Thailandia

‘ศักดิ์สยาม’ วอล์กเอาต์! ‘วิษณุ-อุตตม’ ถก ‘ประยุทธ์’ ปมการบินไทยไร้ข้อสรุป

ประชาชาติ - 9 ore 12 min fa

‘ศักดิ์สยาม’ วอล์กเอาต์! ‘วิษณุ-อุตตม’ ถก ‘ประยุทธ์’ ปมแผนฟื้นฟู บมจ.การบินไทย ไร้ข้อสรุป

วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 เวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือเรื่องแผนฟื้นฟูบริษัท การบินไทย (จำกัด) มหาชน โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที โดยนายศักดิ์สยาม ได้ออกจากตึกบัญชาการไปก่อนที่การหารือจะเสร็จสิ้น

หลังจากนั้นนายอุตตม และนายวิษณุได้ออกมาจากตึกบัญชาการภายหลัง และได้ขึ้นไปพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้าทันที นายอุตตมปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยมีท่าทางเคร่งเครียด อย่างเห็นได้ชัด แต่ยอมรับว่าได้หารือกับนายวิษณุและนายศักดิ์สยามเรื่องแผนฟื้นฟู บมจ.การบินไทย

เมื่อถามว่า ได้ข้อสรุปหรือไม่ว่าแผนฟื้นฟู บมจ.การบินไทย กระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.การบินไทย หลังจากขายหุ้นให้กับกองทุนวายุภักษ์ ทำให้จากพ้นสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีกระทรวงคมนาคมกำกับ หรือจะให้ กระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจตามมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เสนอผู้จัดทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯ นายอุตตมกล่าวว่า “ร่วมกันดู ไม่มีอะไรขัดแย้ง คุยกันแล้ว รัฐมนตรีศักดิ์สยามก็อยู่ด้วย”

ด้านนายวิษณุกล่าวว่า ไม่เปิดเผยรายละเอียดที่นายอุตตม และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าพบ และยืนยันว่าทั้งสองคนไม่ได้นำรายชื่อของคณะกรรมการจัดทำแผนฟื้นฟู บมจ.การบินไทย มาตรวจสอบ พร้อมยืนยันอีกว่าไม่เคยเห็นรายชื่อคณะกรรมการชุดดังกล่าว ส่วนจะต้องนำรายชื่อคณะกรรมการฯ เข้าสู่ที่ประชุม ครม.หรือไม่นั้น นายวิษณุ ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องเสนอเข้าสู่ ที่ประชุม ครม. เพราะขณะนี้บริษัทการบินไทย ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังนายวิษณุกับนายอุตตมหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ ประมาณ 1 ชั่วโมง นายอุตตมปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และให้ไปถามจากนายวิษณุ

นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มีความคืบหน้าว่าจะให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ กระทรวงคมนาคมกำกับดูแลแผนฟื้นฟู ส่วนผู้ทั้งเสนอผู้บริหารเป็นอำนาจของ บมจ.การบินไทย ในฐานะลูกหนี้ ส่วนรายชื่อไม่ต้องนำเข้า ครม.ต้องคงต้องให้รัฐบาลได้รับรู้บ้าง โดยในการประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ค.) คงจะมีความคืบหน้าอะไรบ้างอย่าง

Categorie: Thailandia

ธ.ก.ส.เร่งเกษตรกร 4 แสนราย แจ้งเลขบัญชีโอนเงิน “เยียวยาเกษตรกร”

ประชาชาติ - 9 ore 18 min fa

ธ.ก.ส. ขอให้เกษตรกรกว่า 4.3 แสนราย รีบแจ้งเลขบัญชีเพื่อรับเงินเยียวยาเกษตรกร 5 พันบาท หลังพบว่าไม่สามารถโอนเงินได้เนื่องจากไม่พบบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  กล่าวว่า มีเกษตรกที่มีรายชื่อสำหรับรับเงินเยียวยาเกษตรกร แต่ไม่สามารถโอนเงินให้ได้ เนื่องจากไม่พบบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด 438,251 ราย จากทั้งรอบที่ 1 และ 2

นายกษาปณ์ กล่าวว่า มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท จ่ายเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน จากรัฐบาล ตามรายชื่อที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ส่งมาให้กับ ธ.ก.ส. ยังไม่พบบัญชีที่จะรับโอนเงินจำนวน 438,251 ราย ทำให้ ธ.ก.ส. ไม่สามารถโอนเงินเยียวยาให้ได้

ธ.ก.ส. ขอให้เกษตรกรกลุ่มนี้ รีบแจ้งเลขบัญชีเงินฝากผ่านทาง เว็บไซต์ www.เยียวยาเกษตรกร.com โดยเร็วที่สุด โดยที่เลขบัญชีธนาคารไม่จำเป็นต้องเป็นบัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. สามารถใช้บัญชีของธนาคารใดก็ได้ โดยวิธีที่สะดวกรวดเร็วที่สุดคือควรเป็นบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาเกษตรกร จะจ่ายเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่ พฤษภาคม – กรกฎาคม 2563 โดยแบ่งเกษตรกรออกเป็น 2 รอบการโอนเงิน โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรที่ต้องแจ้งเลขบัญชีให้ถูกต้องจำนวน 109,600 ราย ในรอบที่ 1 และอีก 328,651 ราย ในรอบที่ 2

ด้านเกษตรกรกลุ่มที่ 2 ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและการขึ้นทะเบียนใหม่เพิ่มเติม เมื่อได้รับรายชื่อจาก กษ. และผ่านการตรวจสอบความซ้ำซ้อนแล้ว ธ.ก.ส. จะเร่งดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยเร็วต่อไป

Categorie: Thailandia

คลัง ตั้งทีม “เราไม่ทิ้งกัน” ส่งแบงก์รัฐออกสินเชื่อหนุนประชาชนกว่า 2.3 แสนล้านบาท

ประชาชาติ - 9 ore 21 min fa
คลัง ร่วมกับ “แบงก์รัฐ-หน่วยงานในสังกัด” ตั้งทีม “เราไม่ทิ้งกัน” เร่งติดตาม เยียวยาประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก “ออมสิน-ธ.ก.ส.-ธอส.” พร้อมจัดสินเชื่อชุดใหญ่ วงเงินรวมกว่า 2.3 แสนล้านบาท หนุนประชาชนมีเงินทุนสร้างอาชีพหลังจบโควิด-19

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง สานต่อมาตรการดูแลเยียวยาประชาชน ผ่านโครงการก้าวต่อไปเราไม่ทิ้งกันสู้ภัยโควิด-19” และจัดตั้ง “ทีมเราไม่ทิ้งกัน” เพื่อติดตาม สำรวจ และรับทราบความเดือดร้อน พร้อมเร่งเยียวยาฟื้นฟู คืนอาชีพ คืนรายได้ให้กับประชาชน ตลอดจนออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างฐานรากทางเศรษฐกิจ

“กระทรวงการคลังมีข้อมูลผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการเยียวยา ทำให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลผล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยจะส่ง “ทีมเราไม่ทิ้งกัน” ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน สำรวจ ประเมินสภาพความเป็นอยู่ เพื่อทราบความเดือดร้อนและความต้องการพื้นฐานของผู้ได้รับการเยียวยาทั่วประเทศอย่างทั่วถึง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าว

นอกจากนี้จัดให้มี คลินิก “คลังสมอง หมอคลัง” เราไม่ทิ้งกัน ซึ่งต่อยอดมาจากการรับเรื่องร้องทุกข์เงินเยียวยา ตามสาขาของ SFIs ทั่วประเทศ โดยจะให้บริการรับปรึกษาเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆ ทั้งด้านอาชีพ บริการทางการเงิน ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดอบรมอาชีพ ด้วยการเสริมสร้างทักษะอาชีพใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่จะเปลี่ยนไปหลังสถานการณ์โควิด-19 สิ้นสุดลง ซึ่งได้มอบหมายให้ SFIs ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่างๆ ดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และจะเปิดช่องทาง E-Market ตอบสนองความต้องการพ่อค้าแม่ค้ารุ่นใหม่และผู้ที่สนใจ เพื่อสร้างรายได้บน Platform E-Market ของภาครัฐ

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการออมสิน กล่าวว่า ออมสินได้เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลาผ่อนนาน เพื่อฟื้นฟูรายได้ประชาชนรายย่อย และเอสเอ็มอี จำนวน 4 ประเภท วงเงินสินเชื่อประเภทละ 10,000 ล้านบาท รวมวงเงินสินเชื่อ 40,000 ล้านบาท ได้แก่ สินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ สินเชื่อก่อร่างสร้างตัวใหม่ สินเชื่อคลายกังวล และ สินเชื่อซอฟท์โลนเยียวยาผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ได้เตรียมออกสินเชื่อช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลายแล้ว เพื่อให้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพหรือสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำนวน 3 โครงการ 1) สินเชื่อพอเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจซึ่งไม่เคยเป็นลูกค้าธ.ก.ส. มาก่อน ได้มีเงินทุนประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท วงเงินกู้รายละ ไม่เกิน 50,000 บาท 2) สินเชื่อนิวเจนฮักบ้านเกิด สำหรับเกษตรกร ทายาทเกษตรกร หรือคนรุ่นใหม่ที่กลับคืนสู่ภูมิลำเนาและสนใจในการทำเกษตรกรรม วงเงินรวม 60,000 ล้านบาท และ 3) สินเชื่อระยะสั้นฤดูการผลิตใหม่ สำหรับเกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ เพื่อเป็นเงินทุนในการทำการเกษตรระยะสั้น ปีการผลิต 2563/64 วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งจะเร่งนำเสนอโครงการเพื่อให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาเห็นชอบโดยเร็วต่อไป

นายกมลภพ วีระพละ รองกรรมการผู้จัดการ และรักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า คณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบให้จัดทำ “โครงการ ธอส. ปันน้ำใจ เราไม่ทิ้งกัน” ผ่าน 2 มาตรการทั้งทางด้านการเงิน และด้าน CSR ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “โครงการบ้าน ธอส. เราไม่ทิ้งกัน” วงเงิน 20,000 ล้านบาท ให้กู้สำหรับบุคคลในครอบครัวของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการเราไม่ทิ้งกันของรัฐบาล (มาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน) หรือบุคคลในครอบครัวของลูกค้า ธอส. ที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วม “มาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19)

รวมถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบให้กับลูกค้าทั้ง 8 มาตรการตาม “โครงการ ธอส. ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ” ผู้กู้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.99% ต่อปี นานถึง 2 ปีแรก ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย MRR-2% ต่อปี และปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR–1.00% ต่อปี และกรณีรายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส.เท่ากับ 6.150% ต่อปี) และเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยพร้อมกับการขอกู้ตามวัตถุประสงค์หลัก(ซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย และซ่อมแซม) วงเงินให้กู้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหลักประกัน รวมถึงได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ คิดค่าประเมินราคาหลักประกันในอัตราพิเศษ และให้ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี ยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 ธันวาคม 2563

ขณะที่นายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสรรพสากรช่วยเหลือประชาชนผ่านมาตรการเลื่อนชำระภาษีส่งผลให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90, 91, 93 และ 95) จากวันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2563 คิดเป็นมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท และขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดเป็นมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท

พร้อมกันนี้ ยังได้เร่งคืนภาษีนภาษีประชาชน และผู้ประกอบการให้เร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้เร่งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้วกว่า 95% จากผู้ขอคืนทั้งหมดประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นภาษีที่คืนประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562 – เมษายน 2563) กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.7% จากปีก่อน

ทั้งนี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ที่กรมออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านการขยายการจัดเก็บภาษีทุกภาษีที่กรมดูแล ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินเข้าไปหล่อเลี้ยงในระบบเศรษฐกิจกว่า 5 หมื่นล้านบาท

Categorie: Thailandia

ศบค. เตือนระวังเว็บ “ไทยชนะ” ของปลอม ยัน ใช้ติดตามโรคเท่านั้น

ประชาชาติ - 9 ore 33 min fa

วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล “โควิด-19” ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) กล่าวถึงแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ในช่วงการแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า สรุปการใช้งานแพลตฟอร์ม www.ไทยชนะ.com ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เวลา 21.00 น. พบว่า ภาพรวมการใช้งานยอดสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการ 1.จำนวนร้านค้าลงทะเบียนจำนวน 106,235 ร้าน 2.จำนวนผู้ใช้งาน 11,757,624 คน และ 3.จำนวนการเข้าใช้งาน การเช็กอิน 27,101,565 ครั้ง / เช็กเอาท์ 19,204,736 ครั้ง / ประเมินร้าน 10,867,125 ครั้ง

“ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆ เพราะไทยชนะ เอาไว้ใช้ตามโรคอย่างเดียว อย่างเช่นกรณีของผู้ป่วยอายุ 72 ปี ที่มีการไปร้านตัดผม หากใช้ไทยชนะ ก็จะสามารถตรวจสอบได้ง่าย และพบว่ามีการเข้าลงทะเบียนเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน วันละเกือบหมื่นครั้ง แต่เราอยากได้จะมากกว่านี้ วันนี้เพิ่งแตะแสนเดียว เราเชื่อว่ามีร้านค้าหลายแสนร้านค้า อยากให้ช่วยกันลงทะเบียน ขอให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามหากเข้าเช็กอินและ ขอความกรุณาให้เช็กเอ้าท์ออกด้วย เนื่องจากจะมีข้อมูลค้างในระบบว่ามีจำนวนคนหนาแน่น แต่ที่แท้จริงคือ คนออกมาแล้วเพียงแค่ไม่ได้เช็กเอ้าท์ออกมา” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

นอกจากนี้ โฆษก ศบค. กล่าวว่า ขณะนี้มีแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ของปลอมออกมา ขอเน้นย้ำว่า การเข้า แพลตฟอร์มของทางการ ไม่มีการดาวน์โหลดใดๆ ทั้งสิ้น และให้สังเกตว่าชื่อเว็บไซค์ทางการจะใช้ภาษาไทย คือ www.ไทยชนะ.com และภาษาอังกฤษ คือ www.thaichana.com ทั้งนี้ หากเป็นชื่อเว็บไซต์อื่น เป็นของปลอมทั้งสิ้น

 

 

ที่มา มติชนออนไลน์

Categorie: Thailandia

“อเมซิ่งฟีลด์” ลุ้นดีมานด์ “วิ่ง” พุ่ง คุมเข้มไวรัสรับมือนิวนอร์มอล

ประชาชาติ - 9 ore 50 min fa

“อเมซิ่ง ฟีลด์” เดินหน้าพัฒนากลยุทธ์สร้างความปลอดภัย-เชื่อมั่น รับนิวนอร์มอล ลุ้นดีมานด์งานวิ่งดีดกลับหลังจบโควิด-19 งัดสารพัดวิธีรับมือช่วงระบาดจัด “เวอร์ชวลรัน” พร้อมอัพเกรดเว็บไซต์-โซเชียล อนุญาตให้พนักงานรับจ็อบเสริม ฯลฯ เผยมีงานวิ่งใหญ่ 3 งาน รอในช่วงปลายปี มั่นใจปรับตัวพาธุรกิจฝ่าโควิด-19 ได้แน่

นางมัลลิกา ผลอนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อเมซิ่ง ฟีลด์ จำกัด ออร์แกไนเซอร์จัดงานวิ่งรายใหญ่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดทั้งความท้าทายและโอกาสในธุรกิจจัดงานวิ่ง โดยเชื่อว่าหลังการระบาดจบลง ดีมานด์การเข้าร่วมงานวิ่งพุ่งสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากเหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ผู้บริโภคสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น และมีคนจำนวนไม่น้อยที่หันมาเริ่มออกกำลังกายมากขึ้นในขณะนี้ สะท้อนจากภาพผู้คนที่ออกมาวิ่งในสถานที่ต่าง ๆ เช่น หมู่บ้าน สวนหย่อม ฯลฯ อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นการช่วยหนุนให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่ ส่วนผู้ที่วิ่งประจำอยู่แล้วต้องการกลับมาวิ่งอีกครั้ง

แต่อีกด้านหนึ่งก็เกิดความท้าทาย ในแง่ของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการวิ่งที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันอย่างใกล้ชิด เช่น ช่วงปล่อยตัวจากจุดสตาร์ต แม้จะเป็นช่วงที่รัฐบาลปลดล็อกให้สามารถจัดงานวิ่งได้แล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้จัดงานวิ่งต่าง ๆ จะต้องหามาตรการมารองรับและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักวิ่งที่ต้องการจะเข้าร่วมกิจกรรม และหลังจากนี้ผู้จัดงานวิ่งจะมีนิวนอร์มอลออกมาเช่นเดียวกับวงการอื่น ๆ เช่น มาตรการวัดไข้ การควบคุมระยะห่าง การควบคุมจำนวนคน รูปแบบของที่ระลึกแจกในงาน ฯลฯ

นอกจากนี้ ผู้จัดงานวิ่งหรือออร์แกไนเซอร์ยังจะต้องเตรียมรับมือกับการปรับตารางงานวิ่งหลาย ๆ งาน ที่ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา มีหลายงานมีการยกเลิกหรือเลื่อนออกไปเป็นช่วงปลายปี รวมถึงการจัดงานวิ่งแบบเวอร์ชวลรัน (virtual run) ซึ่งผู้เข้าร่วมสามารถวิ่งที่ไหนก็ได้ เพียงบันทึกการวิ่ง และส่งให้ทางผู้จัดเพื่อรับเหรียญ-รางวัลต่าง ๆ แม้จะตอบโจทย์การวิ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดได้ และมีต้นทุนการจัดต่ำกว่างานปกติ แต่ไม่สามารถทดแทนงานวิ่งได้ 100% เนื่องจากอาจไม่ตอบโจทย์ของสปอนเซอร์ที่ต้องการให้นักวิ่งได้สัมผัสสินค้า-บริการ เช่นเดียวกับนักวิ่งที่ต้องการวิ่งในสถานที่จริงมากกว่า ซึ่งผู้จัดต้องบริหารจัดการเพื่อพยุงธุรกิจให้สามารถผ่านช่วงนี้ไปให้ได้

นางมัลลิกากล่าวต่อไปว่า สำหรับอเมซิ่ง ฟีลด์ ขณะนี้ได้มีการปรับรูปแบบงานวิ่งที่มีอยู่ในมือ โดยมีการประสานงานกับสปอนเซอร์ของงานอย่างใกล้ชิด หลังตัดสินใจยกเลิกการจัดงานที่จะมีขึ้นในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ 4 งาน ส่วนอีก 1 งานปรับเป็นเวอร์ชวลรัน เช่น “งานวิ่ง พ้น ภัย” เน้นการแจ้งข่าวให้กับผู้เข้าร่วมรับรู้เร็วที่สุด รวมถึงเร่งการผลิต และจัดส่งเหรียญให้กับผู้ร่วมกิจกรรม โดยหลังปิดงานไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,300 คน ต่ำกว่าเป้า 2,000 คนที่วางไว้

นอกจากการปรับการบริหารงานภายในองค์กรเพื่อประคับประคองธุรกิจให้สามารถผ่านช่วงการระบาดไปได้แล้ว ขณะเดียวกันก็เตรียมการการจัดงานสำหรับงานช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม เช่น สงขลาอินเตอร์เนชั่นแนลมาราธอน, แม่น้ำแควอินเตอร์เนชั่นแนลฮาล์ฟมาราธอน และหนองคายอาเซียนมาราธอน โดยอยู่ระหว่างศึกษา-พัฒนา มาตรการความปลอดภัย และสร้างความ

เชื่อมั่นให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน เช่น การวัดไข้ในวันรับอุปกรณ์ และวันวิ่งจริง โดยหากอุณหภูมิเกินกำหนดอาจให้รับอุปกรณ์ และเหรียญ แต่ไม่ให้เบอร์ และไม่ให้ร่วมวิ่ง เป็นต้น เช่นเดียวกับการปล่อยตัวจากจุดสตาร์ตที่อาจทยอยปล่อยเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อลดความแออัด นอกจากนี้ของแจกในงานจะเพิ่มเจลแอลกอฮอลล์ เช่นเดียวกับแผนประชาสัมพันธ์ที่จะเน้นชูเรื่องความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

“ช่วงนี้เราก็ถือโอกาสในการอัพเกรดธุรกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ปรับปรุงเว็บไซต์ให้ทันสมัยใช้งานง่าย และทำคอนเทนต์เผยแพร่บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น ตำแหน่ง-ระยะทาง-เวลาเปิดปิดสวนสาธารณะใน กทม. เพื่อสร้างการรับรู้ เช่นเดียวกับงานบุคคลที่ให้พนักงานของบริษัทเวิร์กฟรอมโฮมตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม และอนุญาตให้ทำงานเสริมต่าง ๆ ได้ มั่นใจว่าการปรับตัวและแผนที่เตรียมไว้สำหรับงานต่าง ๆ ที่ยังมีอยู่ในพอร์ตจะช่วยให้ฝ่ามรสุมโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้” นางมัลลิกากล่าว

Categorie: Thailandia

พานาโซนิค ย้ายฐานเครื่องซักผ้า-ยันไม่ทิ้งไทย

ประชาชาติ - 9 ore 55 min fa

“พานาโซนิค” เตรียมขายโรงงาน-ศูนย์วิจัยพัฒนาเครื่องซักผ้าและตู้เย็นนิคมเวลโกรว์ ฉะเชิงเทรา ก่อนย้ายฐานไปรวมศูนย์ที่เวียดนาม หวังรัดเข็มขัดต้นทุนตามแผนลดงบฯ 1 แสนล้านเยน ด้านในไทยเดินหน้าชดเชยพนักงาน 800 รายเต็มที่ พร้อมย้ำความมั่นใจผู้บริโภคไม่กระทบบริการหลังการขาย

หลังจากสำนักข่าวนิกเคอิเชียนรีวิว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมระบุว่า บริษัทพานาโซนิคเตรียมปิดโรงงานผลิตเครื่องซักผ้า และตู้เย็นในประเทศไทย โดยจะปิดสายการผลิตเครื่องซักผ้าในเดือนกันยายน ก่อนจะปิดสายการผลิตตู้เย็นในเดือนตุลาคม ตามด้วยตัวโรงงาน รวมถึงฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้าในเดือนมีนาคม 2564

ทั้งนี้ เพื่อย้ายฐานไปรวมกับโรงงานในประเทศเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กรุงฮานอย และเป็นฐานผลิตเครื่องซักผ้าและตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของพานาโซนิคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับโครงสร้างและลดต้นทุนด้านต่าง ๆ ลงให้ได้ประมาณ 1 แสนล้านเยน ภายในปีงบประมาณ 2564 (เม.ย. 2564-มี.ค. 2565)

นางสาวศิริรัตน์ ยงค์เจริญชัย ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พานาโซนิค แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การย้ายฐานการผลิต และหน่วยงานวิจัย-พัฒนาสินค้าเครื่องซักผ้า และตู้เย็นจากนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ไปยังประเทศเวียดนามในครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางของบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการพิจารณามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากโรงงานในเวียดนามมีขนาดใหญ่กว่าเมืองไทย

หลังจากนี้ โรงงานและศูนย์วิจัย-พัฒนา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันในนิคมเวลโกรว์ จะถูกปล่อยขายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการปิดสายการผลิตในเดือนมีนาคม 2564 เนื่องจากบริษัทไม่มีแผนนำมาใช้งานต่อ ส่วนพนักงานจำนวน 800 คน ของทั้งฝ่ายผลิตและวิจัย-พัฒนา บริษัทได้แจ้งการเลิกจ้างล่วงหน้า พร้อมจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย และให้ผลประโยชน์พิเศษจำนวนหนึ่ง รวมถึงจัดโครงการสนับสนุนช่วยในการหางานใหม่ทั้งในและนอกเครือบริษัท

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารพานาโซนิคย้ำว่า การย้ายฐานในครั้งนี้จะไม่กระทบกับผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะทั้งบริการหลังการขาย และการขายจะยังอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท พานาโซนิค เอ.พี.เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่รับผิดชอบเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หม้อหุงข้าว เครื่องทำน้ำอุ่น ฯลฯ ในประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เดิมเครื่องซักผ้า และตู้เย็นบางรุ่นที่วางขายในไทย เป็นสินค้าที่นำเข้าจากเวียดนามอยู่แล้ว จึงสามารถใช้กระบวนการนำเข้า และสำรองอะไหล่ตามเดิมได้ ทำให้มีสินค้าและสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตสินค้าอื่น ๆ ในประเทศไทยไปยังต่างประเทศ โดยโรงงานอีก 10 แห่งในไทยซึ่งผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อความงาม, อุปกรณ์แสงสว่าง, พัดลม, แบตเตอรี่, เครื่องเสียงรถยนต์, ชิ้นส่วนยานยนต์ และอื่น ๆ จะยังอยู่ในประเทศไทยต่อไป

