ประชาชาติ

Abbonamento a feed ประชาชาติ ประชาชาติ
เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว
Aggiornato: 27 min 52 sec fa

ด่วน! การบินไทย ตั้งบอร์ดใหม่ 4 คน

7 ore 2 min fa

ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้งบอร์ดใหม่ 4 คน มีผลตั้งแต่วันนี้

วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.การบินไทย (THAI) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ตั้งกรรมการบริหารใหม่ 4 คน ประกอบด้วย

  1. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ แทน นายปิติพันธ์ เทพปฏิมากรณ์
  2. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ แทน นายพินิจ พัวพันธ์
  3. นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ แทน นางปราถนา มงคลกุล
  4. นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ แทน นางสาวศิริกุล เลากัยกุล

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

Categorie: Thailandia

ร้านเคมีตจว.เร่งล้างสต๊อกพาราควอต กฎหมายแบน1มิ.ย.63หวั่นลักลอบนำเข้าขายใต้ดิน

7 ore 6 min fa

ร้านเคมีเกษตรต่างจังหวัดเร่งเคลียร์สต๊อก “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” ขานรับประกาศแบน ลงราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ 1 มิ.ย. 63 เอเย่นต์รายใหญ่เผยหวั่นร้านค้าปลีกเคมีสต๊อกบวม เกษตรกรนำสินค้ามาคืน พร้อมชี้สารทดแทน “กลูโฟซิเนต” เกษตรกรไม่นิยมใช้ เหตุแพงกว่าพาราควอต 5 เท่า ประสิทธิภาพสู้พาราควอตไม่ได้ หวั่นถึงมีกฎหมายห้ามขาย แต่คาดจะมีลักลอบขายใต้ดิน เหมือนหลายสารเคมีที่ถูกแบน แต่ยังมีขายเกลื่อนอยู่

นับเป็นเวลากว่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 60 ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง “มีมติให้ยกเลิก” การใช้ “พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส” และเตรียมกำหนดการใช้ “ไกลโฟเซต” เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเป็นสารที่อาจก่อมะเร็ง แต่เรื่องดังกล่าวถูกดึงยืดเยื้อกันมาอย่างยาวนาน ผ่านมาหลายรัฐมนตรี จนในที่สุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ลงนามโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศแบน “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” ขึ้นบัญชีวัตถุอันตราย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 63 เป็นต้นไป ส่วนไกลโฟเซตนั้นมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่นายสุริยะเป็นประธานได้ลงมติยกเลิกการแบนและเปลี่ยนมาเป็นมาตรการจำกัดการใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 62

นายวิสุทธิ์ นพพันธ์ ผู้จัดการ บริษัท จันทบุรีคลังเกษตร จำกัด อ.มะขาม จ.จันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางร้านยังมีสต๊อกของพาราควอต คลอไพริฟอส ที่จะถูกห้ามจำหน่ายและมีไว้ในครอบครอง ตามวัตถุอัตรายประเภทที่ 4 คาดว่าจะระบายออกไม่ทันเพราะเหลือระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน ปกติเดือนมีนาคม-เมษายนจะมีฝนตกแล้ว ชาวสวนจะเริ่มพ่นยาฆ่าหญ้า แต่ปีนี้เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งยาวนานถึงเดือนพฤษภาคม บางแห่งยังมีภัยแล้งอยู่ทำให้การจำหน่ายให้เกษตรกรต้องยืดระยะเวลาการใช้ออกไป

ส่วนสารทดแทนพาราควอตคือ กลูโฟซิเนต เกษตรกรใช้อยู่แล้วเพียงแต่ยังมีปริมาณน้อย ขายไม่ดีเพราะเทียบราคา ปริมาณที่ใช้ต้นทุนแพงกว่าถึง 5 เท่า หากต้องเคลียร์สต๊อกจริง ๆ ก่อนกฎหมายบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จะต้องปรึกษากับบริษัทแม่เพื่อส่งไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าเพราะร้านจำหน่ายกับชาวสวนคงไม่กล้าเสี่ยงเก็บสต๊อกไว้แน่นอน เพราะบทลงโทษรุนแรง

แหล่งข่าวจากร้านจำหน่ายเคมีภัณฑ์แห่งหนึ่งใน ต.เนินสูง จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า ทางร้านเหลือสารเคมีพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสอยู่ปริมาณน้อยมาก มั่นใจว่าสามารถเคลียร์สต๊อกได้หมดก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้แน่นอน เพราะส่วนใหญ่จะใช้ในพืชไร่เป็นจำนวนมาก จันทบุรีส่วนใหญ่เป็นพืชสวน เพราะตอนนี้ชาวสวนส่วนใหญ่หันมาใช้วิธีตัดหญ้า ยกเว้นที่สูง มีหิน เนินเขา ส่วนสารกลูโฟตซิเนตที่จะทดแทนพาราควอตนั้น เกษตรกรยังไม่นิยมเนื่องจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ คุณภาพการกำจัดหญ้าพาราควอตใช้ดีกว่า ส่วนกลูโฟซิเนตใช้แล้วหากฝนตกต้องเว้นระยะ 6-8 ชั่วโมง มิฉะนั้นยาจะไม่ได้ผล แต่พาราควอตแม้มีฝนตกชุกพ่นได้ ใบหญ้าจะแห้งตาย และต้นทุนกลูโฟซิเนตสูงถึงลิตรละ300 บาท อัตราการใช้ยา 1 ลิตรครึ่งต่อน้ำ 200 ลิตร และการพ่นต้องพ่นอาบใบที่ต้องใช้ปริมาณสิ้นเปลืองมากกว่า เปรียบเทียบกับการใช้พาราควอตลิตรละ 150 บาท อัตราการใช้ยา 1 ลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร ดังนั้น การทำตลาดด้วยการลดราคาคงยากเพราะพาราควอตอยู่ในความนิยมแล้ว มีคุณภาพกำจัดหญ้าได้ดีกว่า ส่วนคลอร์ไพริฟอสมีสารทดแทนได้ดีกว่าจำนวนมากและราคาใกล้เคียงกันไม่มีปัญหา

“ต่อไปพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสจะมีการนำมาจำหน่ายใต้ดินได้หรือไม่ มีตัวอย่างหลาย ๆ สารที่ถูกแบนไปแล้ว ยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้ามาขายอยู่ แต่สารเคมีพาราควอตน่าจะยุ่งยากกว่าเพราะเป็นน้ำต่างจากสารเคมีบางชนิดเป็นผง”

ด้านนายจักรพงศ์ ลิ่มศิวิไล เจ้าของร้านกระบี่การเกษตร จังหวัดกระบี่กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งคืนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปยังบริษัทแม่ทั้งหมดแล้ว เนื่องจากกฎหมายให้จำหน่ายได้ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2563 และเชื่อว่าหลายร้านขายสินค้าทางการเกษตรของจังหวัดกระบี่คงจะมีการคืนสารทั้ง 2 ชนิดทั้งหมดแล้วเช่นกัน โดยมีสารกลูโฟซิเนตมาจำหน่ายแทน ไม่ใช่ของไบเออร์ แต่เป็นสินค้าจากประเทศจีนที่มีราคาถูกกว่า ราคาอยู่ที่ 250 บาทต่อลิตร

ด้านนายปราโมทย์ นิลมน เจ้าของร้านดินแดงการเกษตร อ.ลำทับ จ.กระบี่กล่าวว่า ทางร้านได้คืนสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปทั้งหมดแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากขายไม่ค่อยได้เนื่องจากปีนี้มีภาวะฝนทิ้งช่วงมายาวนาน ขณะนี้กำลังรอสารตัวใหม่เข้ามาจำหน่ายแทน เพราะเชื่อว่าหลังจากฝนตกลงมาแล้ววัชพืชเริ่มขึ้น สารฆ่าหญ้าเหล่านี้จะขายดี

แหล่งข่าวจากเอเย่นต์ขายส่งเคมีเกษตรรายใหญ่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันทางบริษัทมีเครือข่ายร้านสารเคมีรายใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือประมาณ 80% กระจายตามจังหวัดต่าง ๆ รวมประมาณ 200 ราย เป็นผู้ประกอบการรายเล็กประมาณ 20% ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้เตรียมตัวรับนโยบายดังกล่าวมานานแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะมีการส่งรายงานสต๊อกสินค้าให้กับกรมวิชาการเกษตรทุกวันที่ 15 และวันที่ 30 ของทุกเดือนอยู่แล้ว โดยผู้ประกอบการทั้งหมดเหลือสต๊อกอยู่ประมาณ 10-20% เท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบกับทางร้านค้าและเกษตรกร เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้ตามฤดูกาล ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือร้านค้า โดยจะไม่โยนภาระให้เกษตรกรหากเกษตรกรนำสินค้ามาคืน ทางร้านต้องดูว่าสต๊อกเหลือมากน้อยจะสามารถช่วยได้อย่างไร ผลกระทบรุนแรงมากเพียงใด เพราะปกติซื้อแบบขายขาด แต่การจะให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบที่เหลือทั้งหมดก็คงไม่ไหว

ตอนนี้ปลายทางยังไม่เกิดเราก็ยังมองภาพไม่ออก หากร้านค้าคืนสินค้ามาเยอะทางผู้ประกอบการก็ต้องเข้าไปคุยกับกรมวิชาการเกษตรให้เห็นใจ ขอผ่อนผันการใช้ออกไปอีก 1 ฤดูกาลปลูกประมาณ 3-6 เดือน ถ้าทำแบบนี้ผู้ประกอบการ ร้านค้า เกษตรกรจะไม่ได้รับผลกระทบมาก อีกทั้งเราก็จะไม่ได้เสียเงินกับการนำเงินหมื่นกว่าล้านมากำจัดสารเหล่านี้ อีกทั้งยังเป็นมลพิษทางอากาศ คิดว่าควรนำสินค้าที่เหลือเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะตอนนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว เกษตรกรจะได้นำไปใช้ในการกำจัดหญ้า คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดี”

ปัจจุบันราคาสินค้าไม่สามารถควบคุมได้ ยิ่งมีกระแสการแบนทางร้านค้าก็คงจะขายขาดทุนดีกว่าเสียเงินค่าใช้จ่ายในการครอบครอง ส่วนสารที่จะมีทดแทนตอนนี้คือ กลูโฟติเนต แต่ยังไม่ตอบโจทย์ 100% ซึ่งสารเคมีชนิดนี้ใช้งานไม่ได้กับพืชบางชนิด เช่น มันสำปะหลัง เป็นต้น โดยเกษตรกรยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้สารพาราควอต อีกทั้งสินค้ายังราคาสูงประมาณ 250-350 ต่อลิตร เกษตรกรมองว่าไม่คุ้มต่อการลงทุน

Categorie: Thailandia

ประชุม RCEP มีลุ้น อินเดีย เข้าร่วมตกลงมิ.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าลงนามปลายปี

7 ore 14 min fa

การประชุมคณะกรรมการเจรจา RCEP เผยพร้อมเตรียมประชุมรัฐมนตรี RCEP พิจารณาเปิดโอกาสให้อินเดียกลับเข้าร่วมความตกลงฯ เดือนมิถุนายนนี้ คาดลงนามได้ตามเป้าในปลายปี 2563

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยในการเจรจา RCEP เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการเจรจา RCEP ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่างวันที่ 15-20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าที่ประชุมสามารถขัดเกลาทุกประเด็นในความตกลง RCEP เกือบครบแล้ว ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา เนื่องจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สมาชิกได้ประชุมผ่านระบบทางไกลในประเด็นคงค้างเกือบทุกสัปดาห์ ทำให้การเจรจามีความคล่องตัวและคืบหน้ามาก

สำหรับเอกสารที่สมาชิก 15 ประเทศ ได้ยื่นถึงอินเดีย เพื่อตอบประเด็นที่อินเดียเรียกร้อง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ยังรออินเดียพิจารณาเอกสารดังกล่าว โดยสมาชิกยังคงเดินหน้าเตรียมลงนามความตกลง RCEP ในปลายปีนี้ ตามแผนที่ผู้นำประกาศไว้ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะจัดการประชุมสมัยพิเศษในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับเตรียมประเด็นการประชุมรัฐมนตรี RCEP เพื่อพิจารณากลไกที่จะเปิดโอกาสให้อินเดียกลับเข้าร่วมความตกลงฯ ในเดือนมิถุนายนเช่นกัน

ขณะนี้สมาชิกได้ขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมายเสร็จแล้ว 11 บท จาก 20 บทของความตกลงฯ โดยจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากนั้นประเทศสมาชิกจะดำเนินกระบวนการภายในสำหรับลงนามความตกลงร่วมกันในการประชุมผู้นำ RCEP ครั้งที่ 4 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่เวียดนาม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะเผยแพร่ผลการเจรจา RCEP ให้ทุกภาคส่วนได้ทราบถึงประโยชน์และข้อผูกพันของไทยในทันทีที่ความตกลงฯ เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้หารือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบความคืบหน้าของการประชุมมาโดยตลอด

Categorie: Thailandia

โควิดทุบรายได้กทม.วูบยาวถึงปี’65 ดึงเอกชนลงทุนแทน”รถไฟฟ้า-บำบัดน้ำเสีย”แสนล.

