึงในเรื่องนี้คงไม่พอ เราจึงตัดตอนนำเสนออีกเรื่องราวช่วงชีวิตหนึ่งของเจ้าสัว ช่วงที่ขยับจากความเป็น “มหาเศรษฐีชาวไทย” สู่อีกฐานะหนึ่งคือการเป็น “เจ้าของทีมฟุตบอลดัง” ในพรีเมียร์ลีก และเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ลีกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดในโลก ซึ่งทุกครั้งที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อ เจ้าสัววิชัยได้พาคำว่า “Thailand” และ “Thai businessman” ไปสู่สายตาชาวโลกด้วยทุกครั้ง

เส้นทางสู่การเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษของเจ้าสัววิชัย เริ่มต้นอย่างไร…

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายของเจ้าสัววิชัย ผู้นั่งตำแหน่งรองประธานบริหารสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เล่าไว้ในหนังสือ THE FAIRY TALE OF UNDERFOX ของสำนักพิมพ์ a book ว่า เขาได้ยินพ่อพูดเรื่องซื้อทีมฟุตบอลครั้งแรกเมื่อปี 2005 เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าสัวกับลูกชายเข้าไปชมฟุตบอลที่สนามเหย้าของทีมเชลซี ทั้งในฐานะสปอนเซอร์และลูกค้าที่ซื้อบอกซ์ วี.ไอ.พี.ไว้ แต่เกิดเหตุทะเลาะกับการ์ดสนาม เจ้าสัววิชัยจึงไม่พอใจและตัดขาดการเป็นสปอนเซอร์เชลซี

“วันหนึ่งซื้อทีมแล้วสู้กับเชลซีให้ได้แล้วกัน” เจ้าสัวพูด ซึ่งต๊อบ อัยยวัฒน์เองก็คิดว่า คุณพ่อคงพูดไปงั้น ๆ ด้วยความอารมณ์เสีย

จนกระทั่งปี 2007 เจ้าสัววิชัยพยายามจะซื้อทีมฟุตบอลจริง ๆ ทีมแรกที่เป็นเป้าหมายคือ เรดดิ้ง แต่ด้วยความที่คุยกับเจ้าของทีมเรดดิ้งแล้วเจอคำขู่ว่า “ถ้ายูไม่เคยอยู่ในวงการนี้ ยูอย่าเข้ามาเลย เสียเวลา” เจ้าสัววิชัยจึงไม่ซื้อทีมนั้น

แล้ววันหนึ่งเหมือนพรหมลิขิต มีชาวไทยที่รู้จักเจ้าของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ติดต่อมาว่า เลสเตอร์อยากขอสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อจากคิง เพาเวอร์ ในราคา 300,000 ปอนด์ นั่นเอง เป็นจุดที่ทำให้เจ้าสัวถามลูกชายว่า “เลสเตอร์เป็นไง”

ตอนนั้นเลสเตอร์อยู่ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลีกอันดับ 2 ของอังกฤษ รองจากพรีเมียร์ลีก ฝั่งลูกชายจึงไม่ได้สนใจ แต่เจ้าสัวกลับสนใจ

Reuters/Carl Recine

พอไปเจอกับเจ้าของทีมที่สนามแข่ง เจ้าสัววิชัยจึงถามว่า “ยูขายทีมไหม” เจ้าของทีมได้ฟังเป้าหมายของพ่อลูกชาวไทยคู่นี้ที่อยากพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ลีก และจะทำการตลาดในเอเชีย จึงตอบตกลงขายในทันที

เงินงวดแรกที่ต้องจ่ายคือ 40 ล้านปอนด์ และต้องจ่ายงวดที่สองให้ครบตามดีลประมาณ 100 ล้านปอนด์ แต่ไม่ใช่เพียงเงินค่าซื้อสโมสรเท่านั้นที่ต้องจ่าย เลสเตอร์ยังมีภาระค่าใช้จ่ายประจำ และหนี้อยู่อีกจำนวนหนึ่งที่มหาเศรษฐีชาวไทยต้องจัดการ

“จริง ๆ คุณพ่อเป็นคนมีวิสัยทัศน์ประหลาด มองไกลจนผมตามไม่ทัน เวลาท่านพูดอะไรจะทำให้ได้ เอาให้ได้ วันที่ซื้อท่านบอกว่า จะพลาดหรือไม่พลาดไม่มีใครรู้แล้ว แต่ต้องทำให้สำเร็จ”

หลังจากเข้าซื้อทีม สิ่งที่เจ้าของทีมชาวไทยต้องเจอ คือ การต่อต้านจากแฟนบอล เช่นกันกับที่ “เจ้าของคนใหม่” หลาย ๆ คนเคยเจอ เนื่องจากคนอังกฤษรักฟุตบอลมากเป็นชีวิตจิตใจ และมีความผูกพันระหว่างคนในท้องถิ่นกับสโมสรฟุตบอลสูงมาก ก่อนที่ฟุตบอลจะเป็นธุรกิจอย่างทุกวันนี้ ทุกทีมล้วนเกิดมาจากการเป็นทีมของชุมชน แฟนบอลส่วนใหญ่สนับสนุนทีมฟุตบอลใกล้บ้านมาหลายชั่วอายุคน จากรุ่นปู่ รุ่นลูก รุ่นหลาน และคงจะตกทอดสู่รุ่นต่อ ๆ ไป เหมือนเป็นมรดกร่วมของท้องถิ่น พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นหุ้นส่วนสโมสร พอมีนายทุนใหม่เข้ามา จึงเกิดความระแวงว่าจะทำให้สโมสรเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง หรือจะมาหาประโยชน์จากสโมสรเพียงฝ่ายเดียว ความคลางแคลงใจและการต่อต้านจะคงอยู่จนกว่าเจ้าของคนใหม่จะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า คุณได้ทำเพื่อทีมแค่ไหน

คำถามของแฟนบอลก็ไม่ต่างจากคำถามของสื่อมวลชนที่ถามในการแถลงข่าวครั้งแรกว่า “คุณจะเข้ามาโกยเงินจากสโมสรใช่มั้ย”

วิธีการแก้ปัญหาก็คือ ผู้บริหารนัดคุยกับตัวแทนแฟนบอลเดือนละ 2 ครั้ง ให้แฟนบอลคอมเมนต์และเสนอความเห็นว่า ต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร หนึ่งในสิ่งสำคัญที่แฟนบอลขอ คือ “อย่าเปลี่ยนสีเสื้อ” ซึ่งก็เป็นความเหมาะเจาะกันพอดีที่สีเสื้อของเลสเตอร์ คือ สีน้ำเงิน เฉดเดียวกันกับสีของคิง เพาเวอร์ จึงไม่ได้คิดจะเปลี่ยน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสโมสรเลสเตอร์ นับตั้งแต่ครอบครัวชาวไทยครอบครัวนี้เข้าไปบริหาร ที่เห็นเป็นรูปธรรมคือการทุ่มเงินปรับปรุงสนามแข่ง ขยายความจุสนาม พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม (King Power Stadium) ขยายปรับปรุงสนามซ้อม เติมสิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือล้ำ ๆ ราคาสูง ๆ แบบที่สโมสรใหญ่ ๆ มี เรียกว่าเป็นการยกระดับทุกอย่างให้เพื่อพัฒนาศักยภาพของเลสเตอร์ ให้ขึ้นไปสู้กับสโมสรใหญ่และกลางได้ และที่สำคัญคือการอนุมัติเงินซื้อตัวนักเตะปีละหลายคน

…เป็นการทุ่มเพื่ออนาคตที่ยังคาดหวังไม่ได้ในเวลาอันสั้น แต่ถ้าไม่ทำความสำเร็จก็จะไม่เกิด

“คุยกับคุณพ่อ ท่านบอกว่าทำทีมให้เหมือนเป็นทีมพรีเมียร์ลีกที่อยู่ในแชมเปี้ยนชิพสิ ถ้าวันหนึ่งได้ขึ้นพรีเมียร์ลีกจะไปได้ยาว เราก็เห็นด้วย แต่ตอนนั้นจะได้ขึ้นเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้นะ” อัยยวัฒน์เล่าวิสัยทัศน์ของคุณพ่อไว้ในหนังสือ

เมื่อเห็นความตั้งใจของผู้บริหารคนใหม่ แฟนบอลก็ลดการต่อต้านและเปิดใจยอมรับ และเมื่อเห็นพัฒนาการของสโมสร เจ้าของทีมคนใหม่จึงเป็นที่รักของแฟนบอลในที่สุด

จากทีมในลีกรอง เลสเตอร์ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดในเวลา 4 ปี หลังจากที่มีเจ้าของใหม่

พอได้เลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014 เจ้าสัววิชัยบอกในการแถลงข่าวว่า “เรามีแผนจะขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ใน 4 ของพรีเมียร์ลีก และไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกให้ได้ภายใน 3 ปี” ทำเอานักข่าวฝรั่งขำก๊าก

แต่เพียงแค่ในฤดูกาลที่ 2 ที่เลื่อนชั้นขึ้นมา เลสเตอร์ก็สร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แบบที่ไม่มีใครคาดคิดในปี 2016 เป็นหนึ่งฤดูกาลในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่เหนือคาดที่สุดที่เคยมีมา และสำหรับเลสเตอร์ นี่คือแชมป์แรกของสโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 132 ปี

เป็นเวลา 6 ปี จากปี 2010 ที่เจ้าสัววิชัยเข้าซื้อสโมสรเลสเตอร์ จนถึงปี 2016 ที่ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถือว่าเป็นเวลาที่น้อยมากในการพัฒนาและสร้างความสำเร็จให้ทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง สื่อทุกสำนักและคนทั่วโลกต่างเรียกปรากฏการณ์ความสำเร็จของเลสเตอร์ในครั้งนั้นว่า “fairy tale” หรือ “เทพนิยาย”