Categorie: Thailandia

“ซัมมิทออโต” เจียด 800 ล้าน ขยายโรงงานรับค่ายรถคลอด “9โมเดล”

ประชาชาติ - 10 ore 3 min fa
ซัมมิท โอโตฯ ลั่นเดินหน้าลงทุนตามแผนปีนี้เทเพิ่ม 800 ล้าน ซื้อเครื่องจักร-ขยายโรงงานรับออร์เดอร์ค่ายรถ 9 โมเดลใหม่ ยอมรับโควิด-19 ต้องปรับกระบวนทัพใหม่ แย้มเตรียมหั่นเป้ารายได้ลง 30-50%


นายกรกฤช จุฬางกูร ประธานบริหาร บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันแม้ว่าการแพร่ระบาดไวรัสโควิดจะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับซัมมิทฯจะยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนงานที่ได้วางไว้ โดยปีนี้มีแผนลงทุนเดิมอีก 810 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ลงทุนไป 739 ล้านบาท ขยายโรงงานพร้อมทั้งจัดซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยเฉพาะการจัดซื้อเพื่อรองรับกับการขยายไลน์รองรับรถยนต์รุ่นใหม่ 9 รุ่น แม้ว่าบางยี่ห้อจะชะลอแผนไปบ้างแล้วก็ตาม

“เท่าที่ทราบมีเพียงรถยนต์ 1-2 รุ่นเท่านั้นที่อาจจะยืดแผนงานคลอดรถใหม่ออกไปเล็กน้อย นอกนั้นครึ่งปีหลังนี้ได้เห็นแน่”

ขณะนี้บริษัทได้มีการประชุมทีมผู้บริหารเพื่ออัพเดตสถานการณ์กันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ลูกค้าซึ่งเป็นค่ายรถยนต์ต่างคาดการณ์ล่วงหน้าเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ทำให้บริษัทต้องปรับ และวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงการใช้งบประมาณให้สอดรับส่วนรายได้ปีนี้ตามเป้า 8,800 ล้านบาทปัจจุบันคาดการณ์ว่าน่าจะต้องปรับลดลง 50%

นายกรกฤชยอมรับว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการปรับลดเป้าหมายมากที่สุดเท่าที่เคยมีของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จากปกติแล้วอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% ต่อปี ยกเว้นในช่วง 5 ปีหลังที่เพิ่มขึ้นเพียง 2-3% ต่อปี

“ย้อนกลับไปหลังช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ตลาดส่งออกเข้ามาช่วย แต่วันนี้สถานการณ์แตกต่าง เราหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะไม่กลับมาอีก อย่างที่บอกว่าลูกค้าเราคาดการณ์แค่ 3 เดือน”

ทั้งนี้คาดว่าความต้องการของตลาดที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและเศรษฐกิจโดยรวม จะค่อย ๆ ดีขึ้น ค่ายรถยนต์ เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. ค่ายรถยนต์และชิ้นส่วนจะกลับไปใช้แผนงานเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี

ส่วนโอกาสของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยนั้น นายกรกฤชมองว่า อาจต้องใช้เวลาและปัจจัยหลักคือราคาขาย เพื่อทำให้เกิดดีมานด์

“ตอนนี้ตลาดอีวีมีอยู่แค่เพียงกลุ่มเดียวคือกลุ่มผู้นำเทรนด์ ซึ่งต้องมีที่จอดพิเศษ เป็นกลุ่มคนรักษ์โลก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีจำนวนจำกัด”

นายกรกฤชกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหลักที่จะช่วยทำให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้า ลดลงมาได้นั้น คือ แบตเตอรี่ แม้ว่าปัจจุบันราคาจะลดลงไปแล้วประมาณ 30% แต่ก็ยังแพง บางประเทศรัฐสนับสนุน แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มี ตรงนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร

Categorie: Thailandia

ธกส.ประเดิมรับ ‘44 ต้นไม้ยืนต้น’หลักประกันทางธุรกิจ ขอสินเชื่อได้หลักแสน

ประชาชาติ - 10 ore 33 min fa

เกษตรกรไทยยิ้ม กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำไม้ยืนต้นที่มีค่ามาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อได้

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับไม้ยืนต้นที่มีค่ามาจดทะเบียนเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่ง ธ.ก.ส. เป็น ‘ธนาคารแรก’ ที่เกษตรกรสามารถใช้ไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน ตาม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจฯ”

“เบื้องต้น ธ.ก.ส. ได้นำร่องให้สินเชื่อแก่เกษตรกรที่มีการนำไม้ยืนต้นที่มีค่าที่ปลูกในบริเวณบ้านจำนวน 44 ต้น ประกอบด้วย มะขาม (9 ต้น) มะกอกป่า (1 ต้น) สะเดา (14 ต้น) ตะโก (1 ต้น) โมกมัน (1 ต้น) งิ้วป่า (1 ต้น) กระท้อน (1 ต้น) มะเกลือ (2 ต้น) ยอป่า (1 ต้น) มะม่วง (1 ต้น) และ ไม้แดง (12 ต้น) มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีไปแล้ว วงเงินสินเชื่อจำนวน 115,000 บาท ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับการใช้ไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น”

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการกู้เงินและใช้ไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันต้องเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. และเป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งขั้นตอนการกู้เงินเป็นไปตามระเบียบของ ธ.ก.ส. ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 โดยมีแนวทางส่งเสริมให้ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจทั้งเชิงพาณิชย์ รวมทั้ง ส่งเสริมเชิงอนุรักษ์ผ่าน ธ.ก.ส. เนื่องจากเป็นธนาคารที่มีการดำเนิน ‘โครงการธนาคารต้นไม้’ ซึ่งกรมฯ และ ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการนำร่อง ณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ บ้านดอนศาลเจ้า อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดย ธ.ก.ส. ให้ผู้ที่ผ่านการอบรมผู้ประเมินมูลค่าต้นไม้ของ ธ.ก.ส. เป็นผู้ประเมินราคาต้นไม้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ด้วย ทำให้การนำไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักประกันทางธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น รวมทั้ง จะมีการขยายโครงการดังกล่าวให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ การส่งเสริมให้มีการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการปลูกไม้ยืนต้นที่มีค่าบนพื้นที่ของตนเอง สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องตัดขายเพียงอย่างเดียวอีกทั้ง ไม้ยืนต้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเติบโตของต้นไม้ ดังนั้น มูลค่าทรัพย์สินของเกษตรกรก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ การดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด จึงเป็นวิธีการยกระดับการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญให้ทุเลาเบาบางลง นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อน ‘โครงการชุมชนไม้มีค่า’ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนปลูกไม้มีค่าเพื่อการออม/อนุรักษ์/เพิ่มพื้นที่ป่า และเพิ่มแหล่งออกซิเจนให้กับประเทศ ซึ่งทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ ธ.ก.ส. ต่างก็เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่านี้ด้วย

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 02 547 4944 สายด่วน 1570 www.dbd.go.th และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ

Categorie: Thailandia

เกาหลีใต้พบ “เด็กอนุบาล” ติดเชื้อโควิด จ่อเลื่อนเปิดโรงเรียนทั่วปท.

ประชาชาติ - 10 ore 38 min fa

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล “โควิด-19” ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทั่วโลก 211 ประเทศ  พบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อทั่วโลกสะสมรวม 5,498,577 ราย อาการหนัก 53,223 ราย รักษาหายแล้ว 2,301,410 ราย เสียชีวิต 346,688 ราย  (ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 76 )

ประเทศที่พบผู้ป่วยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อสูงที่สุด 1,686,436 ราย เสียชีวิต 99,300 ราย 2.บราซิล 363,618 ราย เสียชีวิต 22,716 ราย 3.รัสเซีย 344,481 ราย เสียชีวิต 3,541 ราย 4.สเปน 282,852 ราย เสียชีวิต 28,752 ราย 5.สหราชอาณาจักร 259,559 ราย เสียชีวิต 36,793 ราย 6.อิตาลี 229,858 ราย เสียชีวิต 32,785 ราย 7.ฝรั่งเศส 182,584 ราย เสียชีวิต 28,367 ราย 8.เยอรมนี 180,328 ราย เสียชีวิต 8,371 ราย 9.ตุรกี 156,827 ราย เสียชีวิต 4,340 ราย 10.อินเดีย 138,536 เสียชีวิต 4,024 ราย และ 11.อิหร่าน 135,701 ราย เสียชีวิต 7,417 ราย

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ในประเทศอันดับที่ 21-50 จะพบว่า อันดับที่ 24 ประเทศบังกลาเทศ มีผู้ป่วยรายใหม่ 1,532 ราย สะสมที่ 33,610 อันดับที่ 26 ประเทศสิงคโปร์มีผู้ป่วยรายใหม่ 548 ราย สะสมที่ 31,616 ราย อันดับที่ 32 ประเทศอินโดนิเซีย ผู้ป่วยรายใหม่ 526 ราย สะสม 22,271 ราย อันดับที่ 40 ประเทศญี่ปุ่น ผู้ป่วยรายใหม่ 820 ราย สะสม 16,550 ราย อันดับที่ 43 ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้ป่วยรายใหม่ 258 ราย สะสม 14,035 ราย และ อันดับที่ 46 ประเทศเกาหลีใต้ ผู้ป่วยรายใหม่ 267 ราย สะสม 11,206 ราย

สำหรับสถานการณ์ในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชีย จำนวน 15 ประเทศ ว่า เรียงลำดับตามจำนวนยอดผู้ป่วยสะสม ได้แก่ 1.ประเทศอินเดีย ผู้ป่วยสะสม 138,536 ราย เสียชีวิต 4,024 ราย 2.ประเทศปากีสถาน ผู้ป่วยสะสม 54,601 ราย เสียชีวิต 1,133 ราย 3.ประเทศบังกลาเทศ ผู้ป่วยสะสม 33,610 ราย เสียชีวิต 480 ราย 4.ประเทศสิงคโปร์ ผู้ป่วยสะสม 31,616 ราย เสียชีวิต 23 ราย 5.ประเทศอินโดนีเซีย ผู้ป่วยสะสม 22,271 ราย เสียชีวิต 1,372 ราย

6.ประเทศญี่ปุ่น ผู้ป่วยสะสม 16,550 ราย เสียชีวิต 820 ราย 7.ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้ป่วยสะสม 14,035 ราย เสียชีวิต 868 ราย 8.ประเทศเกาหลีใต้ ผู้ป่วยสะสม 11,206 ราย เสียชีวิต 267 ราย 9.ประเทศมาเลเซีย ผู้ป่วยสะสม 7,245 ราย เสียชีวิต 115 ราย 10.ประเทศไทย ผู้ป่วยสะสม 3,042 เสียชีวิต 57 ราย 11.ประเทศเวียดนาม ผู้ป่วยสะสม 324 ราย เสียชีวิต 0 ราย 12.ประเทศเมียนมาร์ ผู้ป่วยสะสม 193 ราย เสียชีวิต 6 ราย 13.ประเทศบรูไน ผู้ป่วยสะสม 141 ราย เสียชีวิต 1 ราย 14.ประเทศกัมพูชา ผู้ป่วยสะสม 122 ราย เสียชีวิต 0 ราย และ 15.สาธารณรัฐประชาชนลาว ผู้ป่วยสะสม 19 ราย เสียชีวิต 0 ราย