7 ore 16 min fa

พิษเศรษฐกิจในนอก-โควิดรุมเร้า ทุบรายได้ กทม.วูบ 1.5 หมื่นล้าน เก็บภาษีไม่เข้าเป้า เลื่อนเก็บค่าขยะ ภาษีที่ดินใหม่ หั่นเป้าทั้งปี’63 จาก 8.3 หมื่นล้าน เหลือ 6.8 หมื่นล้าน รื้อแผนปี’64-65 คัดโครงการเกิน 500 ล้าน เปิดให้เอกชนลงทุน PPP แสนล้าน โรงบำบัดน้ำเสีย รถไฟฟ้า

แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้รับรายงานจากสำนักการคลัง คาดการณ์ว่ารายได้ของ กทม. ประจำปีงบประมาณ 2563 จะจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 15,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18.07% จากเป้า 83,000 ล้านบาท ปรับลดเหลือ 68,000 ล้านบาท

เศรษฐกิจโลก-โควิดทุบรายได้วูบ

เนื่องจากจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยชะลอตัวตามไปด้วย ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในการจัดเก็บภาษี จาก พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2475 เป็น พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2562 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ กทม.เป็นอย่างมาก

“ต้องปรับเป้ารายได้และการใช้งบประมาณใหม่ เพราะยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วยังเก็บได้ตามที่ประมาณการไว้ใหม่หรือไม่ โดยเป้าเดิม 83,000 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้ กทม.จัดเก็บเอง ประมาณ 20,500 ล้านบาท และเป็นรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ ประมาณ 62,500 ล้านบาท”

เลื่อนเก็บค่าขยะ-ภาษีที่ดินฯ

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนและมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ที่ทำให้รายได้ที่ กทม.จัดเก็บเองลดลง เช่น การเลื่อนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะออกไปเป็นวันที่ 1 ต.ค. 2563 การปรับปรุงรายละเอียดการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเปลี่ยนวิธีการคำนวณและการเลื่อนกำหนดชำระภาษีจากภายในเดือน มิ.ย. เป็น ส.ค. 2563 มีผลทำให้รายได้ที่ กทม.จัดเก็บเอง ไม่สามารถจัดเก็บได้ตามที่ประมาณการไว้

สำหรับรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ ในช่วงไตรมาสแรกรายได้ยังคงอยู่ในจำนวนเงินที่ได้ประมาณการไว้ เนื่องจากรายได้ดังกล่าวเป็นรายได้ที่มาจากการจัดเก็บภาษีในช่วงปลายปีงบประมาณ 2563 แต่รายได้ที่ กทม.จะได้รับหลังจากนั้น จะต้องมีการติดตามจากส่วนราชการต่าง ๆ ว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และโควิด-19 หรือไม่ เช่น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ให้ผ่อนชำระภาษี 6 เดือน

ทั้งนี้ กทม.ให้ฝ่ายรายได้และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เร่งติดตามและทวงถามลูกหนี้ภาษีที่ค้างชำระ รวมถึงการวางแผนจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เข้มงวดในการจัดเก็บรายได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ภาษี

“ผู้ค้างภาษี ทางผู้ว่าฯ กทม.อนุมัติในหลักการให้ผู้อำนวยการเขตเป็นผู้อนุมัติให้ผู้ค้างภาษี ได้รับอนุมัติให้ชำระภาษีค้างเป็นงวดรายเดือนแล้ว ตามระเบียบ กทม.ว่าด้วยการบริหารการชำระภาษีค้าง 2547 ผ่อนผันชำระหนี้ได้ตามหลักเกณฑ์ คือ ผู้ค้างภาษีต้องเป็นเจ้าของสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ หรือเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก กทม.สั่งปิดสถานที่ชั่วคราวช่วงโควิด-19 ให้ผ่อนผันได้ไม่เกิน 6 เดือน หากมีอายุความฟ้องคดีในหนี้ค่าภาษีค้างหลังสิ้นสุดระยะผ่อนผัน รวมกับระยะเวลาที่อนุมัติให้ไม่น้อยกว่า 1 ปี”

คัดบิ๊กโปรเจ็กต์ดึงเอกชนลงทุน

นอกจากนี้ ให้สำนักงบประมาณและสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผลพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นของการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อไม่ให้ขาดสภาพคล่อง และให้หน่วยงานของ กทม.มีมาตรการประหยัดพลังงานช่วยลดค่าใช้จ่าย

“งบประมาณของ กทม.ได้อนุมัติเป็นงบฯรายจ่ายปี”63 ไปแล้ว 60,000 ล้านบาท หรือ 72% ของงบประมาณทั้งหมด จ่ายเงินเดือนและค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว และค่าสาธารณูปโภค ขณะเดียวกันให้ติดตามสถานการณ์รายรับ กทม.อย่างใกล้ชิด หาแนวทางในการรองรับสถานการณ์ หากรายได้ กทม.ไม่เป็นไปตามที่ตั้งงบประมาณไว้ และจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่จะดำเนินการในปีนี้ หากงบฯไม่พอ”

ปรับลดเป้าปี’64-65

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จากการที่รายได้ไม่เป็นตามเป้า ทำให้ กทม.ปรับเป้างบประมาณปี 2564 และปี 2565 ใหม่ ให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยงบประมาณปี 2564 เดิมตั้งไว้ 85,000 ล้านบาท ปรับเป็น 76,000 ล้านบาท ซึ่งในนี้ยังคงสัดส่วนงบฯด้านลงทุนโครงการใหม่ไว้เท่าเดิม 15% หรืออยู่ที่ 11,400 ล้านบาท ให้ความสำคัญโครงการด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองเป็นพิเศษ

ขณะที่งบประมาณปี 2565 ตั้งเป้าไว้ 78,000 ล้านบาท เนื่องจากสำนักการคลัง กทม. คาดการณ์จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ประมาณ 2,000 ล้านบาท มีงบฯสำหรับงานด้านลงทุนใหม่ประมาณ 11,700 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาตามยุทธศาสตร์อนาคต จะพึ่งพางบประมาณอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต่อการผลักดันให้เป็นไปตามเป้า จะต้องหาแนวทางวิธีการบริหารจัดการโครงการในรูปแบบอื่นที่จะสามารถดำเนินการโครงการได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของ กทม.

เปิด PPP รถไฟฟ้า-บำบัดน้ำเสีย

เช่น การให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของ กทม. โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีวงเงินลงทุนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องเสนอให้คณะกรรมการร่วมทุนของ กทม.พิจารณาความเหมาะสมโครงการจะใช้งบประมาณของ กทม. หรือให้เอกชนร่วมลงทุนรูปแบบ PPP ให้หน่วยงานเร่งเสนอโครงการพิจารณาโดยเร็ว เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในปี 2564-2565

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเสนอโครงการมาบ้างแล้ว คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 114,500 ล้านบาท ได้แก่สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) เสนอโครงการ PPP รถไฟฟ้ารางเบาสายบางนา-สุวรรณภูมิ วงเงิน 27,000 ล้านบาท และสายสีเทา วัชรพล-พระราม 9-ทองหล่อ-ท่าพระ วงเงิน 45,000 ล้านบาท แต่จะเริ่มดำเนินการเฟสแรกจากวัชรพล-พระราม 9-ทองหล่อ ระยะทาง 16.25 กม. จำนวน 15 สถานี

ยังมีสำนักการระบายน้ำเสนอโครงการบำบัดน้ำเสียที่คลองเตย วงเงิน 18,000 ล้านบาท บึงหนองบอน 10,000 ล้านบาท เคหะชุมชนร่มเกล้า 1,500 ล้านบาท และธนบุรี 13,000 ล้านบาท

Categorie: Thailandia

กรมอนามัยวางแนวทางเปิด “สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย” กว่า 30,000 แห่ง

7 ore 19 min fa

วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อเปิดดำเนินการในช่วงมาตรการผ่อนคลายสถานการณ์โควิด 19 ว่า กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย ที่มีสถานพัฒนาเด็กประถมวัยทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ได้ประชุมร่วมกับสมาคมโรงเรียนอนุบาลและสมาคมศูนย์ดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อต้องกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

โดยกรมอนามัยได้จัดเตรียมคำแนะนำการป้องกันตนเองและการปฏิบัติเพื่อให้ 3 กลุ่มสำคัญที่มีส่วนร่วมต่อการเปิดสถานพัฒนาเด็กเล็ก

กลุ่มแรก คือเจ้าของสถานพัฒนาเด็กเล็กปฐมวัย ได้กำหนดให้แต่ละแห่งจัดทำแนวทางการปฏิบัติ ทั้งการทำความสะอาดสถานที่ สิ่งของเครื่องใช้ จุดสัมผัสต่างๆ รวมถึงยานพาหนะที่ใช้รับส่งให้สะอาดปลอดภัย วางแนวทางการคัดกรอง การสื่อสารกับครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองเพื่อกำหนดมาตรการร่วมกัน รวมทั้งกำหนดการเว้นระยะห่างในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้กับเด็กๆ

กลุ่มที่สอง ครูผู้ดูแลเด็ก จะต้องสังเกตอาการตนเองหรือคนใกล้ชิดหากมีไข้ ไอ เหนื่อยหอบ กลับจากพื้นที่เสี่ยงให้หยุดงานทันที มีการเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนปฏิบัติงาน สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และใส่เฟสชิลด์ตลอดเวลา จัดให้เด็กเรียนเป็นกลุ่มย่อยไม่เกิน 5-6 คนต่อกลุ่ม เหมือนฟองอากาศ เรียกว่า บับเบิ้ล โมเดล(Bubble Model) เน้นการควบคุมเด็กให้ทำกิจกรรมอยู่ภายในกลุ่มตัวเองโดยให้เด็กที่อยู่คนละกลุ่มย่อยมีการใกล้ชิดกันให้น้อยที่สุดหรือไม่ให้ใกล้ชิดกันเลย หรือแยกเป็นรายบุคคล รวมทั้งการรับประทานอาหารและการนอน ต้องเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร หรือมีฉากกั้นระหว่างบุคคลด้วย