หลายคนอาจคิดว่าผู้บริหารก็แค่มีเงินแล้วทุ่มเงินลงไป ไม่ได้มีส่วนในการทำให้ทีมประสบความสำเร็จมากเท่าผู้จัดการทีมและสตาฟโค้ช ที่มีส่วนกับการแข่งขันโดยตรง หรือถ้ามองว่าผู้บริหารมีส่วนในการสร้างความสำเร็จ ก็จะให้เครดิตไปที่ “ตัวเงิน” ของผู้บริหารคนนั้น ไม่ได้ให้เครดิตที่ “การบริหารของผู้บริหาร” ภาพในหัวของหลาย ๆ คนคิดว่า ผู้บริหารแค่นั่งเซ็นอนุมัติเงิน อนุมัติโครงการ และเข้าไปชมเกมในสนามบ้างในนัดสำคัญ ๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ถ้าผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทีมงานเสนอ แล้วไม่เซ็นอนุมัติ สิ่งนั้นมันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ในความเป็นจริงแล้ว วิสัยทัศน์และแนวทางของผู้บริหารจึงสำคัญมากเช่นกัน โดยเฉพาะกับทีมเล็ก ๆ ที่ทุกอย่างยังไม่พร้อม เกือบต้องยกเครื่องใหม่ทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่พ่อ-ลูกศรีวัฒนประภาทำกับเลสเตอร์ ไม่ใช่แค่การอนุมัติโปรเจ็กต์หรือทุ่มเงินลงไป แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ การแก้ปัญหาเดิมที่มีให้หายไป แน่ล่ะ หลายปัญหาใช้เงินแก้ได้ แต่หลายปัญหาเงินแก้ไม่ได้ ต้องแก้ด้วยใจ ยกตัวอย่างปัญหาเรื่องคน ที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ มีปัญหาคนต่อกันไม่ติด ระหว่างฝ่ายที่ดูแลเรื่องฟุตบอล ซึ่งทำงานอยู่ที่สนามซ้อมเป็นหลัก กับฝ่าย operation ที่ทำงานที่สนามแข่ง ซึ่งมีปัญหาฝังรากมานาน ผู้บริหารต้องไปแก้ปมปัญหานั้นให้คลี่คลาย ให้สองฝั่งไม่แยกฝักฝ่าย ทำงานประสานกันได้อย่างราบรื่น ซึ่งเจ้าของคนใหม่ก็ทำได้

ความสำเร็จของทีมจิ้งจอกสีน้ำเงิน จึงไม่ควรมองข้ามการทำงานของผู้บริหารชาวไทยพ่อ-ลูกคู่นี้

หลังเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทั้งคนไทย แฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ และแฟนบอลทีมต่าง ๆ ทั่วโลกล้วนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ กำลังใจมากมายหลั่งไหลไปยังสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และครอบครัวผู้เสียชีวิต

ดอกไม้หน้าสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม และข้อความจากทั่วโลกแสดงให้เห็นแล้วว่า เจ้าสัววิชัยได้รับการยอมรับมากแค่ไหน และแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ รักเขามากเพียงใด “the best owner” “the wonderful chairman” คือ คำนิยามที่แฟนบอลใช้สดุดีเจ้าของทีมอันเป็นที่รักของพวกเขา

Reuters/Peter Cziborra

นอกจากแสดงความเสียใจแล้ว ผู้เขียนอยากชวนให้มองอีกมุมหนึ่งว่า เจ้าสัววิชัยเกิดมาเพื่อเป็นตำนานคู่กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ แห่งนี้ เช่นกันกับที่หลายสโมสรฟุตบอลมีบุคคลตำนานประจำสโมสร โศกนาฏกรรมครั้งนี้คล้ายที่เกิดกับหลายสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนอกจากมีประวัติศาสตร์ความสำเร็จให้ได้เล่าขานแล้ว หลายทีมมีประวัติศาสตร์ความเจ็บปวดสูญเสียไว้ให้จดจำและรำลึกถึง ยกตัวอย่าง สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโศกนาฏกรรมมิวนิค สูญเสียนักเตะและทีมงานรวม 11 คน สโมสรลิเวอร์พูลมีโศกนาฏกรรมฮิลโบโร่ ที่แฟนบอลเสียชีวิตไป 96 คน

สำหรับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ความสูญเสียครั้งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว เมื่อคนที่ชุบชีวิตสโมสรบ้าน ๆ ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาถึงขั้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ต้องจบชีวิตก่อนเวลาอันควรในบริเวณสนามฟุตบอลที่เขาพัฒนาปลุกปั้นขึ้นมา

…นี่คือเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ และจะเป็นตำนานเล่าขานไปอีกนาน ดังแถลงการณ์ของพรีเมียร์ลีกที่มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ผลกระทบของเขาที่มีต่อเลสเตอร์ ทั้งสโมสรฟุตบอลและเมือง จะได้รับการจดจำตลอดกาล”

ชื่อของเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา ถูกบันทึกไว้ในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษไปเรียบร้อยแล้วในฐานะเจ้าของทีมผู้สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นจริง อย่างน้อยเมื่อพูดถึงรายชื่อแชมป์พรีเมียร์ลีก ก็ต้องมีชื่อสโมสรเลสเตอร์อยู่ในลิสต์ และต้องมีบันทึกรายละเอียดอีกว่า ผู้จัดการทีมและเจ้าของทีมในช่วงเวลานั้นเป็นใคร ยิ่งในกรณีพิเศษแบบปาฏิหาริย์พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินอย่างกรณีของเลสเตอร์ เมื่อปี 2016 ยิ่งเป็นเรื่องน่าสนใจที่ต้องค้นข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังของความสำเร็จนั้น ซึ่งผู้ที่มีส่วนอย่างมากมายในความสำเร็จนั้นก็คือ มหาเศรษฐีชาวไทยที่ชื่อ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” คนนี้

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: วิชัย ศรีวัฒนประภา จากมหาเศรษฐีไทย สู่คนในประวัติศาสตร์บอลอังกฤษ

Categorie: Thailandia

ประมวลภาพ “เลสเตอร์ ซิตี้” คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ในรอบ 137 ปี

ประชาชาติ - 2 ore 43 min fa

ประมวลภาพ “เลสเตอร์ ซิตี้” คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ในรอบ 137 ปี

สิ้นสุดการรอคอยในรอบ 137 ปี “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมของคนไทย คว้าแชมป์ฟุตบอล เอฟเอ คัพ มาครองได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังคว้าชัยชนะเหนือทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี 1-0 ที่สนาม “เวมบลีย์ สเตเดี้ยม”

จากชัยชนะในเกมนี้ ทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่ 44 ที่สามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ

เลสเตอร์ เคยผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในรายการนี้มาแล้ว 4 ครั้ง ในปี 1949, 1961, 1963 และ 1969 และปีนี้สามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จในที่สุด

ในรอบที่ผ่านมา เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สร้างผลงานพาทีมเอาชนะ สโต๊ค ซิตี้, เบรนท์ฟอร์ด, ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเซาธ์แฮมป์ตัน จนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ กับ เชลซี

การคว้าแชมป์ในฟุตบอลเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนี้ ทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ ทำสถิติคว้าแชมป์การแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญของอังกฤษได้ทุกรายการ โดยเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 ครั้ง และคว้า แชมป์ ลีก คัพ อีกสามครั้ง

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: ประมวลภาพ “เลสเตอร์ ซิตี้” คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ในรอบ 137 ปี

Categorie: Thailandia

สินเชื่อสู้ภัยโควิด “ออมสิน-ธ.ก.ส.” เปิดเงื่อนไขขอกู้ละเอียด

ประชาชาติ - 3 ore 14 min fa

เปิดรายละเอียด เงื่อนไขขอสินเชื่อสู้ภัยโควิด ดอกเบี้ย 0.35% “ออมสิน-ธ.ก.ส.” วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการสินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท ปล่อยสินเชื่อผ่านธนาคารออมสิน วงเงินรวม 1 หมื่นล้าน และผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีก 1 หมื่นล้านบาท โดยประชาชนสามารถกู้ได้สูงสุด 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน นาน 3 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนแรก ไม่ต้องใช้หลักประกันในการขอสินเชื่อ และขอสินเชื่อได้ถึง 31 ธ.ค.64 ซึ่งได้รวบรวมเงื่อนไข รายละเอียดการขอสินเชื่อ ดังนี้

1. สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ธนาคารออมสิน

โดยคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อที่ “สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19” จากธนาคาร “ออมสิน” กำหนด ได้แก่

– มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป

– เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือเป็นผู้มีรายได้ประจําของหน่วยงานเอกชนที่ได้รับผลกระทบกระทบจากโควิด-19

– ไม่เป็นผู้มีรายได้ประจําจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

– มีแอปพลิเคชั่น  “MyMo” ก่อนวันที่ 1 พ.ค. 64 เนื่องจาก สินเชื่อสู้ภัยโควิด–19 ของธนาคารออมสินจะต้องขอสินเชื่อผ่านแอพฯ MyMo เท่านั้น

นอกจากนี้ การลงทะเบียนที่จะเริ่มต้นในวันที่ 15 พ.ค. 64 ซึ่งเป็นการเปิดลงทะเบียนเฟสแรก สำหรับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่สีแดงเข้ม 6 จังหวัด เท่านั้น ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นๆ จะเปิดให้ลงทะเบียนภายในต้นสัปดาห์ถัดไป อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ธนาคารออมสินโดยตรง หมายเลข 1115

ทั้งนี้ ผู้ที่เคยได้รับสินเชื่อฉุกเฉิน 10,000 บาท และสินเชื่อเสริมพลังฐานราก 50,000 บาท ก็สามารถขอสินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ได้

2. สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ธ.ก.ส.