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจในต่างประเทศ คือ ที่เกาหลีใต้ เนื่องจากย่านอิแทวอนยังระบาดไม่หยุด ทั้งนี้ เกาหลีใต้เตรียมยกระดับการป้องกัน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลี ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อจากผับย่านอิแทวอนนั้น ล่าสุดพุ่งไปถึง 225 รายแล้ว จากผู้ติดเชื้ออายุ 29 ปีรายเดียว โดยมีค่าระบาดอยู่ที่ 1.3 คือ ผู้ป่วย 1 คนสามารถติดเชื้อให้กับผู้อื่นได้มากกว่า 1 ราย โดยพบว่า เป็นการระบาดจากผู้ป่วยอิแทวอนในตอนนี้เป็นการระบาดในต่อที่สองและต่อที่ 3 แล้ว ทำให้ทางการเตรียมออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการบังคับสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า พบเด็กอนุบาลติดเชื้อโควิด 1 ราย จากโรงเรียนสอนศิลปะ ก่อนวันที่เกาหลีใต้จะเริ่มเปิดโรงเรียนของรัฐในกรุงโซล หลังจากที่หยุดเรียนไปเกือบ 3 เดือน ทำให้ทางการต้องสั่งปิดโรงเรียนเอกชนหลายแห่งในย่านกังซอ ทางใต้ของกรุงโซล และกำลังพิจารณาว่าจะเลื่อนการเปิดโรงเรียนทั่วประเทศหรือไม่

Categorie: Thailandia

รัฐเล็งใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน จัด “ไทยเที่ยวไทย” ฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

ประชาชาติ - 10 ore 40 min fa

สภาพัฒน์ เผยกรอบนโยบายเงินกู้ 4 แสนล้าน ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจบโควิด-19 ขีดเส้นหน่วยงานเสนอโครงการถึง 5 มิ.ย. พร้อมชง ครม. 7 ก.ค.63 ชี้รัฐเล็งจัดแพ็กเกจ “ไทยเที่ยวไทย” จ่ายค่าที่พักให้ 50% กระตุ้นท่องเที่ยว

รายงานข่าววันที่ 25 พ.ค.63 นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ (สศช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 5 มิ.ย.63 จะเปิดให้หน่วยงานราชการนำเสนอแผนโครงการฟื้นฟูวงเงินรวม 400,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้พิจารณาภายในวันที่ 2 กรกฎาคม และนำเสนอ ครม.วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 หลังจากนั้นจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ทันที ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2563

สำหรับกรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศใน จะนำเม็ดเงินบางส่วนไปกระตุ้นการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลอาจจะมีโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” เพื่อช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ โดยอาจจะมีการสนับสนุนแจกคูปองให้ลดราคาค่าที่พักให้ 40-50% เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทาง

นอกจากนี้ จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งจะพยายามเน้นสร้างอุตสาหกรรมให้มีความยั่งยืน ในภาคของการส่งออก เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะไปสอดรับกับแรงงานเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด ซึ่งจะเข้าไปช่วย สร้างงาน สร้างรายได้ระดับชุมชน ซึ่งจะเน้นการเกษตรยกระดับการผลิต และการท่องเที่ยวชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน และส่งเสริมการตลาด คาดว่าแนวทางนี้จะใช้งบประมาณประมาณ 50% หรือประมาณ 200,000 ล้านบาทจากงบประมาณทั้งหมด ทั้งนี้ จะการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ แต่ละโครงการจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปีงบประมาณ 2564 พร้อมยืนยันไม่มีการจัดสรรโควตาสัดส่วนงบประมาณให้แต่ละกระทรวง โดยจะเน้นจัดสรรงบให้โครงการที่เสนอมาตามแนวทางดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้งบทั้งหมด 400,000 ล้านบาท ส่วนกระบวนการเบิกจ่ายเงินแต่ละโครงการจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงคลังอีกครั้ง เพื่อลดขั้นตอนการเบิกจ่าย พร้อมย้ำทุกโครงการจะทำอย่างโปร่งใสสามารถตรวจสอบรายละเอียดการเบิกจ่ายได้

Categorie: Thailandia

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย กดดันรายได้ธนาคารพาณิชย์

ประชาชาติ - 10 ore 51 min fa

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง “ลดดอกเบี้ยกู้กดดัน NIM ท่ามกลางหลายมาตรการช่วยเหลือลูกค้า” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ผลการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ถูกส่งผ่านมายังอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อีกครั้ง ซึ่งในรอบนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ก็เริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR อัตราดอกเบี้ย MRR และอัตราดอกเบี้ย MOR ลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับลดลงดังกล่าว อาจมีผลช่วยลดภาระทางการเงินให้กับผู้ประกอบการและประชาชน ทั้งผู้ขอสินเชื่อใหม่และลูกหนี้เดิมที่ยังสามารถชำระคืนหนี้ รวมถึงเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และลูกค้าบุคคลรายย่อยที่สถาบันการเงินทุกแห่งกำลังดำเนินการอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว อาจเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งต้องรับมือกับโจทย์ที่มีความท้าทายมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2/2563

ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพิ่มแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ย

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR/MRR/MOR ของธนาคารพาณิชย์ในรอบนี้อยู่ในกรอบประมาณ 0.125%-0.40% ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยจ่ายของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ได้ทันที ซึ่งในปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 50% ของพอร์ตสินเชื่อโดยรวมเป็นลูกค้าที่มีสัญญาสินเชื่อเป็นดอกเบี้ยลอยตัวอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ย MLR/MRR/MOR ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการที่ต้องการเบิกใช้สินเชื่อระยะสั้นเพิ่มขึ้นในระยะนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี ในขณะที่สินเชื่อปล่อยใหม่แทบทุกประเภทเติบโตในกรอบจำกัด (ยกเว้น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่) ขณะที่พอร์ตสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อรายย่อยบางส่วนอยู่ในช่วงการพักชำระดอกเบี้ยตามมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์

ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางรายได้ดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งอาจทำให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin : NIM) ชะลอลงมาอยู่ในกรอบ 2.15-2.35% ในไตรมาส 2/2563 เทียบกับ NIM ที่ 3.09% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา (แต่หากธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาลงเป็นการทั่วไป 0.125% ก็อาจช่วยประคอง NIM ได้ประมาณ 6 bps. หรือ 0.06%)

สินเชื่อธนาคารจะเติบโตสูงกว่า 5.0% ในไตรมาส 2/2563

จากการติดตามสถานการณ์สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในภาพรวม พบว่า สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยมีสัญญาณเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นไตรมาส 2/2563 โดยเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือน เม.ย. 2563 อาจเติบโต 5.2% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีแนวโน้มขยายตัวสูงตลอดทั้งไตรมาส 2/2563 ในกรอบประมาณ 5.0-6.0% ขยับขึ้นจากที่ขยายตัว 4.0% ในไตรมาสที่ 1/2563

โดยแรงหนุนของสินเชื่อหลักๆ จะมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1. การเบิกใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้นของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะใช้ช่องทางสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทดแทนการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ในช่วงที่ภาวะตลาดผันผวน

และ 2. มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะที่ผันผวนของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ การปรับลดภาระผ่อนชำระต่อเดือน การพักชำระหนี้เงินต้น และการขยายเวลาการชำระหนี้ทั้งในส่วนที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งดำเนินการเอง และมาตรการช่วยเหลือลูกค้าตามแนวทางของทางการ (อาทิ พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าเงื่อนไข) รวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs ตามโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของทางการ

ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกค้าดังกล่าว จะมีผลทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อโดยรวมยังคงขยับขึ้น แม้ว่าภาพรวมของการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์ ในส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อรายย่อย จะเป็นไปอย่างระมัดระวังตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยก็ตาม แต่กระนั้นก็ดี ในสภาวะเช่นนี้ สินเชื่อที่เติบโตในระดับสูงดังกล่าว อาจไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อเกิดขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยดังเช่นสภาวะปกติ เพราะเป็นการให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านการปรับลดดอกเบี้ย และสินเชื่อใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ดี ปัญหาคุณภาพหนี้ยังเป็นประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ว่าสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ จะขยับขึ้นมาที่ 3.05% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาสที่ 1/2563 ตามที่คาด แต่การเร่งตัวขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต หรือ หนี้ Stage 2 มาที่ 7.70% (จาก 2.79% ณ สิ้นปี 2562) ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในเบื้องต้นว่า สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพยังมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 2/2563

นอกจากนี้ อีกประเด็นเฝ้าระวัง จะอยู่ที่หนี้ที่สถาบันการเงินเข้าช่วยดำเนินการปรับโครงสร้าง ซึ่งจากยอดรวมหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน 6.12 ล้านล้านบาท (ณ วันที่ 15 พ.ค. 2563) นั้น ประเมินว่า ส่วนของธนาคารพาณิชย์อาจคิดเป็นประมาณ 30% ของสินเชื่อรวม ซึ่งคงต้องยอมรับว่า สถานการณ์ของลูกหนี้กลุ่มนี้ในระยะต่อไป ยังคงผันแปรตามเงื่อนไขการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์เฉพาะของแต่ละธุรกิจ อันจะมีนัยต่อทิศทางคุณภาพหนี้ รวมถึงภาระในการตั้งสำรองฯ ของธนาคารพาณิชย์ในระยะข้างหน้าด้วยเช่นกัน

โดยสรุปในไตรมาสที่ 2/2563 เป็นช่วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมๆ กับภารกิจสำคัญในการดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งในสภาพคล่องเพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจ และในด้านการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็จะส่งผลทำให้ปัญหาคุณภาพหนี้ของธนาคารพาณิชย์เองได้รับการดูแลไปในเวลาเดียวกัน

แม้ปัญหาเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ ที่ช่วยเหลือลูกค้า อาจทำให้การประคองผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 เป็นโจทย์ที่ท้าทายของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดี สถานะของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความแข็งแกร่ง มีเงินกองทุนและเงินสำรองในระดับสูง ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงต่างๆ ในระยะนี้ไปได้

Categorie: Thailandia

“วิรไท” ไม่ต่อวาระผู้ว่าฯแบงก์ชาติ สมัย 2

ประชาชาติ - 10 ore 55 min fa

วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจ้งว่า ตามที่นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ประธานกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 นั้น

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร เปิดเผยว่า นายวิรไท สันติประภพ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ครบวาระแรกในวันที่ 30 กันยายน 2563 ขอเรียนว่าไม่ประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคัดเลือกสำหรับการดำรงตำแหน่งในวาระที่ 2 ด้วยเหตุผลด้านครอบครัว ทั้งนี้ นายวิรไทจะดูแลให้การส่งมอบงานเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่จะเริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

Categorie: Thailandia

“ไทยพาณิชย์-ไฮเออร์” เชื่อมระบบธุรกรรมการเงินดิจิทัล

ประชาชาติ - 10 ore 58 min fa

ธนาคารไทยพาณิชย์ จับมือ ไฮเออร์ ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก และเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 11 ปีซ้อน ร่วมลงนามในสัญญาภายใต้ความร่วมมือ “Digital Payment Solutions for Smart Home” โดยธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารที่ให้การสนับสนุนในการเชื่อมต่อธุรกรรมทางการเงิน Digital Payment Solutions ให้กับโครงการ Haier Smart Home โดยเริ่มจากแคมเปญแรก “Smart Sharing AC เย็นดีแค่ 4 บาท” พลิกโฉมการใช้เครื่องไฟฟ้าภายในบ้านสู่รูปแบบ “ใช้งานแค่ไหนจ่ายแค่นั้น”

นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจจีน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมสนับสนุนธุรกิจของผู้ประกอบการจีนทุกด้านอย่างเต็มความสามารถ โดยจะเห็นได้ชัดว่าจีนเป็นประเทศที่ลงทุนกับการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ธนาคารรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมผสานความแข็งแกร่งทางการเงินดิจิทัลเข้ากับไฮเออร์ โดยเชื่อว่าแคมเปญ “Smart Sharing AC เย็นดีแค่ 4 บาท” ภายใต้ Haier Smart Home นี้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้เกิดขึ้นกับวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า และตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างดี ในโครงการนี้ ธนาคารได้เชื่อมโยงแพลตฟอร์ม Digital Payment Solutions อำนวยความสะดวกทางด้านการชำระค่าบริการผ่านทางแอปพลิเคชัน SCB Easy ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 11 ล้านราย เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการพร้อมยังสนับสนุนแนวคิดสังคมไร้เงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