กลุ่มที่สาม คือ ผู้ปกครองซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ ขอความร่วมมือหากพบว่าบุตรหลานของตนเองมีอาการป่วย มีไข้ ไอ มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ หรือคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคโควิด 19 หรือกลับจากพื้นที่เสี่ยงและอยู่ในช่วงกักตัว ต้องขอให้เด็กหยุดเรียน และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ต้องเตรียมของใช้ส่วนตัวของเด็ก เช่น หน้ากากผ้า เสื้อผ้า เพื่อใช้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในแต่ละวัน เมื่ออยู่บ้านเตรียมอาหารถูกหลักโภชนาการ เน้นโปรตีน ปรุงสุกใหม่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลทำความสะอาดช่องปากและ เพื่อใช้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในฟันของเด็ก สุดท้ายขอย้ำเรื่องสำคัญคือ การรับเด็กเล็กกลับบ้านไม่ควรแวะตามสถานที่ชุมชน ขอให้รีบกลับบ้าน และให้เด็กอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเมื่อถึงบ้าน เพื่อสุขอนามัยที่ดีของบุตรหลาน

Categorie: Thailandia

หุ้นไทยปิดตลาดวันนี้ (25 พ.ค.) +17.01 จุด ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,321 จุด

7 ore 30 min fa

สรุปการซื้อขายหุ้นไทยวันนี้ (25 พ.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,320.98 จุด ปรับขึ้น +17.01 จุด หรือคิดเป็น +1.30% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 53,806 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,302.12-1,323.43 จุดตลอดช่วงตลาดเปิดทำการวันนี้

ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับขึ้น +10.25 จุด หรือ +1.18% อยู่ที่ 878.06 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 27,902 ล้านบาท (คิดเป็นราว 51.86% ของ SET)

10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายสูงสุดสุดประจำวันนี้

1. BAM มูลค่าซื้อขาย 3,059.09 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.50 (+2.18%)
2. STA มูลค่าซื้อขาย 1,829.85 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.80 (+3.52%)
3. WHA มูลค่าซื้อขาย 1,674.56 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.28 (+9.33%)
4. GPSC มูลค่าซื้อขาย 1,503.04 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.50 (+1.94%)
5. AMATA มูลค่าซื้อขาย 1,492.61 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.00 (+7.41%)
6. BGRIM มูลค่าซื้อขาย 1,243.10 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-0.93%)
7. CPALL มูลค่าซื้อขาย 1,180.07 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
8. TRUE มูลค่าซื้อขาย 1,143.28 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
9. SUPER มูลค่าซื้อขาย 1,116.66 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.09 (+13.64%)
10. GULF มูลค่าซื้อขาย 1,088.06 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-1.27%)

ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +5.27 จุด หรือ +1.93% ในทิศทางเดียวกัน อยู่ที่ระดับ 278.94 จุด มูลค่าซื้อขาย 1161.92 ล้านบาท

Categorie: Thailandia

โบรกชู 6 กลุ่มหุ้นน่าลงทุน อานิสงส์ “นิวนอร์มอล”

7 ore 34 min fa

โบรกฯส่อง 6 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์ “new normal” น่าลงทุนหลังโควิด-19 “บล.เอเซีย พลัส” แนะนำธุรกิจ “ถุงมือยาง-อุปกรณ์ไอที-สื่อสาร” มั่นใจมีปัจจัยบวกชัดเจน ฟาก “บล.เมย์แบงก์ฯ” เชียร์ 3 กลุ่มธุรกิจ “โรงไฟฟ้า-อาหาร-โรงกลั่น” ที่มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวหลังเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า กลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่วิถีใหม่ (new normal) ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่ามีกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจนด้วยกัน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจถุงมือยาง ซึ่งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่าง บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากความต้องการใช้ถุงมือยางที่เพิ่มขึ้น โดยราคาเหมาะสม (fair value) อยู่ที่ 20.00 บาท แต่ราคาหุ้นปัจจุบันปรับขึ้นเหนือราคาเหมาะสมแล้ว จึงแนะนำรอราคาย่อตัวลงมาค่อยเข้าลงทุน

2.ธุรกิจอุปกรณ์เทคโนโลยีและอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ จากเทรนด์การทำงานที่บ้าน (work from home) ซึ่งส่งผลให้คนหันมาติดต่อสื่อสารกันผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าเทรนด์ดังกล่าวจะส่งผลบวกแก่ บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 23.00 บาท

และ 3.ธุรกิจสื่อสาร เนื่องจากโลกหลังโควิด-19 ผู้คนจะสนใจเทคโนโลยี 5G มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ข้อมูลของค่ายมือถือ โดยหุ้นเด่นแนะนำ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ราคาเหมาะสม 210.00 บาท

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ฯ ให้น้ำหนักกับธุรกิจที่จะกลับมาฟื้นตัวได้หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยน่าจะมี บจ.ที่ได้รับอานิสงส์ 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1.กลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% รวมถึงความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เป็นบวกต่อกำไรของกลุ่ม อีกทั้งมองว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาเป็นหลุมหลบภัย (safe haven) ของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง

นอกจากนี้ คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะกลับมาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ฯ แนะนำซื้อ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ราคาเหมาะสมที่นักวิเคราะห์ในตลาดให้ไว้ (IAA consensus) ที่ 40.00 บาท และ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) 80.00 บาท

2.กลุ่มอาหาร โดยคาดว่าธุรกิจอาหารจะสามารถกลับมาขยายตลาดได้อีกครั้ง หลังการแพร่ระบาดจบลง รวมถึงความต้องการบริโภคจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น ซึ่งหุ้นเด่นในกลุ่มแนะนำ บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ราคาเหมาะสม 108.00 บาท เนื่องจากราคาปัจจุบันยังมีโอกาสปรับขึ้น (upside) ได้อีก

และ 3.กลุ่มโรงกลั่น โดยคาดว่าธุรกิจโรงกลั่นจะได้ประโยชน์จากความต้องการใช้น้ำมันที่กลับมาหลังการทยอยเปิดเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นมายืนเหนือระดับ 30 ดอลลาร์/บาร์เรล จากไตรมาสแรกที่ราคาทรุดตัวลงไปอยู่ที่ 20 ดอลลาร์/บาร์เรล ดังนั้น ในไตรมาส 2 ผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นจะไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (stock loss) ทั้งนี้ หุ้นเด่นแนะนำ บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ราคาเหมาะสม 8.00 บาท และ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) 48.00 บาท

Categorie: Thailandia

“อุตตม” ยันคลังเตรียมส่งคนคุมแผนฟื้นฟู เท “ซูเปอร์บอร์ด” บินไทย

7 ore 34 min fa

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การบินไทยอยู่ระหว่างจัดทำแผนการฟื้นฟูการบินไทย ซึ่งยังไม่ทราบรายละเอียดระยะเวลาในการยื่นศาลล้มละลายกลาง ส่วนกรณีที่กระทรวงคมนาคมเตรียมชง 4 รายชื่อเสนอตั้งซูเปอร์บอร์ด เพื่อดูแลแผนฟื้นฟูการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) นั้น ยังไม่ทราบเรื่องการตั้งซูเปอร์บอร์ดเพื่อเข้าไปดูแผนฟื้นฟูการบินไทย อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการหารือในเรื่องการส่งคนเข้าไปดูแผนฟื้นฟู

“ไม่ทราบว่า ซูเปอร์บอร์ด คืออะไร จะทำหน้าที่อะไร อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการหารือในเรื่องการส่งคนเข้าไปดูแผนฟื้นฟู แต่จะเป็นซูเปอร์บอร์ดหรืออะไร ยังไม่ทราบ ส่วนเงินที่กระทรวงการคลังได้จากการขายหุ้นการบินไทย วงเงินราว 278 ล้านบาท จะส่งเข้าบัญชีเพื่อเป็นเงินของหลวง กระทรวงการคลังไม่ได้เก็บเงินเพื่อที่จะนำมาใช้ในการฟื้นฟูการบินไทย” นายอุตตม กล่าว

ทั้งนี้ การดูแลสภาพคล่อง กระทรวงการคลังยังดูแลในฐานะการเป็นเจ้าหนี้ หากการบินไทยร้องขอมา ซึ่งจะเติมเงินเข้าไปในแผนฟื้นฟูหรือไม่นั้น จะต้องดูรายละเอียดของแผน ส่วนประเด็นที่มีกระแสข่าวขัดแย้งกับกระทรวงคมนาคมนั้น ไม่มี คำถามนี้เลิกถามได้เลย ซึ่งเมื่อเช้าก็มีการประชุมกันร่วมกันนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

Categorie: Thailandia

“เอไอเอส”ออก Statement ยืนยัน “ไม่มี” ข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้ารั่ว

7 ore 38 min fa

หลังจากมีนักวิจัยและเว็บไซต์ด้านเทคโนโลยีหลายแห่งระบุว่า ได้พบฐานข้อมูลการใช้งาน DNS และข้อมูลทรานฟิกอินเทอร์เน็ตกว่า 8,300 ล้านรายการ บนฐาน ElasticSearch ที่เปิดให้เข้าถึงได้แบบสาธารณะ โดยคาดว่าจะเป็นข้อมูลในความดูแลของ AWN

ล่าสุด “เอไอเอส”  ได้ออก Statement ยืนยันว่า “ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้ารั่วไหลตามที่เป็นข่าว”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าสายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการรายงานข่าวในต่างประเทศเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าเอไอเอส นั้น บริษัทฯ ขอเรียนว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าแต่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตในภาพรวมบางส่วน และไม่ใช่ข้อมูลที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายด้านการเงินหรือด้านอื่นๆ

โดยกรณีนี้เกิดจากการทดสอบเพื่อปรับปรุงคุณภาพเครือข่ายที่มีขึ้นในเดือนพฤษภาคม และภารกิจดังกล่าวได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

“ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีลูกค้ารายใดได้รับผลกระทบทั้งด้านการเงินและด้านอื่นๆอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ขอเรียนว่า เอไอเอสให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ที่ผ่านมา มีการปฏิบัติตามและทบทวนขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามมาตรฐานระดับสากล อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยที่อาจทำให้ลูกค้าเป็นกังวลใจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ซึ่งขณะนี้เอไอเอสได้แก้ไขปรับปรุงขั้นตอนการใช้ข้อมูลเพื่อทดสอบบริการเรียบร้อยแล้ว ท้ายที่สุดนี้ ขอให้ลูกค้าและประชาชนโปรดมั่นใจและเชื่อมั่นในมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่บริษัทฯดำเนินการมาโดยตลอด

 

Categorie: Thailandia

“สุริยะ” สายตรงถึงพานาโซนิค ย้ำไทยยังเป็นฐานการผลิตอีก 18 โรงงาน

8 ore 14 min fa

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณี มีข่าวปรากฎในสื่อต่างๆ ว่าบริษัท พานาโซนิค ได้ย้ายฐานการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าไปยังประเทศเวียดนาม และจากการรายงานผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมว่า กรณีดังกล่าวเป็นการปรับแผนทางธุรกิจของพานาโซนิคที่วางไว้เดิมอยู่แล้ว เพื่อให้ขนาดการลงทุนมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น (Economy of scale)

ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาวัตถุดิบและมีต้นทุนการผลิตลดลง และการย้ายฐานนั้นเป็นการรวมสายการผลิตไว้ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันเป็นฐานการผลิตหลักของตู้เย็น และเครื่องซักผ้าของกลุ่มบริษัท พานาโซนิคในอาเซียนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มบริษัทพานาโซนิค ยังมีโรงงานอยู่ในประเทศไทยอีก 18 โรงงาน ใช้แรงงานกว่า 10,000 คน โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ๆ เช่น เครื่องเสียง โทรทัศน์ แผ่นพิมพ์วงจรไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดยังคงเดินสายการผลิตที่ประเทศไทย

“กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการประสานงาน และสอบถามข้อมูลกับ บริษัท พานาโซนิค พบว่า ทางบริษัทมีการปิดฐานการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้า เพื่อไปรวมสายการผลิตฐานหลักที่ประเทศเวียดนาม โดยมีแรงงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 800 คน ซึ่งถือว่าเป็นการย้ายฐานไปส่วนน้อยเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมาทางบริษัทได้นำเข้าชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าและตู้เย็นชิ้นส่วนมาจากเวียดนามเป็นหลักเพื่อนำมาประกอบในประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจย้ายสายงานดังกล่าวไปเวียดนาม”

นายสุริยะ ยังกล่าวถึง กรณีของข่าวบริษัทเครื่องปรับอากาศไดกิ้น (Daikin) ที่มีข่าวไปก่อนหน้านี้นั้น โดยได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว พบว่าเป็นการขยายกำลังการผลิตที่ประเทศเวียดนาม และขยายการผลิตในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

โดย บริษัท Daikin ได้ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งการผลิตเครื่องปรับอากาศ และคอมเพรสเซอร์ โดยภาพรวมคือ โมเดลเครื่องปรับอากาศ ส่วนที่ย้ายฐานไปยังประเทศเวียดนามเป็นโมเดลทั่วๆไป ส่วนฐานการผลิตที่ประเทศไทยจะผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้เทคโนโลยีที่ขั้นสูง ซึ่งตรงกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นส่งเสริมการลงทุนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพ ธุรกิจอิสระ ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานลดลง ด้วยการผลักดันเศรษฐกิจชุมชน ใน 4 มิติ คือ 1.มิติผู้ประกอบการ SMEs โดยการปรับธุรกิจให้อยู่รอดในสถานการณ์โควิด-19 และเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้ความปกติวิถีใหม่ หรือนิวนอร์มอล เช่น การปรับการตลาดรูปแบบใหม่ การเพิ่มผลิตภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม

2.มิติชุมชนและวิสาหกิจชุมชน โดยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนจากการบ่มเพาะนักพัฒนาชุมชน ผ่านการสร้างและยกระดับการค้า การผลิต และบริการ เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น 3.มิติเกษตร โดยการพัฒนาจากเกษตรเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านกลไกการสร้างนักธุรกิจเกษตร การใช้ระบบเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลเพื่อทำเกษตรสมัยใหม่ (Farming 4.0) และสุดท้ายมิติที่

4.มิติประชาชน แรงงาน และบัณฑิตจบใหม่ โดยการสร้างอาชีพอิสระทั้งในแง่ของการสร้าง และการนำทักษะของแต่ละคนมาประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงการเริ่มธุรกิจค้าขายและบริการตามที่ตนเองถนัด เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้

แต่ละมิติจะมีการช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อให้มีเงินทุนเริ่มทำธุรกิจได้บ้าง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้เปลี่ยนงบประมาณจำนวน 35% จากงบประมาณคงเหลือของปี 2563 นำมาช่วยเหลือและฟื้นฟูใน 4 มิติข้างต้นแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานลดลง จะถูกช่วยเหลือให้มีโอกาสสร้างงานสร้างอาชีพกว่า 6,000 คน

หลังจากนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และขยายผลครอบคลุมให้ทั่วประเทศ จึงได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมการฟื้นฟูทั้ง 4 มิติ ในระยะต่อไป โดยจะเสนอโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าจะสามารถช่วยประชาชนได้กว่า 1.25 ล้านคน ตามแนวทางข้างต้นนี้ต่อไป โดยใช้งบประมาณราว 10,000 ล้านบาท ภายใต้ พรก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท

Categorie: Thailandia

CPF ลุยตลาดสุกรอเมริกาส่ง Hylife บริษัทที่แคนาดาร่วมลงทุน ProVista-Prime Pork

8 ore 19 min fa

Hylife บริษัทร่วมทุนของซีพีเอฟ และ ITOCHU Corporation ที่ประเทศแคนาดาประกาศลงทุนธุรกิจสุกร ‘ProVista – Prime Pork’ เสริมแกร่งของเครือข่ายธุรกิจสุกรในอเมริกาเหนือ

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2563 บริษัท Hylife ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของซีพีเอฟ และ ITOCHU Corporation ที่ประเทศแคนาดาโดยได้เข้าซื้อทรัพย์สินของกลุ่มบริษัท ProVista ในประเทศแคนาดาและเข้าลงทุน 75% ในหุ้นของ Prime Pork, LLC “Prime Pork” ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ProVista เป็นหนึ่งในผู้ดำเนินกิจการฟาร์มสุกรแบบอิสระรายใหญ่ที่สุดของประเทศแคนาดา ตั้งอยู่ในเมืองเมนิโทบา การลงทุนครั้งนี้จะได้มาซึ่งแม่พันธุ์สุกร 37,000 ตัว โดย ProVista มีกำลังการผลิตสุกรประมาณ 1 ล้านตัวต่อปี

ส่วน Prime Pork เป็นผู้ผลิต แปรรูปสุกร และจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสุกรในรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีกำลังการผลิตในการแปรรูปสุกรประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตในการแปรรูปสุกรให้แก่ HyLife เป็นประมาณ 3.2 ล้านตัวต่อปี

นาย Grant Lazaruk ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HyLife กล่าวว่า HyLife มีความยินดีที่จะได้ร่วมงานกับ ProVista และ Prime Pork การซื้อ ProVista จะช่วยให้ HyLife มีความมั่นคงในการจัดหาสุกรภายใต้โครงสร้างปัจจุบัน และ การซื้อ Prime Pork จะขยายฐานการผลิตของ HyLife ไปยังสหรัฐอเมริกา โรงงานทั้งในแคนาดาและสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของ HyLife และความหลากหลายในการดำเนินงานเพื่อให้บริการลูกค้าทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เนื่องจากที่ตั้งของฟาร์ม ProVista ตั้งอยู่ใกล้กับฟาร์มของ HyLife ซึ่งความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์นั้นทำให้ทั้ง 2 บริษัทมีค่านิยมในการทำงานที่คล้ายคลึงกันซึ่งจะทำให้การทำงานของทั้งสองบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในเรื่องของพนักงาน HyLife ยินดีที่จะได้ร่วมงานกับพนักงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจสุกรจากทั้ง 2 บริษัท โดย HyLife ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานและชุมชนเป็นอย่างมากและมีความตั้งใจที่จะคงทำกิจกรรมที่ Prime Pork และ ProVista ทำให้กับชุมชนและพื้นที่โดยรอบต่อไป

Categorie: Thailandia

เด็กเรียนออนไลน์นมสดล้นสต๊อก ปรับแผนส่ง “นมโรงเรียน” หลังโควิด-19

8 ore 26 min fa
เด็กเรียนออนไลน์นมสดล้นสต๊อก ปรับแผนส่ง ‘นมโรงเรียน’ หลังโควิด-19 เอกชน 75 ราย ยอมแบกต้นทุนคุมคุณภาพ

อ.ส.ค. ปรับแผนส่งมอบนมโรงเรียนช่วงวิกฤติโควิด-19 แจ้ง เอกชน 75 ราย คุมเข้มกระบวนการผลิตงัดมาตรการเข้มข้น ควบคุมคุณภาพการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ปรับการขนส่งจากโรงงานถึงบ้านนักเรียน ช่วงที่นักเรียนยังเรียนอยู่ที่บ้าน จะรับเป็นนมกล่องอย่างเดียว เนื่องจากการจัดส่งนมพาสเจอร์ไรซ์จะดำเนินการลำบากประสานอบต.-โรงเรียนให้โรงเรียนนัดผู้ปกครองมารับนมที่โรงเรียนแทนย้ำเด็กไทยทุกคนต้องได้ดื่มนมคุณภาพปลอดภัย

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่าตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 19พ.ค.63 มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนและโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีแนวทางบริหารจัดการโครงการนมโรงเรียน ดังนี้กรณีเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ให้นักเรียนบริโภคนมชนิดยูเอชที ตามโครงการนมโรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2563 กรณีที่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติในวันเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 หรือกรณีจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หรือกรณีการสลับวันมาเรียน ให้นักเรียนบริโภคนมชนิดยูเอชที ตามโครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกตินั้น

ทั้งนี้ในส่วนบทบาทหน้าที่ของอ.ส.ค.ได้จัดทำสัญญาการมอบอำนาจระหว่างอ.ส.ค. กับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่เข้าร่วมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2562 จำนวน 75 รายแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2563ที่ผ่านมา เพื่อมอบอำนาจให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่ได้รับสิทธิจำหน่ายเข้าไปทำสัญญาจัดส่งนมกับท้องถิ่นและโรงเรียน จึงทำให้สามารถจัดส่งมอบนมให้โรงเรียนได้ทันวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นวันแรกและจะดำเนินการส่งมอบไปจนถึง 30 มิถุนายน 2563

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในโครงการนมโรงเรียน ได้รับจัดสรรสิทธิ์ในการจำหน่ายแก่นักเรียนจำนวนประมาณ 7,100,000 หน่วย ในราคากลาง นมพาสเจอร์ไรส์ 6.58 บาท/ถุง (จำนวน 200วัน) ส่วนนมยู.เอช.ที 7.82 บาท/กล่อง (จำนวน 60วัน) แต่ในช่วงที่นักเรียนยังเรียนอยู่ที่บ้าน จะรับเป็นนมกล่องอย่างเดียว เนื่องจากการจัดส่งนมพาสเจอร์ไรซ์จะดำเนินการลำบากและยังต้องใช้หลักในเรื่องของการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทาง อบต.ได้ประสานกับโรงเรียนเพื่อให้โรงเรียนนัดผู้ปกครองมารับนมที่โรงเรียนแทน

นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า อ.ส.ค. ในฐานะผู้ประกอบการรายหนึ่งภายใต้โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ได้รับสิทธิ์จำหน่ายประมาณ 700,000 หน่วย ได้เตรียมความพร้อมทุกด้านในการผลิตนมโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนในช่วงวิกฤติโควิด-19 ตามนโยบายของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนและรัฐบาลอย่างเข้มงวดพร้อมทั้งได้แจ้งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทุกราย เน้นย้ำให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2563 โดยเคร่งครัดด้วยเช่นกัน เพื่อให้นักเรียนต้องได้ดื่มนมที่มีคุณภาพครบทุกคน

โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางตั้งแต่โรงงานการผลิต มาตรฐานการขนส่งจนถึงโรงเรียน โดยในระบบการผลิต ได้ให้ความสำคัญตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงโคนมต้องได้มาตรฐานระดับ GAP เพื่อส่งเสริมสุขภาพโคนมให้ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อผลิตน้ำนมให้ได้คุณภาพดี ส่วนโรงงานผลิตนมต้องได้มาตรฐานตาม GMP ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และระบบการขนส่งนมก็ต้องได้คุณภาพมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย

“อ.ส.ค.ได้แจ้งผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วมโครงการฯให้ความสำคัญในการควบคุม ติดตามกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำจนถึงมือนักเรียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2563 ลงวันที่ 1 เม.ย. 2563 อย่างเคร่งครัด”