โดยคุณสมบัติผู้กู้ “สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19” ต้องเป็นไปตามที่ “ธ.ก.ส.” กำหนด ได้แก่

– เป็นเกษตรกรรายย่อยหรือลูกจ้างภาคการเกษตร สัญชาติไทยอายุ 20 ปีบริบูรณขึ้นไป และมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน

– เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อ ดังนี้

1. ตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร โดยใช้ผลคะแนนมาพิจารณาผ่อนปรนจากสินเชื่อปกติของธนาคาร

2. ต้องไมเป็นหนี้ที่มก่อให้เกิดรายใด (NPLs) หรือต้องมีสถานะปกติ

ทั้งนี้ ช่องทางแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อสู้ภัย ผ่าน Line Official BAAC Family

อ่านข่าวต้นฉบับ: สินเชื่อสู้ภัยโควิด “ออมสิน-ธ.ก.ส.” เปิดเงื่อนไขขอกู้ละเอียด

Categorie: Thailandia

เตือนระวัง! ชวนแทงหวยออมสินออนไลน์ ยันแบงก์ไม่เกี่ยวข้อง

ประชาชาติ - 3 ore 27 min fa

ธนาคารออมสิน แจงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อพนันออนไลน์ทุกชนิด เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 รายงานข่าวจากธนาคารออมสิน แจ้งว่า ด้วยขณะนี้มีผู้แอบอ้างชื่อธนาคารออมสิน และตราสัญลักษณ์ของธนาคาร รวมทั้งนำข้อความ “สลากออมสิน” ไปใช้ในการเปิดเว็บไซต์ ไลน์ เพจ ทวิตเตอร์ และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนและหลอกลวงประชาชนให้เข้าสู่การพนันออนไลน์ นั้น ขอย้ำว่า ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ใช่สื่อเผยแพร่ของธนาคาร ซึ่งการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของธนาคารออมสิน รวมทั้งยังเกิดความเสียหายต่อประชาชนที่อาจถูกหลอกลวงได้

ดังนั้นขอให้ลูกค้าและประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ธนาคารจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่แอบอ้างดังกล่าวโดยเร่งด่วนต่อไป หากลูกค้า ประชาชนพบเห็นหรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115

สลากออมสิน ถือเป็นบริการเงินฝากประเภทหนึ่งของธนาคารออมสิน เมื่อฝากเงินครบกำหนดระยะเวลาของสลากฯ (แบบปกติ และแบบดิจิทัล) ผู้ฝากจะได้รับคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยในระหว่างปีก่อนครบอายุการฝาก ผู้ฝากจะมีสิทธิ์ลุ้นรับเงินรางวัลเป็นแรงจูงใจในการออม มีระยะเวลาการฝากทั้งแบบ 1 ปี และ 2 ปี กำหนดราคาต่อหน่วยและผลตอบแทนแตกต่างกัน ธนาคารฯ เปิดให้บริการสลากออมสินผ่านสาขา และแอปพลิเคชั่น MyMo เท่านั้น แบบมีกำหนดเวลาเปิดให้บริการตามประกาศธนาคารฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างหยุดให้บริการชั่วคราว

อ่านข่าวต้นฉบับ: เตือนระวัง! ชวนแทงหวยออมสินออนไลน์ ยันแบงก์ไม่เกี่ยวข้อง

Categorie: Thailandia

รัฐควักจ่ายประกันรายได้ข้าวโพดงวด 7 แค่ 0.04 บาท/กก.

ประชาชาติ - 3 ore 31 min fa

ประกันรายได้ข้าวโพดงวด 7 จ่ายชดเชย กก.ละ 0.04 บาท ช่วยเกษตรกร 21,071 ครัวเรือน กว่า 1.3 แสนไร่ รับเงิน 20 พ.ค.นี้

วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดมีประกาศคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เรื่องกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563

โดยราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 งวดที่ 7 สำหรับเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีวันเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 – 31 พฤษภาคม 2564 และมีกำหนดเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2564 มีสิทธิได้รับการชดเชยส่วนต่าง รอบจ่ายเงินวันที่ 20 พฤษภาคม 2564

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

“สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดความชื้น ไม่เกิน 14.5% กิโลกรัมละ 8.46 บาท ส่วนต่างชดเชยได้กิโลกรัมละ 0.04 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 855.60 บาท โดยมีเกษตรกรได้รับชดเชย ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรงวดนี้ จำนวน 21,071 ครัวเรือน 31,914 แปลง 137,433 ไร่” นางมัลลิกา กล่าว

“ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการประกันรายได้ปี 2 คือโครงการ 2563/2564 ในพืชเกษตร 5 ชนิด ทั้ง ข้าว มันสำปะหลังยางพารา ปาล์ม และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างเต็มที่ทำให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 7.6 ล้านครัวเรือนมีหลักประกันและโครงการนี้ก็มั่นคงโดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโควิด-19 เกษตรกรยังมีทางรอดด้วยหลักของโครงการประกันรายได้”

อ่านข่าวต้นฉบับ: รัฐควักจ่ายประกันรายได้ข้าวโพดงวด 7 แค่ 0.04 บาท/กก.

Categorie: Thailandia

อสังหารายได้พุ่ง 4.5 หมื่นล้าน Q2 เดือดลุยสงครามราคา

ประชาชาติ - 3 ore 42 min fa

ไตรมาส 1/64 ผลประกอบการ 14 อสังหาฯ รายได้อู้ฟู่ 45,333 ล้าน กำไร 7,141 ล้าน “เอพี-ไรมอนแลนด์-แอสเซทไวส์” ท็อปฟอร์มกำไรโต 100% จับตาเทรนด์ตลาดไตรมาส 2 หนีตายโควิด-19 ตะลุมบอนแข่งสงครามราคาระบายสต๊อกบ้าน-คอนโดฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/64 ของ 14 บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯยังโดดเด่น แม้ก่อนหน้านี้จะอยู่ในช่วงยากลำบากภายใต้สถานการณ์โควิดรอบ 2 (โควิดสมุทรสาคร) ช่วงปลายปี 2563 โดยสามารถทำรายได้และกำไรเติบโต 2-3 ดิจิต ขณะที่สถานการณ์โควิดรอบ 3 ตั้งแต่ 1 เมษายน 2564 จนถึงปัจจุบัน ทำให้สงครามราคาที่เกิดจากการแข่งขันจัดโปรโมชั่นระบายสต๊อกบ้าน และคอนโดมิเนียมยังรุนแรงต่อเนื่อง

14 บริษัทรายได้รวม 45,333 ล้าน

“ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจผลประกอบการ 14 บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ 1.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 2.ควอลิตี้ เฮ้าส์ หรือคิวเฮ้าส์ 3.เอพี ไทยแลนด์ 4.เฟรเซอร์ส โฮม 5.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ 6.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ 7.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชัน 8.ศุภาลัย 9.ไรมอนแลนด์ 10.แอสเสทไวส์ 11.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ 12.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ 13.โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ และ 14.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค

พบว่าเมื่อเรียงลำดับรายได้ไตรมาส 1/64 อันดับ 1 เอพี ไทยแลนด์ มีรายได้ 8,879 ล้านบาท เติบโต 72% รองลงมาค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ รายได้ 7,140 ล้านบาท โต 41%, เอสซี แอสเสทฯ 3,965 ล้านบาท โต 20%, ออริจิ้นฯ 3,869 ล้านบาท โต 60%, ศุภาลัย 3,620 ล้านบาท ทรงตัว

เฟรเซอร์ส โฮม รายได้ 3,163 ล้านบาท ลดลง -12%, อนันดาฯ 3,059 ล้านบาท โต 64%, โนเบิล 2,424 ล้านบาท โต 16%, เพอร์เฟค รายได้ 2,290 ล้านบาท ลดลง -13%, คิวเฮ้าส์ 1,868 ล้านบาท โต 15%, ไรมอนแลนด์ 1,574 ล้านบาท โต 322%, เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ 1,254 ล้านบาท ลดลง -58%, แอสเสทไวส์ 1,173 ล้านบาท โต 98% และ LPN รายได้ 1,056 ล้านบาท ลดลง -29%

ทั้งนี้ เอพี ไทยแลนด์ มีรายได้จากการขายอสังหาฯ 8,879 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/63 ที่มีรายได้การขาย 5,162 ล้านบาท ผลงานเด่นมาจากยอดขายโครงการแนวราบเป็นหลัก และเมื่อรวมกับรายได้ค่าบริการและค่าบริหารจัดการอีก 227 ล้านบาท ทำให้ไตรมาส 1/64 บริษัทมีรายได้รวม 9,106 ล้านบาท

กำไรรวมทะลุ 7,000 ล้าน

ในด้านกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ของ 14 บริษัทรวมกันอยู่ที่ 7,141 ล้านบาท โดยเรียงลำดับจำนวนเงินพบว่า อันดับ 1 เป็นของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 1,744 ล้านบาท เติบโต 29% รองลงมา เอพี ไทยแลนด์ 1,403 ล้านบาท โต 127%, ออริจิ้นฯ 825 ล้านบาท โต 38%, ศุภาลัย กำไร 741 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันกับปีที่แล้ว

โนเบิลฯมีกำไร 484 ล้านบาท โต 17%, คิวเฮ้าส์ 431 ล้านบาท โต 16%, เอสซี แอสเสทฯ กำไร 417 ล้านบาท โต 39%, แอสเสทไวส์ กำไร 320 ล้านบาท โต 361%, ไรมอนแลนด์ 138 ล้านบาท โต 199%, LPN กำไร 122 ล้านบาท ลดลง -43%