มร.จาง เจิ้งฮุ้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อิเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไฮเออร์ ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการโซลูชั่นเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยในยุคดิจิทัลและ IoT ไฮเออร์มีการเปลี่ยนแปลงจากองค์กรการผลิตแบบดั้งเดิมเป็น IoT Ecosystem community แบบ win-win หรือที่เรียกว่าแผนธุรกิจที่เอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย และเป็นผู้บุกเบิกการสร้าง Ecosystem Brand ทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อสร้างความสะดวกสบายและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค

ในปีนี้บริษัท Haier ประเทศไทย มีเป้าหมายที่จะก้าวเป็นผู้นำด้าน Smart Home Solution อย่างเต็มตัวและเป็นผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเจ้าแรกที่นำเอาเทคโนโลยี NB-IoT (Narrow Band Internet of Things) โดยเริ่มใช้กับเครื่องปรับอากาศเป็นผลิตภัณฑ์แรก มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่มีความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศโดยจ่ายตามจริงที่ใช้ อีกทั้งในอนาคตบริษัทฯมั่นใจว่าจะกลายเป็น Ecosystem Brand อันดับหนึ่งของประเทศไทย”

แคมเปญ “Smart Sharing AC เย็นดีแค่ 4 บาท” พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดธุรกิจประเภทการแบ่งปันหรือ Sharing Economy ซึ่งจะมาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในการเข้าถึงการใช้เครื่องปรับอากาศ รวมถึงการควบคุมสั่งการเปิด-ปิดผ่านสมาร์ทโฟน เพียงแค่ลงทะเบียนและดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Smart Sharing AC ก็สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้เพียงชั่วโมงละ 4 บาท ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถเลือกชำระค่าบริการแบบ Real Time ผ่าน SCB Easy Application ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line @HaierThailand

Categorie: Thailandia

กสิกรไทยผนึกช้อปปี้ ผุด“รวมใจช้อปของไทย” หนุนสินเชื่อธุรกิจออนไลน์สูงสุด 6 แสนบาท

ประชาชาติ - 11 ore 6 min fa

ธนาคารกสิกรไทย ลุยโครงการ “รวมใจช้อปของไทย” ล่าสุดจับมือช้อปปี้ (Shopee) ให้เจ้าของสวนผลไม้ สินค้าเกษตรแปรรูป อาหารแห้ง ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นำสินค้าคุณภาพขายบนช้อปปี้ พร้อมโปรโมชันสุดคุ้ม Shopee Coin Cashback เสริมสภาพคล่องให้ร้านค้าด้วยสินเชื่อเพื่อธุรกิจออนไลน์สูงสุด 6 แสนบาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน ให้มีเงินทุนหมุนเวียน รองรับความต้องการที่ลูกค้าซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น

นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ริเริ่มโครงการ “รวมใจช้อปของไทย” โดยได้รับการสนับสนุนจากช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน และเป็นพันธมิตรธุรกิจที่สำคัญของธนาคาร ด้วยการให้ลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นเจ้าของสวนผลไม้ ผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูป และผู้ผลิตจำหน่ายอาหารแห้ง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สามารถนำผลผลิตต่าง ๆ มาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ เช่น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ แยมผลไม้ น้ำมันสกัดจากผลไม้ คุกกี้ อาหารแปรรูป และอาหารแห้งอื่น ๆ ฯลฯ พร้อมด้วยโปรโมชันพิเศษ Shopee coin cashback 50% รับคืนสูงสุด 50 Shopee coins เมื่อมียอดซื้อสินค้าขั้นต่ำ 100 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโครงการ “รวมใจช้อปของไทย” ถือเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนช่องทางการตลาดออนไลน์ให้กับกลุ่มสินค้าผลไม้เกษตร และนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพจากผู้ผลิตมาสู่ผู้บริโภคโดยตรง

ธนาคารเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือกับช้อปปี้ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าผลไม้เกษตร สามารถปรับตัวเข้าช่องทางการจำหน่ายในโลกยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ ธนาคารยังให้การสนับสนุนเจ้าของร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ด้วยสินเชื่อเพื่อธุรกิจออนไลน์ (สินเชื่อเงินด่วน Xpress Loan) ที่สมัครได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันช้อปปี้ ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุด 600,000 บาท โดยไม่ต้องยื่นเอกสาร ไม่ต้องมีหลักประกัน

นางสาวอากาธา โซห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ Covid-19 ในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการหยุดชะงักของกลไกต่าง ๆ ของประเทศ ‘ช้อปปี้’ ตระหนักเป็นอย่างดี และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งได้ผนึกกำลังกับ ‘ธนาคารกสิกรไทย’ ในการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้บริโภค ผ่านความร่วมมือในโครงการมากมาย และด้วยพันธกิจหลักของ ‘ช้อปปี้’ ที่มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี ประกอบกับความเป็นอีคอมเมิร์ซแพลทฟอร์มอันดับหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้ใช้งานทั่วประเทศ เราจึงเชื่อมั่นว่าเมื่อนำจุดแข็งของเรามาผนวกเข้ากับความแข็งแกร่งและความเป็นเลิศของธนาคารกสิกรไทย จะสามารถส่งผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์เชิงบวกออกไปในวงกว้าง และสามารถประคับประคองให้พี่น้องชาวไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยกัน”

Categorie: Thailandia

หุ้นไทยวันนี้ (25 พ.ค.) ปิดตลาดเช้า +9.43 จุด ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,313 จุด

ประชาชาติ - 11 ore 9 min fa

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (25 พ.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาดภาคเช้า อยู่ที่ระดับ 1,313.40 จุด ปรับขึ้น +9.43 จุด หรือคิดเป็น +0.72% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 27,209 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,302.12-1,315.17 จุดตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา

ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับขึ้น +5.67 จุด หรือ +0.65% อยู่ที่ 873.48 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 13,307 ล้านบาท (คิดเป็นราว 48.91% ของ SET)

10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุดช่วงเช้าที่ผ่านมา

1. BAM มูลค่าซื้อขาย 1,473.58 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.80 (+3.49%)
2. WHA มูลค่าซื้อขาย 1,152.84 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.14 (+4.67%)
3. STA มูลค่าซื้อขาย 1,144.10 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.50 (+2.20%)
4. GPSC มูลค่าซื้อขาย 911.39 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.25 (+1.62%)
5. AMATA มูลค่าซื้อขาย 866.87 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.60 (+4.44%)
6. TRUE มูลค่าซื้อขาย 801.95 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.02 (-0.54%)
7. SUPER มูลค่าซื้อขาย 752.82 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.09 (+13.64%)
8. GULF มูลค่าซื้อขาย 588.04 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-1.27%)
9. BGRIM มูลค่าซื้อขาย 576.50 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-0.93%)
10. CPALL มูลค่าซื้อขาย 553.13 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.25 (-0.36%)

ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +6.21 จุด หรือ +2.27% ในทิศทางเดียวกัน อยู่ที่ระดับ 279.88 จุด มูลค่าซื้อขาย 638.09 ล้านบาท

Categorie: Thailandia

จุดตายรัฐวิสาหกิจไทย “บรรยง” โพสต์คลิปที่ผู้นำทุบโต๊ะ “ไม่เอา”

ประชาชาติ - 11 ore 19 min fa

วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ได้นำเสนอ “คลิป” การจัดตั้ง ‘บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ’ และปัญหาของการบริหารรัฐวิสาหกิจ ความยาว 7 นาที ซึ่งเคยนำเสนอที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แล้วถูกผู้นำ “ทุบโต๊ะ” ปฏิเสธมาแล้ว

พร้อมเขียนบทความประกอบ เรื่อง “จุดตายรัฐวิสาหกิจไทย” ไว้ดังนี้

รัฐวิสาหกิจไทยมีปัญหามากมาย ที่มีกำไร ก็ล้วนมาจากการผูกขาด (Monopoly) หรือมีส่วนจากการผูกขาด ไม่ก็มีคู่แข่งน้อยราย (Oligopoly) แต่รายไหนที่ต้องแข่งกับเอกชน มีแต่ขาดทุนยับเยิน เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารที่เคยผูกขาด เคยทำกำไรได้สบายๆ แต่ประชาชนต้องใช้บริการที่ราคาแพง คุณภาพต่ำเตี้ยเมื่อเทียบกับนานาประเทศ แถมอัตคัตขาดแคลน ประชาชนคิดจะมีโทรศัพท์สักเครื่องต้องรอเป็นหลายปี จ่ายใต้โต๊ะวุ่นวาย แม้ต่อมาถึงยุคแบ่งสัมปทานไปให้เอกชนเข้ามาให้บริการด้วย (ซึ่งแท้ที่จริงก็คือการเอา ‘อำนาจผูกขาด’ ไปทะยอยแบ่งให้เช่าแก่เอกชน) ตัวเองที่ลงแข่งกับเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยก็ขาดทุนมากมาย ในขณะที่เอกชนกำไรมหาศาลรวยเอารวยเอา

หรือจะยกตัวอย่างกิจการด้านการขนส่ง ไม่ว่ารถไฟ รถเมล์ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่ผิวเผินดูเหมือนเป็นธุรกิจผูกขาด แต่แท้จริงต้องแข่งกับทางเลือกอื่นๆ เช่น รถไฟต้องแข่งกับสายการบินต้นทุนต่ำ (low-cost carriers) รถทัวร์ และรถบรรทุก รถเมล์ต้องแข่งกับรถร่วม รถแท็กซี่ ไปจนถึงวินมอเตอร์ไซด์ ผลปรากฏก็เลยล้วนขาดทุนบักโกรกเป็นหลักหมื่นล้านแสนล้านกันทั้งนั้น

อย่าง ‘การบินไทย’ รักคุณเท่าฟ้าก็เหมือนกัน เคยเป็นสายการบินชั้นนำของโลก มีกำไรต่อเนื่องมาช้านาน แต่พอถูกเปิดน่านฟ้าเสรี เปิดให้มีการแข่งขัน ซึ่งประชาชนอิ่มเอม ค่าเดินทางลดต่ำลง จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มพรวดจาก 10 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน ชาวบ้านตาสีตาสามีทางเลือกเดินทางมากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง ไฉน ‘ป้าม่วง’ ที่เคยยิ่งยงกลับกลายเป็นร่อแร่ ขาดทุนแทบทุกปีจนใกล้จะล้มละลาย

หลายคนชี้นิ้วไปที่นักการเมือง โดยเฉพาะการส่งกรรมการที่ ‘ไม่เก่ง’ (ไม่มีทักษะ) ‘ไม่ดี’ (โกง) ‘ไม่เกี่ยว’(ไม่มีประสบการณ์) มาบริหาร ทำให้รัฐวิสาหกิจร่อแร่

แต่มันเป็นแค่นั้นจริงหรือ…

ยกตัวอย่างการบินไทยที่กำลังโด่งดัง ถ้าไปดูรายชื่อกรรมการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นคนดี-คนเก่งจำนวนมากมาย เช่น นักวิชาการชั้นนำอย่างศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือข้าราชการชั้นยอดอย่าง ดร.เสนาะ อูนากูล ดร.พิสิฐ ภัคเกษม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คุณบัณฑิต บุณยะปาณะ ดร.อำพน กิตติอำพน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หรือนักธุรกิจนักการเงินระดับเหยียบเมฆ เช่น ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย คุณชาติศิริ โสภณพณิช ฯลฯ

ท่านเหล่านี้ล้วนได้รับการยอมรับในความเก่ง ความดี ความซื่อสัตย์ มีความสามารถครอบคลุมทุกๆ ด้านอย่างยากที่จะหาคณะใดในประเทศมาเทียบ แต่ถามว่าทำไมการบินไทยยังมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ขาดทุนต่อเนื่องยาวนานยิ่งกว่าสายการบินระดับเดียวกันทั่วโลก สรุปได้ว่าปัญหากรรมการ ‘ไม่เก่ง-ไม่ดี-ไม่เกี่ยว’ ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว

เมื่อ 6 ปีก่อนตอนที่มีรัฐประหารใหม่ๆ รัฐบาลคสช. ได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่เรียกกันเท่ๆ ว่า ‘ซูเปอร์บอร์ด’ และประกาศจะปฏิรูปขนานใหญ่ เริ่มตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน ปรึกษาผู้รู้ทั่วโลก เช่น World Bank OECD ADB จนได้ข้อสรุปว่าจะต้อง ‘ยกเครื่อง’ ระบบบรรษัทภิบาล (Governance)ที่ ใช้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง โดยคนร. ได้ทำข้อเสนอชัดเจน เป็นรูปธรรมออกมาเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติทั้งจากคนร. ครม. ผ่านการกลั่นกรองจากกฤษฎีกา และส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ตั้งแต่ปี 2559

หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของแผนปฏิรูปตามร่างกฎหมายนี้ ก็คือการจัดตั้ง ‘บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ’ ที่เรียกกันว่า Super Holding Company ขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘องค์กรเจ้าของ’ คอยกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ 13 แห่ง โดยมุ่งเน้นให้มีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปริมาณเพียงพอ ต้นทุนต่ำ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่มีการรั่วไหล และรักษากิจการให้ทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับที่เป็นสมบัติชาติ โดยแนวทางและหลักการของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินี้ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จ และมีข้อพิสูจน์เรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมาแล้วหลายๆ แห่งของโลก เช่น Temasek ของสิงคโปร์ Khazanah Nasional ของมาเลย์เซีย SCIC (The State Capital Investment Corporation) ของเวียตนาม หรือ SASAC (The State-owned Assets Supervision and Administration Commission of the State Council ) ของจีน

น่าเสียดาย ที่พอส่งร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาคนดี เหล่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสนช. ดูจะไม่เห็นด้วยที่จะมีการริดรอนอำนาจการบริหารจัดการที่เดิมอยู่ในมือของนักการเมืองและเหล่าข้าราชการลงไป ประกอบกับมีการประกาศต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอขาประจำที่อ้างความรักชาติ-สมบัติชาติเป็นเหตุผลไม้ตายเสมอมา ร่างกฎหมายก็เลยถูกตัดทอนสาระสำคัญออกไปเกือบทั้งหมด พอร่างกฎหมายนี้ผ่านเป็นพรบ.ออกมา ก็เลยกลายเป็นว่าแทบไม่มีการปฏิรูปใดๆ การควบคุมการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจทั้งหลายยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมืองและข้าราชการประจำดังเดิม

การปฏิรูปใหญ่ที่คสช. เคยประกาศประโคมว่าเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดการรั่วไหลในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ 56 แห่งที่ถือครองทรัพย์สินของประเทศอยู่กว่า 16 ล้านล้านบาท สุดท้ายก็เลยเป็นแค่ ‘ปะ-ติ-ลูบ’เหมือนการปฏิรูปอื่นๆ ในประเทศนี้ ที่พอไปแตะต้องกลุ่มอำนาจผลประโยชน์เดิมก็ล้วนแต่ดำเนินต่อไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนผลจะออกมาน่าผิดหวัง ย้อนไปในช่วงปี 2559ซึ่งทางผู้มีอำนาจยังแสดงเจตจำนงที่จะผลักดันให้การปฏิรูปให้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง ผมและท่านอื่นๆที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมาย (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่านเหล่านั้น เพราะในวันนี้ไม่แน่ใจว่าท่านต้องการให้เอ่ยถึงหรือไม่) ได้ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดกระแสต่อต้านตั้งแต่แรก จึงพยายามที่จะเดินสายชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ของการปฏิรูปนี้ให้แก่สื่อมวลชน สถาบันวิชาการ และแม้แต่พรรคการเมืองหลักทั้งสองฝ่าย ซึ่งปรากฎว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

น่าเสียดายพอเอาเข้าจริงเมื่อถึงเวลาแตกหักของการผลักดันระยะสุดท้าย ผู้นำที่ไม่ได้มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) ที่แข็งแรง และไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการจะทำ พอถูกทักโน่นทักนี่ก็เลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำเรื่องยากเอาง่ายๆ ทำแต่สิ่งเล็กน้อยเป็นเพียงลูบหน้าปะจมูกไป

จะอย่างไรก็แล้วแต่ ในช่วงเวลาของการเดินสายนั้นเอง ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ มีหน้าที่เตรียมการด้านต่างๆ ในการจัดตั้งองค์กร เช่น การทาบทามกรรมการและบุคลากรหลักเพื่อที่จะมาเริ่มบริหารองค์กรได้ในทันทีที่ผ่านกฎหมายออกมาได้สำเร็จ รวมถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจในแนวคิดการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยได้ไปขอความร่วมมือจากโปรดิวเซอร์และผู้กำกับระดับมือรางวัลที่ชำนาญการสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มาจัดทำคลิปเพื่อเผยแพร่โดยเขากรุณาไม่คิดค่าตัว คิดแต่เพียงค่าใช้จ่ายต้นทุนในการจัดทำ

เชื่อไหมครับ คลิปหนังดูสนุกเข้าใจง่าย ที่ทำแล้วเสร็จพร้อมที่จะใช้ประชาสัมพันธ์ทั้งในสื่อหลัก และโซเชียลมีเดียนี้ ได้มีโอกาสฉายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในการประชุมคนร. เพราะพอฉายเสร็จ ท่านผู้นำหัวโต๊ะซึ่งวันนั้นบังเอิญอารมณ์บ่จอย ไม่รู้หงุดหงิดอะไรมา ตบโต๊ะประกาศเลยว่า “ไม่เอาๆ ไม่ได้เรื่องเลย ทำไมไปตำหนิคนเขาเยอะแยะ เนื้อหาไม่สร้างสรรค์อะไรเลย โยนทิ้งไปเลย เดี๋ยวผมคิดผมเขียนให้ใหม่เองก็ได้ เอาแบบให้มันสร้างสรรค์ๆ” ซึ่งท่านคงกำลังนึกถึงเพลงของท่าน แล้วพอท่านว่าดังนั้นก็มีพลเอกท่านหนึ่งในที่ประชุมเสริมขึ้นมาเลย “ใช่ๆ ที่พวกคุณทำมานี่ ผิดพระราชบัญญัติธงชาติไทยด้วย รู้หรือเปล่า” “ผิดพระราชบัญญัติการจราจรด้วยรู้ไหม” พลเอกอีกท่านเสริมต่อ

นี่แหละครับประวัติน่าเวทนาของคลิปประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้เคยถูกฉายอีกเลย และสุดท้ายท่านผู้นำสุดครีเอทีฟก็ไม่เคยคิดการประชาสัมพันธ์อะไรออกมา ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะการปฏิรูปที่จบลงว่า “เราจะทำเหมือนเดิม” ย่อมไม่ต้องการการชี้แจงประชาสัมพันธ์ใดๆ

ในวันนี้ วันที่การบินไทยทำให้ทุกคนหันกลับมาสนใจการทำให้รัฐวิสาหกิจของเราแข่งขันได้ และรุ่งเรืองอีกครั้ง ผมในฐานะส่วนหนึ่งของคณะทำงานที่เคยทุ่มเทอย่างมากเพื่อให้เกิดการปฏิรูป และในฐานะประชาชนไทยที่ยังหวังว่าจะมีการปฏิรูปการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่าง ‘แท้จริง’ ในวันหนึ่งข้างหน้า และในฐานะที่เป็นเจ้าของคลิปนี้ เพราะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการจัดทำ โดยไม่เคยไปเบิกเลยแม้แต่บาทเดียว จึงขอถือโอกาสนี้เอาคลิปเก่านี้มาเผยแพร่ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจให้ท่านที่สนใจพอทราบหลักว่ารัฐวิสาหกิจที่ดีๆ นั้นเขาบริหารจัดการกันอย่างไร