ทั้งนี้ มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ทำหน้าที่ในการสุ่มตรวจผู้ประกอบการผลิตนมเพื่อให้การผลิตนมโรงเรียนมีคุณภาพ ใช้น้ำนมโคจากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบหรือฟาร์มโคนมที่มีจำนวนเซลล์โซมาติก(Somatic Cell Count:SCC) ไม่เกิน500,000เซลล์/ลบ.ซม. โดยตรวจสอบน้ำนมโคก่อนผลิตที่หน้าโรงงานผลิตซึ่งดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์อย่างน้อย 2 ครั้ง/ภาคเรียน และต้องใช้น้ำนมที่มีปริมาณเนื้อนมรวม (Total Solids:TS) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12.25จากค่าไขมัน (Fat) รวมกับเนื้อนมไม่รวมไขมัน(Solids Not Fat:SNF) ในส่วนของกรณีเรื่องของป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกโรงงานจะมีมาตรการเข้มข้น มีการตรวจวัดอุณหภูมิ พนักงานก่อนเข้าโรงงาน มีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ เพื่อให้ตัวพนักงานหรือตัวผู้ประกอบการเองทุกคนพ้นจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคหรือนักเรียนสบายใจได้ว่าในเรื่องของการผลิตของอุตสาหกรรมนมปลอดภัย

“สำหรับนมโรงเรียนของอ.ส.ค.ทุกกล่องทุกถุงเป็นนมที่ผลิตจากน้ำนมโคสดแท้100% จากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ผ่านเกณฑ์และวิธีการผลิตที่ดี(GMP) ที่รับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและฟาร์มโคนมที่ผ่านเกณฑ์การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคนม(GAP) ที่รับรองจากกรมปศุสัตว์ ตามข้อตกลงการซื้อขายน้ำนมโค(MOU)จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยน้ำนมโคมีคุณภาพมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยของผลการตรวจโซมาติกเซลล์ (Somatic CellCount:SCC) ไม่เกิน 500,000 เซลล์/ลบซม. และมีปริมาณเนื้อนมทั้งหมด (Total Solids :TS ) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12.25” นายสุชาติ กล่าว

Categorie: Thailandia

ค่ายวรรณกรรมออนไลน์ แบงก์บัวหลวงชวนเยาวชนวิจารณ์หนังสือ

8 ore 32 min fa

“อรรถรส” จากการอ่านหนังสืออันทรงคุณค่าสักเล่ม มักทำให้เกิดความรู้สึกตรึงใจ, ซาบซึ้ง, สะเทือนใจ, ระทึกใจ ตามแก่น และการเล่าเรื่องราวจากหนังสือเล่มนั้น ๆ แต่หนังสือจะทวีคุณค่ามากขึ้น ถ้าทำให้ผู้อ่านเกิดการคิดเชิงวิเคราะห์และวิจารณ์

ตรงนี้จึงเป็นที่มาของโครงการ “อ่าน เขียน เรียนรู้ สู่งานวิจารณ์” ปีที่ 6 จัดโดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น โดยการสนับสนุนของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เยาวชนเพิ่มพูนประสบการณ์การอ่านหนังสือควบคู่ไปกับพัฒนาทักษะการคิดการเขียนเชิงวิเคราะห์และวิจารณ์

“อาทร เตชะธาดา” กรรมการผู้จัดการ สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น บอกว่า สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น และธนาคารกรุงเทพ ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทย ทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การใช้ภาษาจึงเป็นทักษะที่ผู้ใช้ต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญไม่ว่าจะเป็นการอ่าน, การคิดวิเคราะห์, การเขียน, การพูด และการดู รวมทั้งต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษาเพื่อสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพ และใช้อย่างคล่องแคล่ว

“ถ้านักเรียนมีความรู้ความสามารถในกลุ่มนี้อย่างเหมาะสมกับระดับชั้นแล้ว จะทำให้การเรียนการสอนในกลุ่มประสบการณ์อื่นดำเนินได้ด้วยความราบรื่น และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การอ่านหนังสือทั้งประเภทสารคดี และบันเทิงคดีจะช่วยสร้างเสริมความรู้ของเยาวชนให้ลึกซึ้ง รวมทั้งยังช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล และก่อให้เกิดปัญญาที่กล้าแกร่ง รวมทั้งขณะอ่านหนังสือ เยาวชนจะได้เรียนรู้แบบอย่างของภาษาไทยอันรุ่มรวยละเมียดละไม ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชาติที่ควรค่าแก่การศึกษาเพื่ออนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนาให้สง่างามยั่งยืนสืบไป”

“โครงการอ่าน เขียน เรียนรู้ สู่งานวิจารณ์ ปีที่ 6 ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนให้เยาวชนได้บูรณาการทักษะการอ่าน, การคิด และการเขียน โดยผ่านการใช้ภาษาไทยอย่างสละสลวยด้วยความภาคภูมิใจในภาษาประจำชาติ”

“โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์, สังเคราะห์ และวิจารณ์ให้แยบคายยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม สร้างเสริมวัฒนธรรมรักการอ่าน สร้างนักวิจารณ์รุ่นใหม่สู่สังคม และให้เยาวชนไทยตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทยมากขึ้น”

“อาทร” กล่าวต่อว่า โครงการอ่าน เขียน เรียนรู้ สู่งานวิจารณ์ ปีที่ 6 จึงเปิดให้นักเรียน และนักศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับอุดมศึกษาเขียนบทวิจารณ์หนังสือ 1 เล่ม โดยเลือกจากหนังสือที่ได้รับรางวัลใดรางวัลหนึ่ง ประกอบด้วย รางวัลการประกวดหนังสือดีเด่นแห่งชาติของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระหว่างปี 2545-2562, รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์), รางวัลพานแว่นฟ้า และรางวัลชมนาด ซึ่งผู้เข้าประกวดอาจเลือกหนังสือประเภทสารคดี กวีนิพนธ์ และนวนิยายคลาสสิก เป็นต้น

“จากนั้นคณะกรรมการจะคัดบทวิจารณ์ดีที่สุด 40 บท เพื่อให้ได้รับเงินรางวัลคนละ 20,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 800,000 บาท ทั้งยังจะได้เข้าค่ายอบรมงานวิจารณ์วรรณกรรม ในวันที่ 9-10 ตุลาคม 2563 อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอบรมงานวิจารณ์วรรณกรรม เป็น new normal ในรูปแบบออนไลน์ครั้งแรก เป็นการเข้าค่ายออนไลน์ โดยให้เด็ก ๆ อบรมผ่านโปรแกรมซูม เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกับวิทยากรจากที่บ้าน และมีกิจกรรมสันทนาการออนไลน์เพื่อละลายพฤติกรรมเด็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักกันมากขึ้น ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันทางออนไลน์ แต่ยังคงวัตถุประสงค์ของธนาคารกรุงเทพที่มุ่งเน้นสนับสนุนให้เยาวชนมีความรู้และสร้างสรรค์งานวรรณกรรม พร้อมทั้งให้เยาวชนปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต”

ภัทร์ศยา แก้วยัง

“แว้ด” ภัทร์ศยา แก้วยัง นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี ผู้ผ่านการคัดเลือก โครงการอ่าน เขียน เรียนรู้ สู่งานวิจารณ์ ปีที่ 5 กล่าวเสริมว่า ดิฉันส่งบทวิจารณ์นวนิยายเรื่องตลิ่งสูง ซุงหนัก ของนิคม รายยวา ซึ่งเป็นนวนิยายรางวัลซีไรต์ปี 2531 เกี่ยวกับเรื่องราวของคนผู้แสวงหาความหมาย และคุณค่าของชีวิต และพบว่าทุกคนมีการเกิด และความตายอย่างละหนึ่งหนเท่ากัน แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างกลางนั้นเป็นชีวิต เราต้องหาเอาเอง ตัวเอกคือ “คำงาย” ตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต โดยเห็นว่าคนเรานั้นมัวแต่รักษาซากที่ไม่มีชีวิต ไม่เคยรักษาชีวิตที่อยู่ในซากเลย สิ่งเดียวที่จะเก็บความมีชีวิตนั้นไว้ คือ เลี้ยงมัน รักมัน ถนอมมัน

“แว้ด” บอกว่า ทราบรายละเอียดโครงการจากรุ่นน้องที่ส่งเข้าประกวด จึงสนใจและส่งเข้าประกวดดูบ้าง พอดีช่วงนั้นอ่านนวนิยายตลิ่งสูง ซุงหนักอยู่ เลยเขียนบทวิจารณ์เรื่องนี้เข้าประกวด เห็นว่าตลิ่งสูง ซุงหนัก วางแก่นและเล่าเรื่องได้ดี เป็นเรื่องราวที่พบเจอได้ในชีวิตจริง มีกลวิธีเล่าเรื่องน่าสนใจ อ่านแล้วรู้สึกเป็นการเสนอแนวคิดของผู้เขียน ผู้เขียนใช้วิธีให้ตัวละครเป็นคนเล่า เราเป็นผู้อ่านอาจคิดเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เป็นลักษณะการเขียนให้เราคิดต่อยอด ไม่ได้ยัดเยียดให้เราเชื่อตาม

“โครงการนี้ทำให้ได้เข้าค่ายอบรมงานวิจารณ์วรรณกรรม เป็นการส่งเสริมงานวิจารณ์ของเด็กรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้นอกชั้นเรียน อย่างเราเรียนวิชาเอกภาษาไทย มีวิชางานวิจารณ์อยู่แล้ว แต่เรียนเป็นทฤษฎีแบบดั้งเดิม พอไปเข้าค่าย จึงได้พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ มีการเสนอมุมมองการวิจารณ์แบบใหม่ ให้เรานำมาปรับใช้มากขึ้น ส่วนการปรับรูปแบบค่ายอบรมงานวิจารณ์วรรณกรรม มาเป็นการอบรมออนไลน์ในปีนี้ คิดว่าเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้คนไม่ต้องรวมตัวกัน ปิดช่องทางการแพร่ระบาดได้”

สำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่สนใจส่งบทวิจารณ์เข้าประกวด จะต้องมีความยาว 2-4 หน้ากระดาษ ฟอนต์ Angsana New ขนาด 16 points ต้องวิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นอย่างเที่ยงธรรม มีเหตุผล น่าสนใจ โดยสอดแทรกการสรุปใจความของเรื่องอย่างกระชับและครอบคลุมประเด็นสำคัญ ตลอดจนเรียบเรียงด้วยภาษาที่สละสลวยและนำเสนอด้วยวิธีเขียนที่สร้างสรรค์

ส่วนขั้นตอนการส่งบทวิจารณ์เข้าประกวด 1.ลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ ผ่านเว็บไซต์ http://praphansarn.com/scholarships 2.ส่งบทวิจารณ์พร้อมระบุชื่อ โดยส่งทางไปรษณีย์พร้อมถ่ายเอกสารหนังสือที่ใช้วิจารณ์มาด้วยทั้งเล่ม และแนบส่งมายังบริษัทสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด เลขที่ 222 ถนนพุทธมณฑล สาย 2 (บุษราคัม เทอเรส สาย 2) แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10170 กำหนดส่งระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2563

Categorie: Thailandia

คอนโด High Rise Ciela ศรีปทุม ตอบทุกฟังก์ชันของการใช้ชีวิต

8 ore 36 min fa

เพราะทุกคนต่างมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แต่การบริหารจัดการเวลาของแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป และเราต่างรู้ดีว่าเวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ฉะนั้นเวลาจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง รวมทั้งความสำเร็จ เมื่อเราสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดี ก็จะช่วยส่งเสริมให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น เหมือนอย่างสำนวนที่กล่าวว่า เงินสามารถใช้หมดไปและหาใหม่ได้ แต่เวลาเป็นสิ่งที่ผ่านไปและเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ดังนั้นเราคงไม่อยากสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ คอนโด Ciela ศรีปทุม จะมาช่วยให้คุณบริหารจัดการเวลาชีวิตได้ง่ายขึ้น พร้อมให้คุณใช้ทุกช่วงเวลาอย่างคุ้มค่า