“เอพี-RML-ASW” ท็อปฟอร์มกำไร

ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ในด้านเปอร์เซ็นต์พบว่า มี 3 บริษัทที่สามารถฝ่าด่านสถานการณ์โควิดจนสร้างการเติบโตเกิน 100% เทียบกับไตรมาส 1/63 ได้แก่ เอพี ไทยแลนด์ กำไร 1,403 ล้านบาท เติบโต 127% เทียบกับไตรมาส 1/63 ที่มีกำไรสุทธิ 618 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับสูง 15.4% เพิ่มขึ้น 4.0% จากไตรมาส 1/63 ที่มีอัตรากำไรสุทธิ 11.4% บริษัทเน้นรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุน 0.61 เท่า

จุดโฟกัสของเอพี ไทยแลนด์ มาจากรายได้การขายสินค้าแนวราบ 8,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.6% จาก 4,403 ล้านบาทในไตรมาส 1/63 แบ่งเป็นรายได้บ้านเดี่ยว 3 โครงการ และต่างจังหวัด 2 โครงการ เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ ได้แก่ 1.The City สุขุมวิท-อ่อนนุช 2.Centro พระราม 9-กรุงเทพกรีฑา 3.The City บรมราชชนนี-ทวีวัฒนา 4.Api Town นครศรีธรรมราช และ 5.Api Town อยุธยา ที่เพิ่งเปิดขายในไตรมาส 1/64

แอสเสทไวส์ หรือ ASW กำไร 320 ล้านบาท เติบโต 361% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 25.7% นับเป็นการเติบโตสวนกระแสและโดดเด่น หลังจากนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทมีแบ็กล็อก (ยอดขายรอโอน) 7,500 ล้านบาท และประกาศแผนเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่องมูลค่า 9,700 ล้านบาท

โดยไตรมาส 1/64 เดินหน้าเปิดแคมปัสคอนโดฯ แบรนด์ “เคฟ ศาลายา” ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มูลค่าโครงการ 1,150 ล้านบาท ล่าสุดมียอดขายแล้ว 60% ของจำนวนห้องที่เปิดขาย สะท้อนให้เห็นถึง real demand ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถ้าสามารถนำเสนอสินค้าที่อยู่อาศัยได้ตอบโจทย์ลูกค้า โดยบริษัทมั่นใจด้วยว่าจนถึงสิ้นปี 2564 จะสามารถสร้างการเติบโตยอดขายได้อีก 20%

ส่วนไรมอนแลนด์ หรือ RML ที่มีกำไรไม่สูงมากนัก 138 ล้านบาท แต่มีการเติบโต 199% มาจากการพลิกสถานะผลประกอบการจากกำไรติดลบในไตรมาส 1/63 จำนวน -139 ล้านบาท มาเป็นมีกำไร 138 ล้านบาท ดังกล่าว นับเป็นอีกบริษัทที่ต้องจับตามอง หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหลัก จากเดิมที่มีนักลงทุนตระกูลลีจากสิงคโปร์ มาเป็นตระกูลณรงค์เดช โดยบริษัทมีแบ็กล็อก 5,798 ล้านบาท ยอดขาย (พรีเซล) 1,036 ล้านบาท

Q2 ตะลุมบอนสงครามราคา

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์โควิดรอบที่ 3 ซึ่งเริ่มพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่มขึ้นสูงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึงปัจจุบัน บนความพยายามเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน 70% หรืออย่างน้อย 50 ล้านคน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และเป็นโอกาสเดียวในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

ในขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/64 มีเดิมพันสูงเพราะปัจจัยโควิดรอบ 3 กลายเป็นวิกฤตกำลังซื้อ ส่งผลให้ดีเวลอปเปอร์ต้องเผชิญกับการทำสงครามราคาและการตลาด เพื่อเร่งขายระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยและตุนเงินสดให้มากที่สุด

อาทิ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จัดโปรฯสินค้าแนวราบ “3 Steps to Perfect Home คลายกังวลเพื่อคนซื้อบ้าน” สำหรับยอดจองซื้อภายในพฤษภาคม 2564 รับสิทธิพิเศษดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนต่ำ นาน 3 ปี โดยปี 1-3 ดอกเบี้ย 1%-2%-3% ตามลำดับ เมื่อซื้อบ้านแบรนด์ Perfect Residence ราคา 9-15 ล้านบาท, Perfect Place ราคา 5-14 ล้านบาท, Perfect Park บ้านซีรีส์ใหม่ ราคา 3.89-6 ล้านบาท และ Lake Forest เริ่มต้น 3.59 ล้านบาท และ Living Package สูงสุด 500,000 บาท

ส่วนคอนโดฯซึ่งบริษัทไม่มีการลงทุนโครงการใหม่ปีนี้เป็นปีที่ 3 เน้นระบายสต๊อกในมือ จัดโปรฯให้อยู่ฟรี 30 เดือน ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน 6 รายการ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ครบแต่งเหมือนห้องตัวอย่าง จอง 999 บาท

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จัดโปรฯ “ออริจิ้น Ready To Move” ซื้อบ้านและคอนโดฯพร้อมอยู่ ลุ้นรับรถยนต์และของรางวัลอื่น ๆ มูลค่า 1.8 ล้านบาท ส่วนลดสูงสุดแสนบาท จอง 5,000 บาท ราคาเริ่ม 1.69 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่โอนกรรมสิทธิ์บ้าน-คอนโดฯในเครือ ภายใน 31 พฤษภาคมนี้ ประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564

บริษัทชีวาทัย ระบายสต๊อกห้องชุด “ชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค จรัญฯ 13” ลูกค้าที่โอนภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ รับฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ส่วนลดสูงสุด 5 แสนบาท และโปรฯ “ราคาดี ไม่มีดาวน์” สำหรับการจองชีวาทัย ปิ่นเกล้า ภายในพฤษภาคม 2564 ฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี, เฟอร์นิเจอร์ครบชุด, digital door lock, ส่วนลดสูงสุด 3 แสนบาท, ฟรีดาวน์งวดแรก-งวดธันวาคม 2564

แคมเปญจัดหนักอยู่ฟรี 3 ปี

ผู้สื่อข่าวสำรวจการจัดแคมเปญโปรโมชั่นในช่วงไตรมาส 2/64 พบว่ามีความร้อนแรงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับปี 2563 และไตรมาส 1/64 ซึ่งมีแคมเปญยอดนิยมคือ อยู่ฟรี 2 ปี ของค่ายแสนสิริ จนทำให้คู่แข่งต้องจัดโปรโมชั่นประกบ ล่าสุดมีการออฟเฟอร์ให้เลือกอยู่ฟรี 3 ปี

โดยกลุ่มพฤกษาเรียลเอสเตท จัดโปรฯมาราธอนยาว 3 เดือน ตลอดไตรมาส 2/64 ต่อเนื่อง “พฤกษา คุ้ม จบทุกดีล” นำบ้านและคอนโดฯ 131 โครงการ ให้เลือกสำหรับลูกค้าจองซื้อภายใน 30 มิถุนายน และโอนภายใน 31 กรกฎาคม 2564 รับฟรีสูงสุด 3 รายการ 1.อยู่ฟรีสูงสุด 36 เดือน 2.ฟรีค่าส่วนกลางสูดสุด 36 เดือน และ 3.ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ส่วนลดเงินสดเพิ่มเติม มูลค่าตลอดแคมเปญ 48 ล้านบาท ตั้งเป้าระบายสต๊อกภายใต้แคมเปญนี้ 5,400 ล้านบาท

อ่านข่าวต้นฉบับ: อสังหารายได้พุ่ง 4.5 หมื่นล้าน Q2 เดือดลุยสงครามราคา

Categorie: Thailandia

สู้โควิด ด้วย “บิ๊กดาต้า” เปลี่ยนองค์กรให้ทัน (โรค) โลก

ประชาชาติ - 3 ore 44 min fa

การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบและต้องนำเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า (big data) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เพื่อสร้างบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

ล่าสุด Tableau ซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์จัดการข้อมูล ได้จัดสัมมนาออนไลน์ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก “Tableau Live Asia Pacific” และเปิดเวทีเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “การปรับเปลี่ยนองค์กร

โดยใช้ข้อมูลในการผลักดันในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19” ซึ่งมีตัวแทนภาครัฐ และเอกชน ที่ได้รับผลกระทบมาร่วมแบ่งปันมุมมองในการจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และต่อยอดทางธุรกิจในหลายมิติ

บริหารวิกฤต ข้อมูล “เรียลไทม์”

เริ่มจากมุมมองภาครัฐ หัวเรือหลักในการขับเคลื่อนประเทศฝ่าวิกฤตโควิด-19 โดย นายแพทย์ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้ข้อมูล และเทคโนโลยี มีความสำคัญมากขึ้นทั้งในแง่การเฝ้าระวังสถานการณ์ทั้งในส่วนภาครัฐ

และภาคประชาชน โดยภาครัฐต้องรู้สถานการณ์ให้เร็วว่าเกิดโรคระบาดขึ้นที่ไหน ชุมชนใด เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อ ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจะเชื่อมโยงการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ด้วย

ทั้งเรื่องการหาเวชภัณฑ์ น้ำยาตรวจโควิด ชุดป้องกันตัวของบุคลากรทางการแพทย์ต่าง ๆ เพื่อให้มีเพียงพอ และสอดรับสถานการณ์ กรมควบคุมโรคจึงจะพยายามเชื่อมต่อข้อมูลให้เป็นเรียลไทม์ดาต้าให้มากที่สุด