จุดตายของรัฐวิสาหกิจไทย.รัฐวิสาหกิจไทยมีปัญหามากมาย ที่มีกำไร ก็ล้วนมาจากการผูกขาด (Monopoly) หรือมีส่วนจากการผูกขาด ไม่ก็มีคู่แข่งน้อยราย (Oligopoly) แต่รายไหนที่ต้องแข่งกับเอกชน มีแต่ขาดทุนยับเยิน เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารที่เคยผูกขาด เคยทำกำไรได้สบายๆ แต่ประชาชนต้องใช้บริการที่ราคาแพง คุณภาพต่ำเตี้ยเมื่อเทียบกับนานาประเทศ แถมอัตคัตขาดแคลน ประชาชนคิดจะมีโทรศัพท์สักเครื่องต้องรอเป็นหลายปี จ่ายใต้โต๊ะวุ่นวาย แม้ต่อมาถึงยุคแบ่งสัมปทานไปให้เอกชนเข้ามาให้บริการด้วย (ซึ่งแท้ที่จริงก็คือการเอา ‘อำนาจผูกขาด’ ไปทะยอยแบ่งให้เช่าแก่เอกชน) ตัวเองที่ลงแข่งกับเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยก็ขาดทุนมากมาย ในขณะที่เอกชนกำไรมหาศาลรวยเอารวยเอา.หรือจะยกตัวอย่างกิจการด้านการขนส่ง ไม่ว่ารถไฟ รถเมล์ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่ผิวเผินดูเหมือนเป็นธุรกิจผูกขาด แต่แท้จริงต้องแข่งกับทางเลือกอื่นๆ เช่น รถไฟต้องแข่งกับสายการบินต้นทุนต่ำ (low-cost carriers) รถทัวร์ และรถบรรทุก รถเมล์ต้องแข่งกับรถร่วม รถแท็กซี่ ไปจนถึงวินมอเตอร์ไซด์ ผลปรากฏก็เลยล้วนขาดทุนบักโกรกเป็นหลักหมื่นล้านแสนล้านกันทั้งนั้น.อย่าง ‘การบินไทย’ รักคุณเท่าฟ้าก็เหมือนกัน เคยเป็นสายการบินชั้นนำของโลก มีกำไรต่อเนื่องมาช้านาน แต่พอถูกเปิดน่านฟ้าเสรี เปิดให้มีการแข่งขัน ซึ่งประชาชนอิ่มเอม ค่าเดินทางลดต่ำลง จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มพรวดจาก 10 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน ชาวบ้านตาสีตาสามีทางเลือกเดินทางมากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง ไฉน ‘ป้าม่วง’ ที่เคยยิ่งยงกลับกลายเป็นร่อแร่ ขาดทุนแทบทุกปีจนใกล้จะล้มละลาย.หลายคนชี้นิ้วไปที่นักการเมือง โดยเฉพาะการส่งกรรมการที่ ‘ไม่เก่ง’ (ไม่มีทักษะ) ‘ไม่ดี’ (โกง) ‘ไม่เกี่ยว’(ไม่มีประสบการณ์) มาบริหาร ทำให้รัฐวิสาหกิจร่อแร่.แต่มันเป็นแค่นั้นจริงหรือ….ยกตัวอย่างการบินไทยที่กำลังโด่งดัง ถ้าไปดูรายชื่อกรรมการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นคนดี-คนเก่งจำนวนมากมาย เช่น นักวิชาการชั้นนำอย่างศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือข้าราชการชั้นยอดอย่าง ดร.เสนาะ อูนากูล ดร.พิสิฐ ภัคเกษม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คุณบัณฑิต บุณยะปาณะ ดร.อำพน กิตติอำพน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หรือนักธุรกิจนักการเงินระดับเหยียบเมฆ เช่น ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย คุณชาติศิริ โสภณพณิช ฯลฯ.ท่านเหล่านี้ล้วนได้รับการยอมรับในความเก่ง ความดี ความซื่อสัตย์ มีความสามารถครอบคลุมทุกๆ ด้านอย่างยากที่จะหาคณะใดในประเทศมาเทียบ แต่ถามว่าทำไมการบินไทยยังมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ขาดทุนต่อเนื่องยาวนานยิ่งกว่าสายการบินระดับเดียวกันทั่วโลก สรุปได้ว่าปัญหากรรมการ ‘ไม่เก่ง-ไม่ดี-ไม่เกี่ยว’ ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว.เมื่อ 6 ปีก่อนตอนที่มีรัฐประหารใหม่ๆ รัฐบาลคสช. ได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่เรียกกันเท่ๆ ว่า ‘ซูเปอร์บอร์ด’ และประกาศจะปฏิรูปขนานใหญ่ เริ่มตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน ปรึกษาผู้รู้ทั่วโลก เช่น World Bank OECD ADB จนได้ข้อสรุปว่าจะต้อง ‘ยกเครื่อง’ ระบบบรรษัทภิบาล (Governance)ที่ ใช้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง โดยคนร. ได้ทำข้อเสนอชัดเจน เป็นรูปธรรมออกมาเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติทั้งจากคนร. ครม. ผ่านการกลั่นกรองจากกฤษฎีกา และส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ตั้งแต่ปี 2559.หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของแผนปฏิรูปตามร่างกฎหมายนี้ ก็คือการจัดตั้ง ‘บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ’ ที่เรียกกันว่า Super Holding Company ขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘องค์กรเจ้าของ’ คอยกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ 13 แห่ง โดยมุ่งเน้นให้มีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปริมาณเพียงพอ ต้นทุนต่ำ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่มีการรั่วไหล และรักษากิจการให้ทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับที่เป็นสมบัติชาติ โดยแนวทางและหลักการของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินี้ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จ และมีข้อพิสูจน์เรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมาแล้วหลายๆ แห่งของโลก เช่น Temasek ของสิงคโปร์ Khazanah Nasional ของมาเลย์เซีย SCIC (The State Capital Investment Corporation) ของเวียตนาม หรือ SASAC (The State-owned Assets Supervision and Administration Commission of the State Council ) ของจีน.น่าเสียดาย ที่พอส่งร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาคนดี เหล่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสนช. ดูจะไม่เห็นด้วยที่จะมีการริดรอนอำนาจการบริหารจัดการที่เดิมอยู่ในมือของนักการเมืองและเหล่าข้าราชการลงไป ประกอบกับมีการประกาศต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอขาประจำที่อ้างความรักชาติ-สมบัติชาติเป็นเหตุผลไม้ตายเสมอมา ร่างกฎหมายก็เลยถูกตัดทอนสาระสำคัญออกไปเกือบทั้งหมด พอร่างกฎหมายนี้ผ่านเป็นพรบ.ออกมา ก็เลยกลายเป็นว่าแทบไม่มีการปฏิรูปใดๆ การควบคุมการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจทั้งหลายยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมืองและข้าราชการประจำดังเดิม.การปฏิรูปใหญ่ที่คสช. เคยประกาศประโคมว่าเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดการรั่วไหลในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ 56 แห่งที่ถือครองทรัพย์สินของประเทศอยู่กว่า 16 ล้านล้านบาท สุดท้ายก็เลยเป็นแค่ ‘ปะ-ติ-ลูบ’เหมือนการปฏิรูปอื่นๆ ในประเทศนี้ ที่พอไปแตะต้องกลุ่มอำนาจผลประโยชน์เดิมก็ล้วนแต่ดำเนินต่อไปไม่ได้.อย่างไรก็ตาม ก่อนผลจะออกมาน่าผิดหวัง ย้อนไปในช่วงปี 2559ซึ่งทางผู้มีอำนาจยังแสดงเจตจำนงที่จะผลักดันให้การปฏิรูปให้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง ผมและท่านอื่นๆที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมาย (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่านเหล่านั้น เพราะในวันนี้ไม่แน่ใจว่าท่านต้องการให้เอ่ยถึงหรือไม่) ได้ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดกระแสต่อต้านตั้งแต่แรก จึงพยายามที่จะเดินสายชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ของการปฏิรูปนี้ให้แก่สื่อมวลชน สถาบันวิชาการ และแม้แต่พรรคการเมืองหลักทั้งสองฝ่าย ซึ่งปรากฎว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี.น่าเสียดายพอเอาเข้าจริงเมื่อถึงเวลาแตกหักของการผลักดันระยะสุดท้าย ผู้นำที่ไม่ได้มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) ที่แข็งแรง และไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการจะทำ พอถูกทักโน่นทักนี่ก็เลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำเรื่องยากเอาง่ายๆ ทำแต่สิ่งเล็กน้อยเป็นเพียงลูบหน้าปะจมูกไป.จะอย่างไรก็แล้วแต่ ในช่วงเวลาของการเดินสายนั้นเอง ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ มีหน้าที่เตรียมการด้านต่างๆ ในการจัดตั้งองค์กร เช่น การทาบทามกรรมการและบุคลากรหลักเพื่อที่จะมาเริ่มบริหารองค์กรได้ในทันทีที่ผ่านกฎหมายออกมาได้สำเร็จ รวมถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจในแนวคิดการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยได้ไปขอความร่วมมือจากโปรดิวเซอร์และผู้กำกับระดับมือรางวัลที่ชำนาญการสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มาจัดทำคลิปเพื่อเผยแพร่โดยเขากรุณาไม่คิดค่าตัว คิดแต่เพียงค่าใช้จ่ายต้นทุนในการจัดทำ.เชื่อไหมครับ คลิปหนังดูสนุกเข้าใจง่าย ที่ทำแล้วเสร็จพร้อมที่จะใช้ประชาสัมพันธ์ทั้งในสื่อหลัก และโซเชียลมีเดียนี้ ได้มีโอกาสฉายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในการประชุมคนร. เพราะพอฉายเสร็จ ท่านผู้นำหัวโต๊ะซึ่งวันนั้นบังเอิญอารมณ์บ่จอย ไม่รู้หงุดหงิดอะไรมา ตบโต๊ะประกาศเลยว่า “ไม่เอาๆ ไม่ได้เรื่องเลย ทำไมไปตำหนิคนเขาเยอะแยะ เนื้อหาไม่สร้างสรรค์อะไรเลย โยนทิ้งไปเลย เดี๋ยวผมคิดผมเขียนให้ใหม่เองก็ได้ เอาแบบให้มันสร้างสรรค์ๆ” ซึ่งท่านคงกำลังนึกถึงเพลงของท่าน แล้วพอท่านว่าดังนั้นก็มีพลเอกท่านหนึ่งในที่ประชุมเสริมขึ้นมาเลย “ใช่ๆ ที่พวกคุณทำมานี่ ผิดพระราชบัญญัติธงชาติไทยด้วย รู้หรือเปล่า” “ผิดพระราชบัญญัติการจราจรด้วยรู้ไหม” พลเอกอีกท่านเสริมต่อ.นี่แหละครับประวัติน่าเวทนาของคลิปประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้เคยถูกฉายอีกเลย และสุดท้ายท่านผู้นำสุดครีเอทีฟก็ไม่เคยคิดการประชาสัมพันธ์อะไรออกมา ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะการปฏิรูปที่จบลงว่า “เราจะทำเหมือนเดิม” ย่อมไม่ต้องการการชี้แจงประชาสัมพันธ์ใดๆ.ในวันนี้ วันที่การบินไทยทำให้ทุกคนหันกลับมาสนใจการทำให้รัฐวิสาหกิจของเราแข่งขันได้ และรุ่งเรืองอีกครั้ง ผมในฐานะส่วนหนึ่งของคณะทำงานที่เคยทุ่มเทอย่างมากเพื่อให้เกิดการปฏิรูป และในฐานะประชาชนไทยที่ยังหวังว่าจะมีการปฏิรูปการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่าง ‘แท้จริง’ ในวันหนึ่งข้างหน้า และในฐานะที่เป็นเจ้าของคลิปนี้ เพราะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการจัดทำ โดยไม่เคยไปเบิกเลยแม้แต่บาทเดียว จึงขอถือโอกาสนี้เอาคลิปเก่านี้มาเผยแพร่ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจให้ท่านที่สนใจพอทราบหลักว่ารัฐวิสาหกิจที่ดีๆ นั้นเขาบริหารจัดการกันอย่างไร.ขอเชิญทัศนาครับ…

โพสต์โดย Banyong Pongpanich เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2020

Categorie: Thailandia

โควิดคืนชีพธุรกิจยุค 50 “โรงหนังไดรฟ์อิน” กลับมาฮิต

ประชาชาติ - 11 ore 30 min fa
คอลัมน์ Market Move

แม้ไวรัสโควิด-19 จะทำให้หลายธุรกิจต้องสะดุด แต่อีกด้านหนึ่งวิกฤตครั้งนี้กลับช่วยให้ธุรกิจที่ใกล้จะล้มหายกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง

หนึ่งในนั้นคือ โรงภาพยนตร์ไดรฟ์อิน (drive-in cinema) ที่ผู้ชมจะขับรถเข้าไปจอดเพื่อชมภาพยนตร์บนจอขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในลานกว้างกลางแจ้ง คล้ายกับหนังกลางแปลงในบ้านเรา

โรงหนังไดรฟ์อินเคยเฟื่องฟูมากในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายยุค ค.ศ. 1950s หรือประมาณ พ.ศ. 2498-2503 และ ณ จุดสูงสุดในปี 2501 ทั่วสหรัฐอเมริกามีจำนวนจอมากถึง 4,063 จอ แต่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วมีเหลืออยู่เพียงประมาณ 549 จอ จากโรงหนังไดรฟ์อิน 305 แห่งเท่านั้น เพราะพ่ายแพ้ให้กับความสะดวกสบายของโรงภาพยนตร์สมัยใหม่ และความบันเทิงนอกบ้านรูปแบบอื่น ๆ

แต่การระบาดของโควิด-19 ที่บังคับให้โรงภาพยนตร์ธรรมดาทุกแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว ได้ช่วยปลุกความนิยมของโรงภาพยนตร์แบบไดรฟ์อินขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยข้อได้เปรียบที่ผู้ชมจะนั่งในรถของตนเอง จึงตอบโจทย์มาตรการรักษาระยะห่าง หรือ social distancing ได้เป็นอย่างดี

นอกจากในสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินผุดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ด้วย เช่น กรุงดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถึงการกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งของธุรกิจโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินว่า จำนวนยอดขายตั๋วของบรรดาโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา บางแห่งยอดขายเพิ่มเท่าตัว และสามารถขายตั๋วได้หมดในไม่กี่นาที

“โจส แฟรงก์” เจ้าของโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อิน “บลูสตาร์ไลต์” ที่มี 2 สาขาในรัฐเทกซัส กล่าวว่า ตั๋วของสาขาที่เปิดอยู่สามารถขายหมดได้อย่างรวดเร็ว และยังมีดีมานด์เหลือจนต้องเพิ่มรอบ พร้อมเตรียมขยายไลน์ธุรกิจทั้งเพิ่มภาพยนตร์อินดี้ และภาพยนตร์สั้นจากงานเซาท์บายเซาท์เวสต์ (SXSW) การแสดงสดเดี่ยวไมโครโฟน ไปจนถึงงานอีเวนต์อื่น ๆ จากเดิมที่ฉายเพียงภาพยนตร์คลาสสิก เพื่อรับดีมานด์ช่วงศูนย์ประชุม-โรงละครถูกปิด

เชื่อว่าดีมานด์ในธุรกิจนี้น่าจะสูงไปอีก 1-2 ปี เพราะแม้โรงภาพยนตร์ธรรมดาจะกลับมาเปิด แต่ผู้บริโภคน่าจะยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย อีกทั้งยังมีอุปสรรคเรื่องมาตรการระยะห่างที่อาจทำให้การใช้บริการยุ่งยากมากขึ้น ทำให้โรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

สอดคล้องกับ “จอน วัสกี” เจ้าของโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินในรัฐฟลอริดา ที่กล่าวว่า ในช่วงนี้ของปีมักจะมีตั๋วเหลือทุกรอบ แต่ปีนี้วันศุกร์และเสาร์ คนเต็มจนต้องปฏิเสธลูกค้าไปจำนวนหนึ่ง หลายคนขับรถมาไกล 2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ที่สำคัญ โรงหนังไดรฟ์อินเกือบทุกแห่งก็ได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโรค เช่น จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ เพิ่มระยะห่างระหว่างจุดจอดรถแต่ละคัน ให้พนักงานใส่อุปกรณ์ป้องกัน ห้ามผู้ชมลงจากรถโดยไม่จำเป็น ฯลฯ หลายรายเร่งเสริมจุดขายใหม่ ๆ เช่น สตาร์ไลต์ไดรฟ์อินเร่งพัฒนาระบบให้ผู้ชมสามารถสั่งอาหาร-เครื่องดื่มผ่านเอสเอ็มเอส หรือโทรศัพท์ได้อีกด้วย