1. ใช้เวลาไปโฟกัสกับงานได้อย่างเต็มที่

คอนโด Ciela ศรีปทุม เป็นหนึ่งในโครงการจาก Grand Unity ที่มีแนวคิดว่าคอนโดควรจะตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่ได้ในทุกด้าน และทุกไลฟ์สไตล์ ทำให้ทุกคอนโดที่มาจาก Grand Unity มีความโมเดิร์น ผสมผสาน การออกแบบและฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว พร้อมกับทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย เพราะคอนโด Ciela ศรีปทุม นั้นอยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม และมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจากหมอชิต-คูคตอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางได้อย่างมาก ทำให้เราประหยัดเวลาและสามารถจัดสรรให้กับกิจกรรมที่เราอยากจะทุ่มเทได้อย่างเต็มที่ ภายในคอนโดยังมีส่วนของ Co-Working Space และ Meeting Room ที่ได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่โล่งโปร่งสบาย เป็นแหล่งจุดประกายไอเดียสดใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งก็คือหินอ่อนเป็นหลักเพื่อมอบความรู้สึกอันหรูหราและร่วมสมัยสไตล์คนเมืองได้อย่างลงตัว

2. แบ่งเวลาทำงานและการพักผ่อนได้อย่างลงตัว

คอนโด Ciela ศรีปทุม มีด้วยกัน 28 ชั้น และห้องพักอาศัยจำนวน 900 ยูนิต โดยมีห้องให้เลือกมากถึง 6 รูปแบบด้วยกัน (ห้อง Studio ขนาด 21.5 ตร.ม. / One Bedroom ขนาด 26.5 ตร.ม. / One Bedroom Plus 31.5 ตร.ม./ One Bedroom Suite A 34.5 ตร.ม. / One Bedroom Suite B 33.5 ตร.ม. / และ Two Bedroom 60 ตร.ม.) ด้วยความที่โครงการต้องการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่การทำงานกับการพักผ่อน เป็นสองสิ่งที่ต้องได้รับการบาลานซ์เป็นอย่างดี ทำให้มีการออกแบบภายในตัวห้องให้มีความสูงจากพื้นไปจนถึงเพดาน ขนาด 2.6 ม. เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่ง ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด โดยฐานความสูงนี้ถือเป็นความสูงพิเศษกว่ามาตราฐานของห้องคอนโดส่วนใหญ่ที่จะมีความสูงเพียง 2.4 ม. ทำให้ผู้พักอาศัยรู้สึกสบาย ทั้งยังมีหน้าต่างบานใหญ่ ให้แสงธรรมชาติเข้าถึงได้ทั่วห้อง นอกจากนั้นห้องทั้ง 6 รูปแบบ ยังมีการแบ่งบริเวณให้เป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งเราอาจจะเปลี่ยนเป็นห้องทำงานได้ ห้องนอน และห้องครัวได้อย่างเป็นสัดส่วน

3. พื้นที่ส่วนกลางให้คุณได้ใช้เวลาออกกำลังกาย

ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางที่คอนโด Ciela ศรีปทุม จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน โดยส่วนแรกจะอยู่บริเวณด้านล่าง ที่จะมีสวนหย่อม 2 แห่งให้คุณได้พักผ่อน และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมทั้ง Jogging Track ที่อยู่รอบ ๆ บริเวณคอนโด พื้นที่ส่วนกลางอีกแห่งหนึ่งจะอยู่บนชั้นดาดฟ้า ประกอบไปด้วยสระน้ำระบบเกลือแบบ Infinity Pool ขนาดความยาวประมาณ 25 ม. ให้คุณได้พักผ่อนมองวิวทิวทัศน์รอบ ๆ ได้อย่างสบายใจ ทางคอนโดยังมีห้องออกกำลังกายขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์ครบครัน ให้คุณได้ออกกำลังกายทุกเมื่อ โดยไม่ต้องออกเดินทางไปสถานที่ออกกำลังกายข้างนอก

4. ประหยัดเวลาในการเดินทาง ไม่ว่าจะด้วย BTS หรือรถยนต์

ตำแหน่งที่ตั้งของคอนโด Ciela ศรีปทุม อยู่บนถนนพหลโยธิน และถนนเลียบคลองบางเขนที่สามารถเชื่อมไปถนนวิภาวดีรังสิตได้ โดยการมีถนนเชื่อมเข้าออกสองนี้จะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยประหยัดเวลาเดินทาง และสามารถหลีกเลี่ยงเส้นที่มีรถติดในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ หรือหากใครสะดวกกับการเดินทางด้วย BTS ตัวคอนโด Ciela ศรีปทุมจะอยู่ติดกับสถานีศรีปทุมพอดี ซึ่งอาจเรียกได้ว่า 0 เมตรจากคอนโดไปสถานี BTS ซึ่งสามารถตอบโจทย์คนวัยทำงานได้เป็นอย่างดี

เราหวังว่าคอนโด Ciela ศรีปทุม จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยบริหารเวลาได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เพราะเราเชื่อว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญของคนที่จะประสบความสำเร็จ เมื่อเราสามารถบริหารจัดการเวลาได้ การทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็ง่าย และสะดวกสบายมากขึ้น ส่งผลให้เราจัดการชีวิตได้ดีมากขึ้นไปด้วย

Categorie: Thailandia

3 เทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภค เปลี่ยนโฉมแบรนด์หรูหลังโควิด-19

8 ore 36 min fa
เราได้เห็นและได้ยินกันว่า โควิด-19 เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเราไปจากเดิม และความเปลี่ยนแปลงบางอย่างน่าจะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว นั่นรวมถึงพฤติกรรมการเลือกอุปโภค-บริโภคของคนเราก็จะต่างออกไปด้วย ถ้าให้มองภาพอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร แน่ล่ะว่าเราคงยังมองไม่เห็นภาพชัด แต่ก็มีแนวโน้มหลายอย่างที่พอจะมองเห็นกันบ้างแล้


มีบทความของนิตยสารฟอร์บสที่สรุปประเด็นจากงานสัมมนาหัวข้อ “ความหมายของวิกฤตการณ์โควิด-19 สำหรับแบรนด์หรู” จัดโดย IMD Business School ที่คาดการณ์พฤติกรรมผู้คนที่จะเปลี่ยนไปเอาไว้อย่างน่าสนใจ เรามาดูกันว่า พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วเทรนด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจของบรรดาแบรนด์หรูอย่างไรบ้าง

แฟชั่นจะไม่เป็นไปตามฤดูกาล

ที่ผ่านมา คนกลุ่มมิลเลนเนียล (คนเจเนอเรชั่นวาย) เป็นกลุ่มผู้ซื้อสินค้าแบรนด์หรูที่ฉลาดหลักแหลม ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ อาจทำให้คนกลุ่มนี้มองเห็นและหันเหความสนใจไปยังสินค้าที่มีความทนทานและยั่งยืนมากขึ้น

ถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์นี้ บริษัทแบรนด์หรูก็ต้องปรับตัวตาม การออกคอลเล็กชั่นถี่ ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อของบ่อย ๆ แบบเดิมจะไม่ใช่แนวทางที่ดี เพราะนอกจากจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อแล้ว อาจเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้กลายเป็นเหมือนสินค้าแฟชั่นราคาถูกอีกด้วย

นอกจากนั้น อาคิม เบิร์ก (Achim Berg) หัวหน้าที่ปรึกษากลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นและสินค้าหรู ของบริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์ (McKinsey) ยังให้ความเห็นว่า การทำอีเวนต์ในรูปแบบดิจิทัลอาจจะทำให้งานจัดแสดงแฟชั่นโชว์ตามฤดูกาลกลายเป็นอดีตไป เป็นเหตุมาจากการที่มีผู้ซื้อเดินทางมาร่วมงานแสดงแฟชั่นโชว์น้อยลง และความไม่เหมาะสมที่จะลงทุนจัดแฟชั่นโชว์แสนแพงในยุคเศรษฐกิจตกต่ำหลังโรคระบาด

Photo by Miguel MEDINA / AFP

ผู้บริโภคโฟกัสไปที่คุณค่าของสินค้ามากขึ้น

พาโบล เมารอน (Pablo Mauron) กรรมการผู้จัดการ Digital Luxury Group ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญแบรนด์หรูในตลาดจีน คาดการณ์ว่า คนกลุ่มมิลเลนเนียลในประเทศจีนอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขาตระหนักว่าไม่มีอะไรมารับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจได้

ดังนั้นแบรนด์หรูจะต้องโฟกัสไปที่คุณค่าทางประสบการณ์และเรื่องราว เพราะคุณค่าและความจริงแท้จะสามารถเชื่อมโยงและเข้าหากลุ่มเป้าหมาย (ที่มีความคิดแบบ) ใหม่นี้ได้

ในชั่วขณะที่การบริโภคนิยมเป็นที่ยอมรับน้อยลง ความโดดเด่นของตัวโลโก้ก็จะลดลงด้วย ซึ่งข้อดีคือ เมื่อโลโก้เด่นน้อยลง ก็จะช่วยผลักดันให้แบรนด์ต่าง ๆ ผุดไอเดีย สไตล์ และความคิดสร้างสรรค์ออกมาให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น และเมื่อโลโก้เด่นน้อยลง ก็มีโอกาสที่จะมีสินค้าปลอมน้อยลงไปด้วย

โมเดลการเช่ายืมชุดแฟชั่นหรูอาจจะมา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคอาจต้องการเก็บเงินสดไว้กับตัวมากขึ้น ยิ่งคนมีเวลามากขึ้น (จากการกักตัวหรือทำงานจากที่บ้าน) ทำให้มีเวลาหาเสื้อผ้าชุดเดิมกลับมาใส่มากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ ทำให้โมเดลธุรกิจการเช่าชุดแฟชั่นแบรนด์หรูอาจเป็นที่นิยมขึ้นมา ซึ่งสำหรับตัวแบรนด์เอง โมเดลใหม่นี้อาจจะเป็นแหล่งรายได้และโอกาสใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจ

อาคิม เบิร์กอธิบายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผู้บริโภคยอมรับเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาในสินค้ามือสอง ดูเป็นคำที่ไม่เข้ากันกับคำว่าแฟชั่นเท่าไรนัก แต่ต่อจากนี้ บริษัทให้เช่ายืมชุดแฟชั่นอย่าง Rent the Runway และ Panoply อาจจะได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

Categorie: Thailandia

โกงเคลมประกันพุ่ง 2 หมื่นล้าน คปภ.เร่งล้อมคอกหวั่นระบาดหนัก

8 ore 55 min fa

คปภ.เร่งแก้ปัญหาโกงเคลมประกัน หลังมูลค่าความเสียหายพุ่งกว่า 2 หมื่นล้านบาท ยึดโมเดลอเมริกา-ออกประกาศดึงข้อมูลบริษัทประกันมาใช้วิเคราะห์-ตรวจจับคนทุจริต “นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย” ชี้กลโกงส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม “อุบัติเหตุ-สุขภาพ” ทั้งแกล้งเจ็บเข้าโรงพยาบาลเบิกค่าชดเชยรายวัน ส่วนประกันรถยนต์มีทั้งจัดฉากรถชน-เผา-ปล่อยรถจมน้ำ หวั่นช่วงเศรษฐกิจไม่ดี โกงเคลมโครงการใหญ่ “โรงงาน-โกดังสินค้า” ส่อพุ่ง

นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายในเดือน พ.ค.นี้ สำนักงาน คปภ.จะยกร่างประกาศการรายงานข้อมูลพฤติกรรมที่อาจจะเข้าข่าย หรือเป็นสัญญาณเตือนการเกิดทุจริตฉ้อฉลประกันภัย (โกงเคลม) เสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) คปภ. มีมติเห็นชอบ ก่อนจะนำหลักการทั้งหมดไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งคาดว่าประกาศน่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือน ก.ค. 2563 นี้