ขณะที่ภาคประชาชนก็ต้องร่วมมือด้วยการให้ข้อมูลแก่หน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดการแพร่ระบาดโควิด-19

“ภาครัฐมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการข้อมูลมากกว่าเอกชน ถือเป็นความท้าทายที่ต้องแก้ไข ปรับตัวให้ได้ ให้สามารถเก็บข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และเรียลไทม์มากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดการแพร่ระบาดโควิด-19”

ถอดบทเรียน “อโกด้า”

ฟากฝั่งธุรกิจจองที่พักก็ได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ด้วยการนำข้อมูล (ดาต้า) ที่มีมาวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอแพ็กเกจโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มอลมากขึ้น พร้อมช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมด้วย

“ขจรศักดิ์ เทียวสว่าง” ผู้จัดการอาวุโสBusiness Intelligence “อโกด้า” ผู้ให้บริการสำรองห้องพักออนไลน์กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ยอดจองห้องพัก และการเดินทางท่องเที่ยวลดลง กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อโกด้าจึงนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอแพ็กเกจโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น และยังสามารถนำข้อมูลที่มีไปช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมได้ด้วย ยกตัวอย่างการเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ของรัฐบาล อโกด้าถือเป็นเว็บไซต์แรก ๆ ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้

ด้วยการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และพิจารณาว่าโรงแรมประเภทไหนเหมาะเข้าร่วมโครงการแล้วไปชวนโรงแรมนั้น ๆ ให้เข้าร่วม รวมถึงมีการจัดแคมเปญสำหรับผู้บริโภค โดยให้สามารถจองโรงแรม และยกเลิกได้

สอดรับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาจึงช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมท้องถิ่นยังสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อได้

“ความโชคดีของอโกด้า คือเป็น online business อยู่แล้ว ทำให้มีบิ๊กดาต้าจำนวนมาก และมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ประกอบกับมีวัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับผู้บริหาร

เพราะพนักงานทุกคนที่ร่วมงานกับเราต้องมีทักษะด้าน data analysis จึงพยายามสร้างคลังข้อมูล (data warehouse) ให้ทุกคนเข้าไปใช้งานได้ง่ายที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้นำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์และพัฒนาบริการใหม่ ๆต่อเนื่อง”

การเงินยุคนิวนอร์มอล

ขณะที่ธุรกิจธนาคารก็ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แม้จะออกจากบ้านน้อยลง แต่ความต้องการในการทำธุรกรรมทางด้านการเงินกลับไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดและเปลี่ยนจาก “ออฟไลน์” มายัง “ดิจิทัล”

“เฟรด โรจน์ศิรี” กรรมการผู้จัดการ กสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคทำงานที่บ้านมากขึ้น แต่ความต้องการในการทำธุรกรรมทางการเงินไม่ได้ลดลง เช่น ลูกค้ายังต้องการกู้เงินจากธนาคาร

ทำให้รูปแบบการปล่อยกู้แบบเดิมจะต้องเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เรื่องการส่งเอกสารจะต้องเป็นดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งในมุมของธนาคารต้องช่วยเหลือลูกค้าด้วยการนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างถูกคน ถูกเวลา

“ธนาคารมีฐานข้อมูลจำนวนมาก และมีการจัดเก็บที่ปลอดภัย โจทย์สำคัญคือนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และนำเสนอบริการให้โดนใจผู้บริโภคได้อย่างไร ข้อมูลจากการรูดซื้อสินค้า การใช้บริการโรงแรมต่าง ๆ ธนาคารจะเห็นข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว

และสามารถนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์ต่อได้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีการใช้จ่ายอย่างไร การรู้จักพฤติกรรมลูกค้าได้ดีขึ้นอาจจะต่อยอดสู่การนำเสนอโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้นในอนาคต”

อ่านข่าวต้นฉบับ: สู้โควิด ด้วย “บิ๊กดาต้า” เปลี่ยนองค์กรให้ทัน (โรค) โลก

Categorie: Thailandia

หุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งตัว 1,535-1,570 จุด โบรกฯ แนะเล่นเก็งกำไรกลุ่มก่อสร้าง

ประชาชาติ - 3 ore 44 min fa

หุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งตัว 1,535-1,570 จุด โบรกฯ แนะเล่นเก็งกำไร “กลุ่มก่อสร้าง” รับบรรยากาศโครงการลงทุนภาครัฐเริ่มทยอยออก แนะนำหุ้นกำไรไตรมาส 2 ยังดี “เครื่องดื่ม-ยาง” จับตาประกาศตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลก สภาพัฒน์ฯ แถลงจีดีพีไตรมาส 1 แนวโน้มทั้งปีวันจันทร์

วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สัปดาห์หน้าแนวโน้มตลาดหุ้นไทย (17-21 พ.ค. 64) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหลักทรัพย์ไทย (SET Index) บริเวณ 1,535-1,570 จุด ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามคือการรายงานผลตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งฝั่งยุโรป อเมริกา และไทย ที่สภาพัฒน์ฯ แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2564 ช่วงวันจันทร์ที่ 17 พ.ค. 64)

โดยปีนี้ฝ่าวิจัยทำประมาณการจีดีพีไว้ที่ 1.8% ซึ่งเชื่อว่ามีดาวน์ไซต์ เพราะเม็ดเงินที่กระตุ้นเศรษฐกิจก้อนสุดท้ายถูกใช้ในโครงการที่ประกาศออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะเหลือเงินอีกแค่ 1.4 แสนล้านบาทจากงบกลาง โดยสิ่งที่ต้องตามต่อคือ จะมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นการบริโภคจะหายหนักมาก ต่อให้ภาคส่งออกโตดี แต่ถูกกดโดยภาคการบริโภค จีดีพีจะมีดาวน์ไซต์ และเชื่อว่ามีโอกาสจะถูกปรับประมาณการณ์จีดีพีลง

โดยฝั่งของสหรัฐสิ่งที่ต้องตามต่อคือตัวเลขเงินเฟ้อ ตัวเลขภาคการจ้างงาน และถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าโทนจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ตลาดค่อนข้างรับรู้ว่าเฟด มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและลดอัดฉีดเงินเข้าระบบ (QE) เร็วกว่า dot plot ที่ประเมินไว้อยู่ประมาณ 6 เดือน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดประเด็นนี้ขึ้นจะเป็นตัวเร่งให้ภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) มีการเร่งตัวปรับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 1.75-1.80% ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นยังอยู่ในช่วงการพักฐานสั้น ๆ

ช่วงนี้เป็นช่วงในการ Revive งบการเงินไตรมาส 1/64 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ว่าทิศทางไตรมาส 2 จะเป็นอย่างไรต่อ ซึ่งฝ่ายวิจัยกสิกรดูแลครอบคลุม 80-90 บริษัท กำไรออกมาดีกว่าคาด ซึ่งผลที่ออกมาถ้าเป็นกลุ่ม Domestic Play ไตรมาส 2 จะดร็อปเกือบหมด ทั้งหุ้นธนาคาร หุ้นค้าปลีก และหุ้นร้านอาหาร ที่ดร็อปแรงแน่นอน ส่วนหุ้นที่ยังพอยืนได้คือ หุ้นเครื่องดื่ม

ขณะที่หุ้นกลุ่ม Global Play จะฟื้นเป็นบางกลุ่ม เช่น หุ้นปิโตรเคมีอย่าง PTTGC, IVL ส่วนหุ้นพวกสินค้าโภคภัณฑ์ต้องเริ่มระมัดระวัง โดยเฉพาะเหล็ก เพราะเล่นเก็งกำไรกันค่อนข้างสูงแล้ว ขณะที่ราคาเหล็กไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้แล้ว จะเห็นประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น อเมริกาจะออกมาคุมราคา เพราะฉะนั้นด้วยมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่แพงควรปรับมาเล่นเก็งกำไรสินค้ายางดีกว่า

“ช่วงนี้แนะนำนักลงทุน ถ้าหุ้นตัวไหนรับความเสี่ยงและความผันผวนของตลาดไม่ได้ ให้รอดูก่อน เพราะตอนนี้เป็นช่วงที่ตลาดผันผวนจากเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้น ถึงแม้จะไม่กระทบเข้ามาในตลาดหุ้น แต่จะส่งผลต่อการปรับตัวลงของอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ซึ่งโดยปกติแล้วหุ้นจะเพอร์ฟอร์มดีตอนช่วงระดับเงินเฟ้ออยู่ที่ 1-3% แต่ถ้าเกินจะกดให้ระดับ P/E ปรับตัวลงมาเป็นอัตโนมัติทั้งโลก”

ดังนั้น ควรเล่นหุ้นที่กำไรไตรมาส 2 ยังดี แม้จะโดนผลกระทบบ้างจากสถานการณ์โควิด ถ้าหุ้นเครื่องดื่มแนะนำ OSP หุ้นยางพาราแนะนำ STA แล้วถ้านักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้เล่นเก็งกำไรสั้น ๆ อาจจะรอดูหุ้นก่อสร้างที่ราคาปรับตัวลงมาเกือบ 20% เพราะหลังประกาศงบไตรมาส 1 โครงการลงทุนของภาครัฐจะเริ่มทยอยออก เพราะปีนี้ทั้งปียังไม่เห็นโครงการลงทุนของภาครัฐเลย ดังนั้นช่วงเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป โครงการภาครัฐโครงการใหญ่ ๆ ระดับ 5 หมื่นล้านบาทขึ้นไป เพราะฉะนั้นสามารถกลับมาเก็งกำไรหุ้นก่อสร้างได้

อ่านข่าวต้นฉบับ: หุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งตัว 1,535-1,570 จุด โบรกฯ แนะเล่นเก็งกำไรกลุ่มก่อสร้าง