จากข้อมูลของสมาคมเจ้าของโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อิน (United Drive-In Theatre Owners Association-UDITOA) ระบุเมื่อเดือนมีนาคมว่า สหรัฐอเมริกามีโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินที่ยังเปิดให้บริการอยู่ประมาณ 30 แห่ง จาก 305 แห่ง เนื่องจากบางรัฐสั่งปิดโรงภาพยนตร์ชนิดนี้ด้วย แต่มีแนวโน้มว่าหลังจากนี้ผู้ให้บริการจะทยอยกลับมาเปิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว เมืองดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่โรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินกำลังได้รับความนิยม หลังเชนโรงภาพยนตร์ “วีโอเอ็กซ์ ซีเนม่า” (VOX Cinema) ตัดสินใจใช้ลานจอดรถชั้นดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้ามอลล์ ออฟ ดิ เอมิเรตส์ (Mall of the Emirates) เป็นโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินที่สามารถรองรับรถยนต์ได้ 75 คัน สนนค่าตั๋วพร้อมป๊อปคอร์น ขนมและเครื่องดื่มประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อคัน

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ในห้วงวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งนี้ย่อมมีโอกาสเสมอ และวิกฤตครั้งนี้ก็ช่วยต่อลมหายใจให้กับธุรกิจโรงหนังไดรฟ์อินที่กำลังจะหายไปจากวงการให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกคำรบหนึ่ง

Categorie: Thailandia

เปิดไทม์ไลน์ ผู้ติดเชื้อ “โควิด” ย่านประชาชื่น

ประชาชาติ - 11 ore 41 min fa

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 ราย สะสม 3,042 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย สะสม 57 ราย หายป่วยแล้ว 2,928 ราย ยังรักษาอยู่โรงพยาบาล 57 ราย

ทั้งนี้ผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย รายที่ 1 สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ เป็นผู้ป่วยหญิง สัญชาติจีน อายุ 46 ปี เป็นภรรยาของผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ สัญชาติอิตาลี ได้เข้ามาใน จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. พร้อมครอบครัวรวม 5 คน เพื่อพาลูกมาเรียนว่ายน้ำ ต่อมาวันที่ 30 มี.ค.ย้ายมาพักที่ตำบลเชิงทะเล เนื่องจากกลับประเทศไม่ได้ และตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 24 พ.ค.(ไม่มีอาการ)

รายที่ 2 ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้า State Quarantine เป็นเพศหญิง อายุ 55 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางกลับมาจากประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 20 พ.ค. และเข้า State Quarantine ที่ จ.ชลบุรี และตรวจพบเชื้อ เมื่อวันที่ 4 พ.ค.(ไม่มีอาการ)

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับไทม์ไลน์ของผู้ป่วยชายไทย อายุ 72 ปี กทม. สวมหน้ากากตลอด เริ่มตั้งตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. รับยาเคมีบำบัดที่รพ.รัฐแห่งหนึ่ง 7 พ.ค.ไปทำ bone scan ที่ รพ.รัฐแห่งที่สอง 8 พ.ค.ไปรับผล bone scan ที่รพ.รัฐแห่งที่สอง นำผลไปให้แพทย์ที่รพ.รัฐแห่งที่หนึ่ง (ใช้เวลา 5 นาที)

12 พ.ค.ไปเจาะเลือดที่ รพ.รัฐแห่งที่หนึ่ง (ใช้เวลา 10 นาที) 14 พ.ค.ไปทำ CT ที่ รพ.รัฐแห่งที่หนึ่ง (แผนกไอแมค) ใช้เวลา 1 ชั่วโมง (สวม mask ยกเว้นช่วงดื่ม contrast ประมาณ 5 นาที) วันที่ 15 พ.ค.ไปตลาดแห่งหนึ่ง ใน จ.นนทบุรี 16 พ.ค.ไปตรวจที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ช่วงเช้า

17 พ.ค.เริ่มมีอาการหนาวสั่น อ่อนเพลีย 18 พ.ค.ช่วงเช้าตรวจรับยา รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง รับประทานอาหารร้านแห่งหนึ่ง ไปร้านตัดผม ช่วงบ่ายเข้าตรวจที่ รพ.เอกชนแห่งที่หนึ่ง 23.30 น. เริ่มมีอาการไข้ หนาวสั่น ไอ เรียกรถรอพยาบาล รพ.เอกชนแห่งที่สองรับที่บ้าน และ 20 พ.ค.ย้ายไปรับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์จักรีนฤบดินทร์

ทั้งนี้ ตั้งแต่ 30 เม.ย.- 14 พ.ค. เป็นช่วงเวลาโอกาสในการรับเชื้อแล้วป่วยของผู้ป่วยระยะฟักตัว 2-14 วัน และตั้งแต่วันที่ 17 – 20 พ.ค. เป็นช่วงระยะเวลาการติดต่อไปยังผู้อื่นกรณีสัมผัสใกล้ชิด

“ถ้าท่านสงสัยว่าอยู่ในช่วงเวลาไทม์ไลน์ดังกล่าว ให้มารับการตรวจได้ทันที โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”นพ.ทวีศิลป์กล่าว

Categorie: Thailandia

หนุ่มเมืองจันท์ : โชคดีที่เคยโชคร้าย

ประชาชาติ - 11 ore 41 min fa
คอลัมน์ Market-think โดย สรกล อดุลยานนท์

คนที่เคยเผชิญกับวิกฤตลอยตัวค่าเงินบาทปี 2540

หลายคนบอกว่า “โชคร้าย”

อยู่ดี ๆ เป็นหนี้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวแค่ข้ามคืน

วันนั้นเขาเหนื่อยมากว่าจะกอบกู้ธุรกิจให้กลับมา

ทุกคนได้บทเรียนจากวันนั้น เป็นบทเรียนที่จำไม่ลืม

คนที่เคยผ่านวิกฤตปี 2540 ส่วนใหญ่จะรู้เลยว่าอย่ากู้เงินเกินตัว

ให้เล่นตามหน้าตัก

บางบริษัทถึงขั้นไม่กู้เงินอีกเลย มีเท่าไรใช้เท่านั้น

บางบริษัทยังกู้เงินขยายงานอยู่ แต่ระวังมากกว่าเดิม

เมื่อเจอวิกฤตไวรัสโควิด-19 หลายคนขอบคุณ “โชคร้าย” เมื่อปี”40

เขากลายเป็นคน “โชคดี” เพราะมีบทเรียนมาก่อน ทำให้ระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน

และได้เรียนรู้แบบ “เล่นจริง เจ็บจริง” ว่า วิกฤตแบบนี้ควรจะทำอะไรก่อน

1-2-3-4

อย่าแปลกใจที่ “แสนสิริ” จะออกแคมเปญ “อยู่ฟรี 2 ปี” เพื่อระบายสต๊อกโกยเงินสดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน

กลุ่มไมเนอร์ระดมเงินจากตลาดทั้งเพิ่มทุน ออกหุ้นกู้ 25,000 ล้านบาท ทั้งที่มีกระแสเงินสดในมือไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท

ฯลฯ

คนที่ผ่านวิกฤตปี 2540 รู้ว่า

“เงินสด” คือ “พระเจ้า” อย่างแท้จริงในช่วงเวลานี้

อย่าคิดหวังพึ่งแบงก์เป็นอันขาด

เพราะไม่รู้ว่าถึงเวลาที่มีปัญหา แบงก์จะปล่อยกู้ให้หรือเปล่า

เอาเงินสดมาตุนไว้ในกระเป๋าก่อนดีที่สุด

ใครเริ่มก่อนได้เปรียบ เพราะตลาดยังมีเงินอยู่

และคนยังงง ๆ

ถ้าไม่ซื้อตอนนี้กลัวพลาด

คนที่ไม่มีประสบการณ์เมื่อปี”40 จะคิดเยอะ กว่าจะตัดสินใจอาจจะช้าไป

และช่วงนั้นเงินในตลาดอาจร่อยหรอ

หรือคนแห่ขายของแบบโละสต๊อกเยอะมาก

ดีมานด์น้อย ซัพพลายก็มาก

แบบนี้จะเหนื่อย

“เวลา” มี “ราคา” ครับ

ในขณะเดียวกัน ผมได้ข่าวว่าบริษัทใหญ่หลายแห่งที่มี “เงินสด” จากการระดมทุนในช่วงเวลาไม่นานนัก

เงินในกระเป๋าเพียบ

เขาเริ่มปรับแผนใหม่

โครงการต่าง ๆ ที่เคยคิดว่าจะลงทุนใหม่ จะพับไว้ก่อน

แต่เริ่มมองหาธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ดี ๆ ที่มีปัญหา

บางแบรนด์กำลังเติบโต แต่มาสะดุดเพราะโควิด

สายป่านไม่ยาว

เจอกระตุกกระแสเงินสดนิดเดียวซวนเซเลย

ถ้าในเวลาปกติคงยากที่จะคุย

แต่วันนี้คุยง่ายขึ้น

อย่างน้อยการเสนอซื้อหรือร่วมทุนในเวลานี้ ไม่ใช่ “คำหยาบคาย”

แต่เหมือนเป็น “น้ำใจ”

เพราะตอนนี้ ใครที่มี “เงินสด”

การลงทุนใหม่ คือ “ความเสี่ยง”

เพราะไม่รู้ว่าลงทุนไปแล้ว จะขายได้หรือเปล่า

แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น “ซื้อ” กิจการที่มีอยู่แล้ว

มีแบรนด์ มีลูกค้า

พิสูจน์ตัวเองเรียบร้อยแล้ว

แบบนี้ความเสี่ยงต่ำกว่าลงทุนใหม่

เพราะที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่ากิจการนี้ไปได้หรือไม่ได้

ที่เขาสะดุดตอนนี้เพราะสายป่านสั้น

ถ้ายืดลมหายใจให้เขา พอเศรษฐกิจฟื้น ธุรกิจนี้ไปได้แน่นอน

แบบนี้น่าลงทุน

ผมได้ยินข่าวเรื่องค้าปลีกขนาดใหญ่บางราย หรือธุรกิจร้านอาหารขนาดใหญ่ ฯลฯ คิดเรื่องนี้อยู่

ส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ตอนนี้เริ่มมีแย็บ ๆ กับบางแห่งบ้างแล้ว

หรือบางรายที่ระดมเงิน เก็บกระสุนดินดำไว้เยอะ ๆ

ตอนแรกอาจคิดแบบป้องกันตัวเอง

แต่ถ้าพักหนึ่งรู้สึกว่าใช้กระสุนแค่ครึ่งเดียวก็พอ

กระสุนอีกครึ่งหนึ่งก็จะเปลี่ยนมาเป็นการซื้อธุรกิจที่ดี แต่มีปัญหา

เราคงได้เห็นกันในช่วงวิกฤตนี้

เพราะคนที่เคยผ่านวิกฤตมาก่อน พอมองออกว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น

คนที่ “โชคร้าย” ในวันก่อน

กลายเป็นคนที่ “โชคดี” ในวันนี้

Categorie: Thailandia

สรุปตารางเรียนออนไลน์ ม.1-6 DLTV วันจันทร์ที่ 25 พ.ค. 2563

ประชาชาติ - 12 ore 53 sec fa

สรุปตารางเรียนออนไลน์ ผ่านสถานี DLTV สำหรับชั้น มัธยมศึกษา ประจำวันวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

นักเรียนที่ต้องการทดลองเรียนทางไกล ผ่านสถานีโทรทัศน์ DLTV ซึ่งสามารถรับชมออนไลน์ได้ ผ่านทั้งเว็บไซต์ของ DLTV และทางยูทูบ (YouTube) ตามลิ้งค์ของแต่ระดับชั้นปีด้านล่างนี้

ทั้งนี้ การเรียนการสอนของนักเรียนระดับชั้น ม.1-6 จะเริ่มตั้งแต่เวลา 8:30 – 12:30 น. ทุกวัน ก่อนที่จะฉายซ้ำ (Rerun) สองรอบต่อวันในช่วง 14:30 – 18:30 น. และ 20:30 – 23:30 น.

มัธยมศึกษาปีที่ 1

ตารางเรียนวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. ของนักเรียน ม.1

มัธยมศึกษาปีที่ 2

ตารางเรียนวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. ของนักเรียน ม.2

มัธยมศึกษาปีที่ 3

ตารางเรียนวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. ของนักเรียน ม.3

 

มัธยมศึกษาปีที่ 4

ตารางเรียนวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. ของนักเรียน ม.4

มัธยมศึกษาปีที่ 5

ตารางเรียนวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. ของนักเรียน ม.5

มัธยมศึกษาปีที่ 6

ตารางเรียนวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. ของนักเรียน ม.รอบวัน

Categorie: Thailandia