โดยประกาศฉบับนี้จะสะท้อนการบังคับใช้กฎหมายฉ้อฉลประกันภัยที่เข้มข้นขึ้น เพื่อนำไปสู่การป้องปราม อันจะทำให้ตัวเลขความเสียหาย (loss ratio) จากการทุจริตในระบบประกันภัยลดลงได้มาก ซึ่ง คปภ.จะให้ธุรกิจประกันส่งรายงานข้อมูลเป็นรายไตรมาส ทั้งฐานข้อมูลที่เกิดทุจริตจริง และฐานข้อมูลที่ คปภ.จะนำมาประมวลผล เพื่อตรวจจับการฉ้อฉล โดยจะรวมการฉ้อฉลทุกรูปแบบ ทั้งของลูกจ้าง พนักงาน คนกลางประกันภัย ลูกค้า อู่ซ่อม และหมอ/พยาบาล

“ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการดังกล่าวและเริ่มเห็นผล โดยเคลมประกันรถยนต์มีอัตราลดลงกว่า 20% ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะทำให้ลูกค้าจ่ายเบี้ยถูกลงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ตอนนี้เรากำลังรวบรวมหลักฐานเอาผิดกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมเกี่ยวกับโรคโควิด-19 มารับโทษตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยได้ขอข้อมูลจากบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องไปแล้ว และทำหนังสือสอบถามไปยังตำรวจที่รับผิดชอบคดี ซึ่งทราบชื่อแล้ว 1 ราย” นายอดิศรกล่าว

อานนท์ วังวสุ

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการฉ้อฉลประกันภัยจะพบมากในกลุ่มประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ โดยเฉพาะการเรียกร้องค่าชดเชยรายวัน เมื่อเข้าไปนอนโรงพยาบาล มีทั้งกรณีแกล้งหกล้มและตกบันไดซึ่งตรวจสอบได้ยาก ขณะที่ในกลุ่มประกันรถยนต์จะเป็นในลักษณะจัดฉากเคลม แต่ระยะหลัง ๆ เริ่มลดลง เนื่องจากมีกล้องวงจรปิดมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่เปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้วิธีอื่นเพื่อโกงเคลม เช่น ทำรถจมน้ำ หรือเผารถ ที่มีทุนประกันสูง ๆ เป็นต้น

“ตอนนี้ก็เห็นมีการตระเวนซื้อประกันผ่านธนาคาร และบนเว็บไซต์ไว้หลายฉบับ ซึ่งเราก็ไม่อยากขาย แต่พวกนี้ทุนประกันไม่สูง ทำให้ไม่ค่อยเข้มงวด ปรากฏว่าก็มีพวกฉวยโอกาสไปไล่ซื้อตามสาขาย่อย ๆ เราก็คุมไม่ไหว ทำให้ลอสเรโชที่เกิดขึ้นยังปนอยู่กับสัดส่วนเคลมฉ้อฉลอยู่ค่อนข้างมาก” นายอานนท์กล่าว

กี่เดช อนันต์ศิริประภา

นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาพรวมการทุจริตและฉ้อฉลในธุรกิจประกันวินาศภัยยังมีมูลค่าความเสียหายสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2-2.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5-10% ของเบี้ยประกันภัยรับ รวมทั้งระบบ 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในธุรกิจประกันรถยนต์ เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 60% โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพหวังผลเคลมทุจริตขนาดใหญ่ เช่น โรงงาน, โกดังสินค้า ที่มีทุนประกันสูง โดยซื้อประกันไว้กับหลายบริษัท จากนั้นมีการทุจริตเผาเอาประกัน ซึ่งปัจจุบันยิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจแย่

“ช่วงเศรษฐกิจแย่ สินค้าขายไม่ออก ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการโกงขึ้น เพื่อไม่ให้ทุนประกันสูญเปล่า โดยทุจริตเคลมตอนนี้มีหลายรูปแบบ เมื่อหลายเดือนก่อนก็มีกลุ่มไลน์แชร์ให้ไปซื้อประกันโควิดแบบเจอจ่ายจบรับ 5 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท ซึ่งถ้าซื้อไว้กับ 10 บริษัทก็ได้เงินเป็นล้านบาท ส่วนประกันรถยนต์ก็มีจัดฉากถ่ายรูป หรือแม้แต่ประกันเดินทางซื้อไว้ 4-5 ฉบับ ไปเคลมกระเป๋าหาย ซึ่งทุนประกันเป็นหลักหมื่นบาท แต่ลงทุนซื้อแค่หลักร้อยบาท” นายกี่เดชกล่าว

นายกี่เดชกล่าวด้วยว่า ทางออกเรื่องนี้ หากธุรกิจประกันมีการทำระบบ fraud management system : FMS ที่มีการแชร์ข้อมูลร่วมกัน จะสามารถลดการทุจริตและฉ้อฉลในธุรกิจประกันลงได้ เนื่องจากจะมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยตรวจจับและวิเคราะห์พฤติกรรมจากฐานข้อมูล หากพบลูกค้ารายใดที่มีการเคลมสินไหมบ่อย ๆ และผิดปกติ น่าสงสัย ระบบจะตรวจจับได้ทันที

“ทุกวันนี้ค่าสินไหมในธุรกิจประกันรถยนต์ที่ถูกโกงไปราว 5,000-6,000 ล้านบาท นับเป็นความเสียหายที่สูงมาก เพราะธุรกิจกำไรไม่ถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี พอถูกโกงไปเยอะ ๆ ลอสเรโชสูง ก็เจ๊ง ต้องไปเพิ่มเบี้ยลูกค้า ซึ่งจริง ๆ แล้วลูกค้าราว 80% มีพฤติกรรมดี แต่อีก 20% เป็นกลุ่มลูกค้าเคลมบ่อย ฉะนั้นถ้าตัวเลขการฉ้อฉลลดลงไป จะช่วยให้ธุรกิจประกันไม่ต้องไปขึ้นเบี้ยพร่ำเพรื่อ” นายกี่เดชกล่าว

Categorie: Thailandia

“เราไม่ทิ้งกัน-ด้านการเงิน.com” คลัง เปิดตัวเว็บใหม่รวมทุกมาตรการเยียวยาโควิด

9 ore 5 min fa

คลัง เปิดตัวเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน-ด้านการเงิน.com รวมทุกมาตรการด้านการเงินดูแลเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ COVID-19 ของสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง

เว็บไซต์ใหม่ของกระทรวงการคลัง ที่ชื่อว่า www.เราไม่ทิ้งกัน-ด้านการเงิน.com สามารถเข้าชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หวังว่าจะเป็นช่องทางรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือทางการเงินทั้งหมดสำหรับประชาชน

ทั้งนี้ ธอส. อธิบายว่า เว็บไซต์ดังกล่าวได้ออกแบบมาให้ง่ายต่อการสืบค้นหาข้อมูลมาตรการด้านการเงินต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถเลือกค้นหามาตรการของแต่ละธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐแต่ละแห่ง ได้แก่

1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

3. ธนาคารออมสิน

4. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

5. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

6. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)

7. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

8. บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.)

9. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือ ได้แก่

1.เกษตรกรและ SMEs เกษตรกร

2.ประชาชนฐานรากและบุคคลทั่วไป

3.ผู้ประกอบการ SMEs

4.ผู้ประกอบการนำเข้า – ส่งออก

5.Non-Bank

มาตรการต่าง ๆ ยังถูกจัดหมวดไว้ตามการช่วยเหลือเป็นด้าน ได้แก่ พักชำระเงินต้น/ดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ หรือเติมสินเชื่อใหม่ให้เพิ่มเติมอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงินให้กับประชาชน และผู้ประกอบการ ตลอดจนสนับสนุนแหล่งเงินให้กับประชาชน และผู้ประกอบการให้มีสภาพคล่องหรือมีเงินทุนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ทั้งนี้ โดยเงื่อนไขในแต่ละมาตรการนั้น จะขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่งเป็นผู้พิจารณาอนุมัติตามความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดย ลูกค้า ประชาชน และผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถเข้าดูข้อมูลเว็บไซต์ดังกล่าวได้ทาง www.เราไม่ทิ้งกัน-ด้านการเงิน.com หรือเข้าทางเว็บไซต์ของสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ www.gfa.or.th

นอกจากนี้ ยังสามารถคลิกแบนเนอร์ผ่านหน้าเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และเว็บไซต์ของสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง โดยเมื่อลูกค้าประชาชนหรือผู้ประกอบการสนใจเลือกใช้มาตรการใด ได้แล้วสามารถคลิกลิงค์เข้าไปยังเว็บไซต์ของสถาบันการเงินของรัฐที่สนใจเพื่อดูรายละเอียดมาตรการ และติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ เป็นการอำนวยความสะดวกและเป็นการลดความเสี่ยงจากการที่ต้องเดินทางไปติดต่อสถาบันการเงินต่าง ๆ ด้วย สามารถเข้าดูได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

Categorie: Thailandia

“ดร.แตน ชวัลวัฒน์” ผนึกกำลัง 3 พันธมิตร นำทัพเปิดตัว “HotPlay”

9 ore 34 min fa

“ดร.แตน ชวัลวัฒน์” ผนึกกำลัง 3 พันธมิตร นำทัพเปิดตัว “HotPlay”
นวัตกรรมสื่อโฆษณารูปแบบใหม่ในเกมส์ ลิขสิทธิ์เจ้าแรกในเมืองไทย!!!

“ดร. ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์” หรือ ดร.แตน ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับ 3 บริษัทพันธมิตร อย่าง บริษัทแอกซิออน เวนเจอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรี รูทส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ดี ซูพรีม จำกัด เปิดตัวโซลูชั่น “HotPlay” นวัตกรรมสื่อโฆษณารูปแบบใหม่ในเกมส์ ลิขสิทธิ์เจ้าแรกในเมืองไทย!!!

HotPlay คือการรวมตัวของกลุ่มบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยมีแม่ทัพอย่าง บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด (T&B Media Global (Thailand) Co., Ltd.) โดย “ดร. ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์” หรือ ดร.แตน ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจแอนิเมชั่น และภาพยนตร์, บริษัทแอกซิออน เวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) (Axion Ventures Inc.) โดยคุณนิธินันท์ บุญวัฒนพิศุทธิ์ – คุณจอห์น ทอร์ด บอนเนอร์ – คุณมาร์ค แวนจ์ ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจเกมส์ออนไลน์, บริษัท ทรี รูทส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ กรุ๊ป จำกัด (Tree Roots Entertainment Group Co., Ltd.) โดยคุณอาธิศ นันทวรุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน และการลงทุน, บริษัท ดี ซูพรีม จำกัด (Dees Supreme Co., Ltd.) โดยคุณวิทิต อาภาพาส ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจค้าปลีกและเทรดดิ้ง ได้ผนึกกำลังสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้กับวงการโฆษณาได้อย่างน่าทึ่ง

แพลตฟอร์ม HotPlay พร้อมปฏิวัติรูปแบบของการโฆษณาไปอีกขั้น นำเสนอโซลูชั่นการตลาดเพื่อเป็นช่องทางใหม่ที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้เล่นเกมส์ โดยการสอดแทรกเนื้อหาของสินค้าและบริการผ่านองค์ประกอบต่างๆ ที่สามารถโต้ตอบกับผู้เล่นได้อย่างไร้รอยต่อ เข้าถึงกลุ่มตลาดเกมเมอร์ที่มีจำนวนถึง 27.8 ล้านคนในประเทศได้ทันที อีกทั้ง HotPlay ยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้โฆษณาสามารถส่งมอบสิทธิพิเศษในรูปแบบของคูปองส่วนลด โดยให้ข้อมูลเชิงลึกที่สามารถวัดผลตั้งแต่ยอดผู้รับชมไปจนถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยไม่กระทบต่อภาพลักษณ์และองค์ประกอบของเกมส์