Categorie: Thailandia

ททท.โหมโรง “แซนด์บอกซ์” ผนึก “เอเย่นต์-แอร์ไลน์” ปลุกภูเก็ต

ประชาชาติ - 4 ore 13 min fa

ภาคธุรกิจท่องเที่ยวทุกส่วนยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมอย่างหนักสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยว ต่างชาติ 1 กรกฎาคมนี้ ที่จังหวัดภูเก็ต และในอีก 9 จังหวัด ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ประกอบด้วย กระบี่, พังงา, สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย, พะงัน, เกาะเต่า), ชลบุรี (พัทยา), เชียงใหม่, กรุงเทพฯ, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ และบุรีรัมย์ ตามโรดแมป ทั้งนี้ เพื่อเป็นการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวสำหรับในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 นี้ ไว้ดังนี้

เตรียมความพร้อม 3 ด้าน

“ยุทธศักดิ์” บอกว่า แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่นำร่องทั้ง 10 จังหวัดนั้น หลัก ๆ แล้วประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1.แผนการพัฒนาด้านซัพพลายไซด์ เช่น เรื่องของสุขอนามัย ความปลอดภัย การปรับภูมิทัศน์ ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อเตรียมรองรับการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า กลุ่มศักยภาพใช้จ่ายสูงตามนโยบายรัฐบาล

2.แผนการกระจายและฉีดวัคซีน ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันติดตามและแก้ปัญหา หากพื้นที่ไหนได้รับวัคซีนไม่ครบตามเป้าที่วางไว้ว่าต้องปรับวิธี หรือปรับพื้นที่การฉีดก่อนและหลังอย่างไร รวมถึงแผนการบริหารความเสี่ยงของพื้นที่และความพร้อมด้านสาธารณสุขหากมีการแพร่ระบาดซ้ำ

และ 3.แผนการตลาด ซึ่งถือเป็นงานที่ ททท.รับผิดชอบโดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมทำการตลาด ทั้งแนวทางการดำเนินงานการประสานงาน การคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาจังหวัดภูเก็ตในช่วงไตรมาส 3 และอีก 9 จังหวัดในช่วงไตรมาส 4

“ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ประธานบอร์ด ททท.ได้ย้ำว่า ทั้ง 3 แนวทางหลัก ๆ นี้ ทุกพื้นที่ที่เป็นพื้นที่นำร่องในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเราต้องทำไปพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น ทุกพื้นที่ต้องมีแผน ตอนนี้ผมเองได้มอบหมายให้รองผู้ว่าฯลงไปดูในแต่ละพื้นที่ ทำแผน และต้องทำงานร่วมกับทางสภาพัฒน์อย่างใกล้ชิด”

นักท่องเที่ยวลุ้นเปิด “ภูเก็ต”

“ยุทธศักดิ์” บอกด้วยว่า สำหรับภูเก็ตซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตามโมเดล “ภูเก็ต แซนด์บอกซ์” ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ขณะนี้มีการฉีดวัคซีนแล้วพอสมควร

โดยได้วัคซีนมาแล้วประมาณ 2 แสนโดส ต้องการอีก 2 แสนโดสภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และในระยะต่อไป ซึ่งต้องเอาใจช่วยให้แผนการกระจายวัคซีนลงภูเก็ตทำได้ตามแผน เนื่องจากเรื่องจำนวนวัคซีนที่ภูเก็ตต้องการนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อ 20 เมษายนที่ผ่านมาแล้ว

แต่ด้วยตัวแปรใหม่ ๆ และมีคลัสเตอร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวันทั่วประเทศ จึงต้องคอยมอนิเตอร์ว่านโยบายการกระจายวัคซีนของรัฐจะส่งผลกระทบต่อเรื่องการเปิด “ภูเก็ต แซนด์บอกซ์” หรือไม่ อย่างไรต่อไป แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่าขณะนี้รัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญกับการเปิดประเทศพอ ๆ กับการดูแลทางด้านสาธารณสุขด้วย

อย่างไรก็ตาม ททท.ได้ให้สำนักงานตัวแทนในต่างประเทศสำรวจความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ซึ่งพบว่านักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในตลาดยุโรปส่วนใหญ่ไม่กังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยมากนัก

เช่นเดียวกับบรรดาเอเย่นต์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้อ่อนไหวต่อการแพร่ระบาดของประเทศไทย อาจเป็นเพราะว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่อยู่ในระดับ 2,000-3,000 คนนั้นถือว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ สิ่งที่เอเย่นต์และนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกังวล คือ การแพร่ระบาดรอบใหม่นี้จะทำให้รัฐบาลไทยเปลี่ยนใจไม่เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตามโรดแมปเดิมหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน ททท.ในต่างประเทศยังให้ข้อมูลยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าเปิดประเทศตามแผนเดิมที่ได้ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าไปแล้ว

ผนึกเอเย่นต์-แอร์ไลน์ปลุกตลาด

สำหรับแผนการทำการตลาดนั้น “ยุทธศักดิ์” บอกว่า สิ่งสำคัญที่พยายามสื่อถึงนักท่องเที่ยวในต่างประเทศขณะนี้ คือ ทำให้พวกเขามองไปที่การจัดการเตรียมความพร้อมของ “ภูเก็ต แซนด์บอกซ์” เป็นหลัก ไม่ใช่ประเทศไทยทั้งประเทศ โดยกลยุทธ์การทำการตลาด เฉพาะพื้นที่ลักษณะนี้ ททท.เคยดำเนินการมาแล้วในหลายครั้ง

อาทิ ในช่วงที่ประเทศไทยมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในกรุงเทพฯ แต่ภูเก็ต, เชียงใหม่ ฯลฯ ยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ เป็นต้น ซึ่งแนวทางการสื่อสารขณะนี้ คือ การสื่อสารให้นักท่องเที่ยวโฟกัสเฉพาะพื้นที่ภูเก็ต และ 10 จังหวัดที่อยู่ในแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก

พร้อมทั้งตอกย้ำเรื่องความปลอดภัย มาตรฐานของระบบสาธารณสุข รวมถึงความพร้อมต่าง ๆ ของซัพพลายไซด์ โดยในเบื้องต้นนี้จะเลือกสื่อถึงกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในตลาดระยะไกล และเป็นกลุ่มลูกค้าเก่าที่รู้จักและคุ้นเคยกับประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้วเป็นหลัก ยังไม่เน้นกลุ่มที่เดินทางครั้งแรก

นอกจากนี้ ยังเจรจากับสายการบินทั้งที่บินตรงเข้าภูเก็ต และผู้ให้บริการชาร์เตอร์ไฟลต์ (เช่าเหมาลำ) รวมถึงสายการบินที่บินตรงเข้าสุวรรณภูมิด้วย หากคาพาซิตี้ของเที่ยวบินที่บินตรงภูเก็ตรองรับไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมาได้เจรจากับทางบริษัทท่าอากาศยานไทยให้เตรียมพื้นที่รองรับแล้ว

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเตรียมคุยกับบริษัทเอเย่นต์ทัวร์ในต่างประเทศ เพื่อเตรียมเสนอขายแพ็กเกจนำเที่ยวเข้าภูเก็ต และเส้นทางเชื่อมโยงไปจังหวัดใกล้เคียง

“ตอนนี้ราคาแพ็กเกจทัวร์ 7-8 วัน ที่เอเย่นต์เตรียมนำเสนออยู่ระหว่าง 1.5-2.2 แสนบาทต่อแพ็กเกจ สูงกว่าราคาที่เราเคยขายก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้เชื่อว่าน่าจะทำให้การใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวหลังโควิดปรับตัวสูงขึ้น หรือมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ราว 75,000 บาทต่อคนต่อครั้ง จากเดิมประมาณ 50,000 บาทต่อคนต่อครั้ง”

ตั้งเป้า Q3 นทท. 1.29 แสนคน

ผู้ว่าการ ททท.ยังบอกอีกว่า หลักการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น นอกจากเรื่องของการกระจายฉีดวัคซีนให้ได้ครอบคลุม 70% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) แล้ว ยังขึ้นอยู่กับนโยบายการเดินทางออกนอกประเทศของประเทศอื่น ๆ ที่ต้องกลับไปแล้วไม่กักตัวด้วยเช่นกัน

“ตอนนี้เราดำเนินการด้านการตลาดบางส่วนไปแล้ว โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 3 เดือนแรกของการเปิด คือ ระหว่าง 1 กรกฎาคม-30 กันยายนนี้ หรือในไตรมาส 3 รวมที่ 1.29 แสนคน ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้สูงเพราะเฉลี่ยที่ราว 3-4 หมื่นคนต่อเดือนนั้นไม่ถือว่าสูงจนเกินไปนัก”

สำหรับเป้าหมายระยะยาวเมื่อเปิดพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวอีก 9 จังหวัด ตามแผนในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งปีสำหรับปีนี้จะอยู่ที่ 3-4 ล้านคน หรือมีรายได้รวมที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท

ซับซิไดซ์ตั๋วบินภูเก็ตไปทั่ว ปท.