สำหรับผู้ที่สนใจในนวัตกรรมสื่อโฆษณารูปแบบใหม่ “HotPlay” สามารถติดตามรายละเอียด และติดต่อ ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Website: https://hotplay.games Email: [email protected]

Categorie: Thailandia

ซิตี้แบงก์ แนะลูกค้าจัดพอร์ลงทุนแบบประจำ ลดเสี่ยงตลาดผันผวน-ได้ผลตอบแทนมั่นคง

9 ore 36 min fa

ธนาคารซิตี้แบงก์ แนะการลงทุนแบบประจำ หรือ RSP รับมือตลาดผันผวน เน้นลงทุนจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน-ทยอยลงทุน-ผลตอบแทนมั่นคง พร้อมบริการกระจายลงทุนทั่วโลกกว่า 200 กองทุน ชี้ ทำธุรกรรมผ่านออนไลน์-โมบายแอปฯ สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น

นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า ซิตี้โกลด์ พร้อมมอบบริการด้านบริหารความมั่งคั่งรวมถึงให้คำปรึกษาด้านการลงทุนสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ด้วยการนำเสนอบริการในการกระจายการลงทุนทั่วโลกกว่า 200 กองทุนจากพาร์ทเนอร์ทางการเงินที่หลากหลายกับ 5 บลจ. ในประเทศและ 13 บลจ. ต่างประเทศ ครอบคลุมความหลากหลายของกองทุนทั้งประเภทของสินทรัพย์และภูมิภาคของการลงทุน

นอกจากนี้สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมหนึ่งคือ การลงทุนแบบประจำ (Regular Savings Plan) หรือ RSP สำหรับลูกค้าซิตี้โกลด์ เพื่อลดผลกระทบความผันผวนของตลาด โดยการลงทุนแบบประจำ คือ

· ลงทุนในจำนวนเงินสัดส่วนที่เท่ากันทุกเดือน โดยผู้ลงทุนสามารถแจ้งความจำนงที่จะซื้อกองทุนรวมด้วยการตัดเงินจากบัญชีธนาคารอัตโนมัติทุก ๆ เดือนได้โดยตรง เป็นการสร้างวินัยในการลงทุนอีกช่องทางหนึ่งทำให้ผู้ลงทุนบรรลุจุดประสงค์ทางการเงินในระยะยาวได้

· ลงทุนสม่ำเสมอมั่นคงกว่าการลงทุนเพียงครั้งเดียว RSP เป็นการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบทยอยลงทุน หรือ Dollar Cost Average (DCA) ที่นักลงทุนไม่ต้องคอยถามว่า “ลงทุนช่วงเวลาไหนดี” และไม่พลาดโอกาสการลงทุนในทุกช่วงเวลา เนื่องจากสภาวะตลาดและการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

· ผลตอบแทนที่มั่นคง ได้ประโยชน์จากผลตอบแทนทบต้นทบดอก ซึ่งนักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนแบบ RSP ในหลากหลายสินทรัพย์ลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และตรงกับเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ

ทั้งนี้ ซิตี้แบงก์พร้อมมอบประสบการณ์ด้านการบริหารความมั่งคั่งของลูกค้าซิตี้โกลด์ให้สะดวกสบายและง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซิตี้แบงก์ ออนไลน์ และ ซิตี้ โมบายล์ แอปพลิเคชัน อาทิ การโอนเงินระหว่างบัญชีธนาคารทั้งในประเทศและต่างประเทศ การตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพอร์ทการลงทุน การทำธุรกรรมผ่านทางออเธอไรเซชั่น คอร์เนอร์ (Authorization Corner) ฟังก์ชั่นที่ให้ลูกค้าสามารถทำการตรวจสอบยืนยันเอกสารคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุน ดูเอกสารที่เกี่ยวข้อง และอนุมัติการทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่าน OTP โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา

นอกจากนี้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีสกุลเงินตราต่างประเทศได้สูงสุด 8 สกุลเงินโดยทันทีภายใต้บริการ ซิตี้ โกลบอล วอลเลท (Citibank Global Wallet) เพื่อใช้จ่ายในสกุลเงินต่างประเทศหรือซื้อสินค้าหรือบริการทางออนไลน์ โดยสามารถทราบอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอนในขณะที่ทำการแลกเงิน ตลอดจนบริการใหม่ล่าสุด International Telegraphic Fund Transfer ให้ลูกค้าสามารถโอนเงินต่างประเทศด้วย 38 สกุลเงินทั่วโลกโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมบริการ

อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ซิตี้แบงก์มอบโปรโมชั่นพิเศษเวลคัมโบนัสและดับเบิ้ลอัพคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ดสูงสุด 230,000 คะแนน พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์และการลงทุนต่าง ๆ มากมาย อาทิ เครดิตการสั่งอาหารจากร้านอาหารระดับมิชลินมูลค่าสูงสุด 30,000 บาทต่อปี เครดิตเงินคืนบริการจาก Grab มูลค่าสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน ฯลฯ ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 20 ธันวาคม 2563 ตลอดจนมอบข้อเสนอช่วงเวลาสุดพิเศษสำหรับลูกค้าซิตี้โกลด์อีลีทที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.8% นาน 6 เดือน เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด

“เราทุกคนต่างมีความฝันและมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่จะทำให้ความฝันหรือความต้องการเป็นจริงได้ต้องใช้หลายปัจจัยมาสนับสนุน ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ปฎิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญก็คือ “เงิน” ที่จะมาช่วยให้ความฝันและความต้องการเป็นจริงได้ง่ายมากขึ้น แน่นอนว่าการจะทำให้เงินเพิ่มพูนมากขึ้นและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าของ เชื่อว่าหลาย ๆ คนมีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปและเทรนด์การลงทุนก็เป็นหนึ่งในวิธีที่คนนิยมกัน และปัจจุบันการลงทุนก็มีหลากหลายประเภทให้ผู้ลงทุนได้เลือกตัดสินใจ เนื่องจากแต่ละบุคคลย่อมตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้แตกต่างกัน ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อความมั่งคั่ง การลงทุนเพื่อการท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ การลงทุนเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง การลงทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาของบุตรหลานในอนาคต ตลอดจนการลงทุนระยะยาวเพื่อช่วงชีวิตวัยเกษียณ ฯลฯ เป็นต้น”

Categorie: Thailandia

กรุงไทย ชี้ อุ้มลูกค้าฝ่าโควิดผ่าน 5 มาตรการเยียวยา วงเงินรวม 5.95 แสนล้าน

9 ore 52 min fa

ธนาคารกรุงไทย เผยยอดช่วยเหลือลูกค้าผ่าน 5 มาตรการเยียวยา ระบุกว่า 90% เป็นลูกค้าบุคคล ธุรกิจรายย่อย และ SME ด้านแคมเปญ #ร้านข้างทางต้องอยู่ข้างกัน ช่วยร้านอาหารรายเล็กๆ ให้สามารถอยู่รอด มีการรีวิวในโซเชียลมีเดียไปแล้วมากกว่า 10,000 ร้านค้า อีกทั้งให้พนักงานทั่วประเทศ 6,500 คนร่วมทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ ลงพื้นที่ยืนยันสิทธิ์ให้กับประชาชนที่ลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยา และให้สาขาเป็นจุดรับร้องเรียนกับผู้ขอทบทวนสิทธิ์

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ธนาคารในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐเร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าด้วยมาตรการต่างๆ อย่างเต็มที่ ทั้งมาตรการของกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และของธนาคารเอง รวมทั้งสิ้น 5 มาตรการ เพื่อเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้สามารถเดินหน้าและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิดทั่วประเทศ ซึ่งได้ช่วยเหลือลูกค้าผ่าน Soft Loan ธนาคารออมสิน ในวงเงิน 5,058 ล้านบาท จำนวนลูกค้า 382 ราย ผ่าน Soft Loan ธนาคารแห่งประเทศไทย ในวงเงิน 10,851 ล้านบาท จำนวนลูกค้า 3,364 ราย และได้ปรับโครงสร้างหนี้ โดยการพักการชำระหนี้ รวมถึงให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม เป็นวงเงิน 580,077 ล้านบาท จำนวนลูกค้า 167,981 ราย รวมวงเงินที่ธนาคารได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าไปแล้วทั้งสิ้น 595,986 ล้านบาท จำนวนลูกค้า 171,727 ราย โดยมาตรการที่ได้ดำเนินไป ลูกค้าที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เป็นลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจรายย่อย และลูกค้าขนาดกลาง หรือ SME คิดเป็นกว่า 90% ของลูกค้าทั้งหมด

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้เข้าร่วมโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SME โดย บสย. เพื่อเสริมสภาพล่องและช่วยให้ SME ที่ขาดหลักประกันสามารถเข้าถึงเงินทุน โดยธนาคารได้ให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการ SME ในโครงการดังกล่าวไปแล้วในวงเงินรวมกว่า 10,636 ล้านบาท

สำหรับ 5 มาตรการของธนาคาร ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 ลูกค้าสินเชื่อบุคคล และลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 4 เดือน ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี จากสัญญากู้เดิม 4 เดือน มาตรการที่ 2 ลูกค้าบุคคลและลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่มีเอกสารแสดงรายได้ลดลง พักชำระเงินต้น 6 เดือน ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี จากสัญญากู้เดิม 6 เดือน มาตรการที่ 3 ลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาท พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนอัตโนมัติ มาตรการที่ 4 ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป ที่มีเอกสารแสดงรายได้ลดลง พักชำระหนี้เงินต้นวงเงินสินเชื่อระยะยาว สูงสุด 12 เดือน ขยายระยะเวลาชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินและสินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศ สูงสุด 6 เดือน มาตรการที่ 5 ลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท สนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan อัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก 2% ต่อปี พักชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน ไม่ต้องชำระดอกเบี้ย 6 เดือนแรก

นายผยง ศรีวณิช กล่าวต่อไปว่า ธนาคารยังได้จัดแคมเปญ #ร้านข้างทางต้องอยู่ข้างกัน เพื่อช่วยให้ร้านอาหารข้างทางที่เรารัก สามารถอยู่รอด ซึ่งมีการรีวิวร้านอาหารข้างทางในโซเชียลมีเดียไปแล้วมากกว่า 10,000 ร้านค้า และเป็น Hashtag ที่ถูกพูดถึงอย่างมากใน Facebook Instagram ติด Trend Twitter อันดับ 1 อย่างรวดเร็ว ในวันที่ 27 เมษายน วันที่ 11 และ 12 พฤษภาคม 2563 มี Mention มากกว่า 300,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามา Engagement กว่า 1 ล้านครั้ง

ทั้งนี้ ธนาคารยังได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเราไม่ทิ้งกัน โดยร่วมพัฒนาและสนับสนุนแพลตฟอร์ม รวมทั้งระบบประมวลผลของเว็บไซต์เราไม่ทิ้งกัน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ส่งพนักงานทั่วประเทศ จำนวน 6,500 คน เข้าร่วมทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ ช่วยประชาชนยืนยันสิทธิ์ ตลอดจนให้สาขาทั่วประเทศ เป็นจุดบริการในการให้ความช่วยเหลือตอบคำถาม ดำเนินการแก้ไขข้อมูลของผู้ขอเยียวยา เป็นจุดร้องเรียนของผู้ขอทบทวนสิทธิ์ กรณีลงทะเบียนไม่สำเร็จ หรือไม่ได้สิทธิ์ ทำให้ขณะนี้มีประชาชนได้รับเงินเยียวยาจากกระทรวงการคลังแล้ว 15 ล้านคน

Categorie: Thailandia