“ยุทธศักดิ์” ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ตามมาตรการของ “ภูเก็ต แซนด์บอกซ์” เข้าภูเก็ตโดยไม่กักตัวนั้น นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาต้องอยู่ในภูเก็ต 7 วัน หลังจากนั้น สามารถที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศได้ โดยขณะนี้ ททท.ได้เตรียมแผนทำโปรโมชั่นร่วมกับสายการบินภายในประเทศโดยให้เงินอุดหนุนบางส่วน (subsidize) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการออกจากภูเก็ตไปจังหวัดไหนก็ได้ทั่วประเทศจำนวน 1 แสนใบ

ทั้งนี้ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวจากภูเก็ตให้เดินทางไปท่องเที่ยวและใช้จ่ายในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งจะทำให้เห็นว่าพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศก็ได้ประโยชน์จากการเปิดภูเก็ตด้วยเช่นกัน

อ่านข่าวต้นฉบับ: ททท.โหมโรง “แซนด์บอกซ์” ผนึก “เอเย่นต์-แอร์ไลน์” ปลุกภูเก็ต

Categorie: Thailandia

ชลบุรี พบผู้ติดโควิด วันนี้ (16 พ.ค.) เพิ่ม 48 ราย รวมสะสม 3,692 ราย

ประชาชาติ - 4 ore 53 min fa

ชลบุรี พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ วันนี้ (16 พ.ค.) เพิ่มอีก 48 ราย รวมสะสม 3,692 ราย ค้นหาเชิงรุกเบื้องต้นอีกจำนวน 979 ราย

วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี รายงานตัวเลขสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวัน ว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 48 ราย โดยมาจาก

1. สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน

  •  ในครอบครัว 11 ราย
  • จากที่ทำงาน 3 ราย

2. ผู้สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน ซึ่งอยู่ระหว่างสอบสวนโรค 13 ราย

3. อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 21 ราย

วันนี้ได้รับรายงานการค้นหาผู้สัมผัสทั้งหมดจำนวน 120 ราย, ค้นหาเชิงรุกเบื้องต้น อีกจำนวน 979 ราย, รถตรวจชีวนิรภัยพระราชทาน 659 ราย และอยู่ระหว่างการรอรับรายงานการค้นหาเชิงรุกเพิ่มเติม

ถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อลดลง แต่ยังคงผู้ติดเชื้อเดินทางเข้าชลบุรีได้จากจังหวัดที่มีการระบาดในวงกว้างเช่น กทม และผู้ติดเชื้อที่ยังคงหลงเหลือในจังหวัดชลบุรี ทุกท่านยังคงมาตรการการควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขอนามัยส่วนบุคคล

การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เริ่มมีการกระจายตัวจากการติดในครอบครัวมาสู่เพื่อนร่วมงาน มากขึ้นซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงมาจากการทานข้าวร่วมกัน หรือมีกิจกรรมใกล้ชิด สังสรรค์แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก 2-3 คนในเพื่อนสนิท

ขอความร่วมมือ มาตรการดังนี้

1. ไม่สังสรรค์ ไม่ตั้งวงดื่มเหล้า

2. อาหารต้องไม่ทานใกล้ชิดด้วย

3. ป่วยต้องหยุด

4. จุดสัมผัสร่วม ต้องทำความสะอาดบ่อย ๆ เช่น ลูกบิด ราวบันได สแกนนิ้วมือ เซ็นชื่อแล้วต้องล้างมือทันที

5. เคร่งครัดในสุขอนามัยส่วนบุคคล ใส่แมสก์ตลอดเวลา ล้างมือบ่อย ๆ อยู่ห่าง ๆ กัน

ซึ่งอาจมีผู้ที่ยังไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อปะปนอยู่ในสังคม โดยที่เราไม่ทราบ จึงขอให้เคร่งครัดในมาตรการอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะสุขอนามัยส่วนบุคคล เชื้อเข้าทางจมูกปากตา ต้องไม่จับหน้าโดยไม่ล้างมืออย่างเด็ดขาด สวมแมสก์ตลอดเวลา พยายามออกจากบ้านให้น้อยลง อยู่ห่างกัน ล้างมือบ่อย ๆ

สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต้องมีการกักตัวอย่างเข้มงวด ไม่ออกไปแพร่เชื้อ แม้การตรวจครั้งแรกจะไม่พบเชื้อ แต่มีหลาย ๆ รายตรวจพบเชื้อในครั้งที่ 2 ระหว่างการกักตัว 14 วัน

จังหวัดชลบุรีจะยังคงดำเนินการค้นหาผู้สัมผัส และค้นหาเชิงรุกอย่างเข้มข้น เพื่อนำมาตรวจหาเชื้อโควิด-19 และนำมารักษาไม่ให้แพร่ระบาดต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับ: ชลบุรี พบผู้ติดโควิด วันนี้ (16 พ.ค.) เพิ่ม 48 ราย รวมสะสม 3,692 ราย

Categorie: Thailandia

ศบค. พบติดเชื้อโควิดวันนี้ (16 พ.ค.) เพิ่ม 2,302 ราย เสียชีวิต 24 ราย

ประชาชาติ - 5 ore 26 min fa

ศบค. และ EOC กระทรวงสาธารณสุข รายงานยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่วันนี้ (16 พ.ค.) เพิ่มอีก 2,302 ราย เสียชีวิตอีก 24 ราย

วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาล และศูนย์ EOC กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานข้อมูลเบื้องต้นสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 2,302 ราย เสียชีวิต 24 ราย

ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่-เสียชีวิต

2 พ.ค. 64 – 1,940 คน ตาย 21 คน
3 พ.ค. 64 – 2,041 คน ตาย 31 คน
4 พ.ค. 64 – 1,763 ราย ตาย 27 คน
5 พ.ค. 64 – 2,112 ราย ตาย 15 คน
6 พ.ค. 64 – 1,911 ราย ตาย 18 คน
7 พ.ค. 64 – 2,044 ราย ตาย 27 คน
8 พ.ค. 64 – 2,419 ราย ตาย 19 คน
9 พ.ค. 64 – 2,101 ราย ตาย 17 คน
10 พ.ค. 64 – 1,630 ราย ตาย 22 คน
11 พ.ค. 64 – 1,919 ราย ตาย 31 คน
12 พ.ค. 64 – 1,983 ราย ตาย 34 คน
13 พ.ค. 64 – 4,887 ราย ตาย 32 คน
14 พ.ค. 64 – 2,256 ราย ตาย 30 คน
15 พ.ค. 64 – 3,095 ราย ตาย 17 คน
16 พ.ค. 64 – 2,302 ราย ตาย 24 ราย

สรุปยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ณ วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2564 รวม 2,302 ราย จำแนกเป็น

ติดเชื้อใหม่ 2,302 ราย
หายป่วยกลับบ้าน 2,136 ราย
ผู้ป่วยสะสม 72,584 ราย
เสียชีวิต 24 ราย

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: ศบค. พบติดเชื้อโควิดวันนี้ (16 พ.ค.) เพิ่ม 2,302 ราย เสียชีวิต 24 ราย

Categorie: Thailandia

รัฐบาล-บริษัททั่วโลก ‘เสียงแตก’ ปมละเว้นสิทธิบัตร วัคซีนโควิด-19

ประชาชาติ - 5 ore 45 min fa

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศ “ร่ำรวย” สามารถสรรหาและฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กับประชาชนได้รวดเร็ว และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ระบาดของโรคในประเทศเหล่านี้เริ่มดีขึ้น แต่ประเทศที่ยากจนส่วนใหญ่ยังคงคุมการระบาดไม่ได้ รวมทั้งยังไม่สามารถหาวัคซีนเพื่อที่จะมาฉีดแก่ประชาชนภายในประเทศได้เพียงพอ

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างอินเดีย และแอฟริกาใต้ จึงเสนอองค์การการค้าโลก (WTO) ว่า ควร “ละเว้นสิทธิบัตร” คุ้มครองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชั่วคราว จากเดิมที่สิทธิผูกขาดสิทธิบัตรมีระยะเวลาอย่างน้อย 20 ปีนับจากวันยื่นจดสิทธิบัตร โดยระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่ไม่ปกติขนาดนี้ การละเว้นสิทธิบัตรจะเปิดช่องทางให้หลายประเทศเข้าถึงสูตรเทคโนโลยีของวัคซีนที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ประเทศยากจนสามารถผลิตวัคซีนเองและเข้าถึงวัคซีนได้ง่ายขึ้น

โดยล่าสุด “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงการณ์สนับสนุนการละเว้นสิทธิบัตรคุ้มครองวัคซีนป้องกันโควิด-19 เช่นกัน โดย “แคเทอรีน ไท” ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) กล่าวว่า ณ ขณะนี้ที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุขครั้งใหญ่ กับการระบาดของโรคโควิด-19 จึงต้องมี “มาตรการขั้นสูงสุด” เพื่อควบคุมการระบาด และถึงแม้รัฐบาลสหรัฐจะเชื่อในการคุ้มครองสิทธิบัตรก็ตาม แต่เพื่อทำให้โรคระบาดนี้สิ้นสุดลง ทางรัฐบาลจึงสนับสนุนการละเว้นสิทธิบัตรคุ้มครองวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นการชั่วคราว

ส่วน “ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส” ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐถือเป็น “จุดยืนสำคัญ” สำหรับการต่อสู้กับโควิด และแสดงให้เห็นถึง “ภาวะผู้นำแบบจริยธรรม” ท่ามกลางวิกฤต ขณะเดียวกัน “องค์การแพทย์ไร้พรมแดน” เอ็นจีโอซึ่งมุ่งช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาโรคระบาดระบุว่า การละเว้นสิทธิบัตรวัคซีนโควิดจะทำให้หลายประเทศมีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการต่อสู้กับโรคระบาดนี้

แน่นอนว่าบริษัทผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 รายใหญ่ของโลก ไม่เห็นด้วยกับการละเว้นสิทธิบัตรคุ้มครองวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างมาก “อัลเบิร์ต บูร์ลา” ซีอีโอบริษัท “ไฟเซอร์ อิงก์” แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย โดยมองว่าจะทำให้เกิดการแย่งวัตถุดิบสำหรับการผลิตวัคซีน ซึ่งจะเข้ามากระทบระบบซัพพลายเชนเดิมของฐานการผลิตวัคซีนของบริษัท

และ “สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์” (พรีม่า) ซึ่งมีไฟเซอร์และบริษัทผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 รายอื่นอย่างแอสตร้าเซนเนก้า และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นสมาชิกระบุว่า การละเว้นสิทธิบัตรนี้หากผู้ผลิตอื่นนำไปพัฒนาวัคซีนเองโดยไม่ได้ทราบถึงเทคโนโลยีทั้งหมด หรืออาจไม่มีนวัตกรรมสำหรับการผลิตที่ดีพอ อาจนำมาสู่วัคซีนที่ไร้คุณภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจมากระทบกับภาพลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนต้นตำรับได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญแย้งว่า การละเว้นสิทธิบัตรจะทำให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนไม่อยากพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตอีกในอนาคต เช่น วัคซีนของไฟเซอร์ และ “โมเดอร์นา” ซึ่งได้พัฒนานวัตกรรมวัคซีนขึ้นมาใหม่ เพื่อผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยเฉพาะ ซึ่งการละเว้นสิทธิบัตรนี้ทำให้บริษัทไม่ได้รายได้จากการสร้างนวัตกรรมใหม่ เท่ากับการไม่ละเว้นสิทธิบัตร ดังนั้น อาจทำให้บริษัทไม่พัฒนานวัตกรรมในอนาคตท่ามกลางวิกฤต เพราะยังไงคนอื่นก็ลอกไปทำตามและมีรายได้จากตรงนี้อยู่ดี

ด้านผู้นำจากฝั่งสหภาพยุโรป (อียู) อย่าง “อังเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และ “เอ็มมานูเอล มาครง” ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แสดงจุดยืน “ต่อต้าน” การละเว้นสิทธิบัตรเช่นกัน และเสนอว่าแทนที่สหรัฐจะสนับสนุนการละเว้นสิทธิบัตร ให้ไปเร่งส่งออกวัคซีนของสหรัฐที่มีเป็นจำนวนมากแทน ไม่ว่าจะผ่านโครงการโคแวกซ์ (covax) ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งมุ่งกระจายวัคซีนไปตามประเทศยากจน หรือทำข้อตกลงระหว่างประเทศส่งออกเพิ่มได้ รวมทั้งสหรัฐยังช่วยเหลือบริษัทเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนได้อีก

ขณะที่ทางการสหราชอาณาจักร (ยูเค) เสนออีกทางเลือกที่ทำได้ คือ การที่ผู้ทรงสิทธิบัตรให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ (voluntary licensing) ทำลักษณะเดียวกับที่แอสตร้าเซนเนก้า ทำข้อตกลงกับบริษัท “สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย” (SII) ให้บริษัทนี้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าได้

“เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา” ผู้อำนวยการใหญ่ WTO กล่าวว่า เข้าใจข้อโต้แย้งทั้งสองฝ่ายในประเด็นการละเว้นสิทธิบัตร แต่สำหรับฝ่ายที่ต่อต้านการละเว้นสิทธิบัตรควรเสนอแนวทางกับ WTO ให้เร็วที่สุด ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงวัคซีนได้ง่ายขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: รัฐบาล-บริษัททั่วโลก ‘เสียงแตก’ ปมละเว้นสิทธิบัตร วัคซีนโควิด-19

Categorie: Thailandia

อิสราเอล ทิ้งระเบิดใส่อาคารสำนักงาน อัลจาซีรา-เอพี ในฉนวนกาซา

ประชาชาติ - Sab, 15/05/2021 - 20:44

กองทัพอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่อาคารสำนักงานสื่อดังในฉนวนกาซา อัลจาซีรา-เอพี ออกแถลงการณ์ทันที

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564 มีรายงานว่า กองทัพอิสราเอลใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดใส่อาคาร 12 ชั้น ชื่ออัลจาลาในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานสื่อชื่อดังอย่างอัลจาซีรา, เอพี, มิดเดิล อีสต์ อาย รวมถึงสื่อท้องถิ่นอื่น ๆ โดยทางการอิสราเอลให้เวลาองค์กรสื่อเหล่านี้ 1 ชั่วโมง เพื่ออพยพออกจากอาคาร แต่มีรายงานว่าไม่ยอมให้นักข่าวนำอุปกรณ์ของพวกเขาติดตัวออกมาด้วย

The moment Israel flattened the building of @AlJazeera @AP and other Gaza media outlets.

Israel gave the media organizations one hour to evacuate, but reportedly refused to allow journalists to take their equipment.

Targeting journalists IS a WAR CRIME.pic.twitter.com/azKkOTmu22

— Dr. Jennifer Cassidy (@OxfordDiplomat) May 15, 2021

ต่อมา สำนักข่าวอัลจาซีรา ประณามการทิ้งระเบิดใส่สำนักงานของอัลจาซีราว่า นี่เป็นการกระทำเพื่อสกัดเพื่อไม่ให้นักข่าวทำหน้าที่สื่อในการแจ้งและรายงานเหตุกาณ์ในพื้นที่ให้ทั้งโลกรับรู้ อัลจาซีราสัญญาว่าจะติดตามทุกเส้นทางที่มีอยู่เพื่อให้รัฐบาลอิสราเอลรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง

อัลจาซีราเรียกร้องให้สื่อมวลชนและสถาบันด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ร่วมประณาการทิ้งระเบิดอย่างไร้ความปราณีนี้ และเพื่อให้รัฐบาลอิสราเอลรับผิดชอบต่อการเจตนาพุ่งเป้าไปที่นักข่าวและองค์กรสื่อ

ดร.มอสตาฟา ซูอัก ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อัลจาซีรา มีเดีย เน็ตเวิร์ค กล่าวถึงการทิ้งระเบิดใส่อาคารอัลจาลาว่า เราขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามการกระทำอันป่าเถื่อนที่พุ่งเป้าไปยังนักข่าว และเราขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการระหว่างประเทศโดยทันที เพื่อให้อิสราเอลต้องรับผิดชอบต่อการพุ่งเป้าโจมตีนักข่าวและสถาบันสื่อ

ดร.ซูอัก กล่าวอีกว่า เป้าหมายของอาชญากรรมที่เลวร้ายนี้คือการปิดปากสื่อ และอำพรางการฆาตกรรมหมู่ รวมถึงความทุกข์ทรมานของผู้คนในฉนวนกาซ่า

“การทำลายสำนักงานของอัลจาซีราและสื่ออื่น ๆ ในอาคารอัลจาลาในฉนวนกาซ่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดแจ้ง และถือเป็นอาชญากรรมสงครามในระดับสากล เราขอเรียกร้องให้สื่อและองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหมด ร่วมประณามอาชญากรรมที่เลวร้ายนี้ และยืนหยัดร่วมกับอัลจาซีรา ตลอดจนองค์กรสื่ออื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายของกองทัพอิสราเอล ทั้งที่รู้ว่าพวกเขาใช้อาคารเหล่านี้เป็นสำนักงานใหญ่มาหลายปีแล้วก็ตาม”

ด้าน เอพี รายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจากกองทัพอิสราเอลระเบิดโจมตีบ้านของ “คาลิล อัล ฮาเยห์” ผู้นำสูงสุดของกลุ่มฮามาส ที่ปกครองดินแดนฉนวนกาซา โดยอ้างว่าบ้านของอัลฮาเยห์เป็นสิ่งก่อสร้างของผู้ก่อการร้าย

ทั้งนี้ อัลฮาเยห์เป็นบุคคลอาวุโสในหมู่ผู้นำทางการเมืองของกลุ่มฮามาสในกาซา และการโจมตีบ้านของเขาครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณความรุนแรงที่ทวีมากขึ้นจากอิสราเอล ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขา

ก่อนหน้าที่พนักงานของเอพีและผู้เช่าอาคารรายอื่น ๆ จะอพยพออกจากอาคารอย่างปลอดภัย พวกเขาได้รับโทรศัพท์จากกองทัพอิสราเอลที่แจ้งเตือนว่าจะมีการโจมตีอาคารในอีก 1 ชั่วโมง ก่อนที่ขีปนาวุธ 3 ลูก จะพุ่งเข้าใส่อาคารดังกล่าว จนถล่มลงเหลือแต่เมฆฝุ่นขนาดยักษ์

เป็นเวลา 15 ปีแล้ว ที่สำนักงานชั้นบนสุดและระเบียงดาดฟ้าของเอพี ถูกใช้เป็นโลเกชั่นชั้นดีในการรายงานความขัดแย้งของอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ซึ่งรวมถึงสงครามเมื่อปี 2552 และ 2557 ซึ่งกล้องของสำนักข่าวเอพีนำเสนอภาพสดตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถจับภาพขณะที่จรวดของกลุ่มติดอาวุธพุ่งเข้ามาทางอิสราเอล รวมถึงเหตุการณ์ที่ปฏิบัติการทางอากาศของอิสราเอลถล่มเมืองและบริเวณโดยรอบในช่วงสัปดาห์นี้

“โลกจะได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาน้อยลง เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้” แกรี พรุทท์ ประธานและซีอีโอเอพีกล่าวในแถลงการณ์ พร้อมระบุว่า เรารู้สึกตกใจและหวั่นเกรงว่ากองทัพอิสราเอลจะพุ่งเป้าและทำลายที่ทำการสำนักงานของเอพีและองค์กรข่าวแห่งอื่น ๆ ในฉนวนกาซา”

 

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: อิสราเอล ทิ้งระเบิดใส่อาคารสำนักงาน อัลจาซีรา-เอพี ในฉนวนกาซา

Categorie: Thailandia